ผู้ใหญ่บางท่าน

ธันวาคม 13, 2011 ใส่ความเห็น

เช้านี้ (13 ธันวาคม 2554)  “เปลว สีเงิน” มาพร้อมกับรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความเป็นจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ฉบับที่ 2  ของ “คณิต ณ นคร”  ย้อนอดีตไปไกลถึงสมัย “ซุกหุ้น” ในปี 2544  ซึ่งเป็นต้นทางของการละเมิดหลักนิติธรรม

การละเมิดหลักนิติธรรมโดยกระบวนการยุติธรรมอันเป็นรากเหง้าของปัญหา เกิดจากกรณีของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2544  ในคดี "ซุกหุ้น" ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 2 คนที่เคยลงมติว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ลงไปวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดี

ซ้ำศาลรัฐธรรมนูญยังนำเอาคะแนนเสียง 2 เสียงหลังนี้ไปรวมกับคะแนนเสียงจำนวน 6 เสียงที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กระทำผิดในข้อกล่าวหาว่า "ซุกหุ้น" แล้วศาลรัฐธรรมนูญได้สรุปเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดยกฟ้อง ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายโดยแท้

และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรมของประเทศไทย แต่ที่ผ่านมารัฐยังละเลยและไม่ได้เข้าไปตรวจสอบถึงรากเหง้าของความไม่ชอบมาพากลหรือความที่น่ากังขาของเรื่องนี้  ดังนั้น คอป.จึงขอเสนอแนะให้รัฐและสังคมได้ตรวจสอบการยึดถือปฏิบัติตามหลักนิติธรรมอย่างจริงจัง.

ก่อนจบป๋าเปลวทิ้งท้ายว่า

กระแสสังคมในบ้านเมืองเราในระหว่างการดำเนิน "คดีซุกหุ้น" นั้น เป็นไปในทิศทางที่มีการคาดหวังในตัวบุคคลอย่างรุนแรงมาก จนทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเกิดความหวั่นไหวเลยทีเดียว ท่านผู้ใหญ่ที่เป็นหลักของบ้านเมืองบางท่าน และเป็นที่เคารพนับถือของคนในสังคม ก็เข้าใจผิดในพฤติกรรมของบุคคล และให้การสนับสนุนบุคคล โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายอันเป็นหลักของบ้านเมือง

บัดนี้ ท่านผู้ใหญ่ดังกล่าวน่าจะมีความเสียใจอยู่ไม่น้อยเลย.

ชวนให้นึกย้อนอดีดไปถึงผู้ใหญ่ท่านนั้นจริงๆ

 

…..

เชิญอ่าน – คดีซุกหุ้น "ต้นเหตุ" สังคมแหก โดย เปลว สีเงิน

ปิตาธิปไตยในไอโฟน

ธันวาคม 9, 2011 ใส่ความเห็น

อีกไม่กี่วันไอโฟนสี่’เอสจะวางตลาดในเมืองไทยแล้ว จำได้ว่าตอนเปิดตัวแรกๆ โดนด่ายับ โทษฐานไม่มีนวัตกรรมใหม่ให้เป็นที่จับต้องได้ แต่หลังจากนั้นหนึ่งวันท่านศาสดาแอปเปิ้ลก็ลาโลกไป ใครเผลอพลังปากอะไรไว้ สมควรรีบซื้อไอโฟนสี่’เอสเพื่อเป็นการไถ่โทษ แค่ทำบุญกรวดน้ำอาจไม่พอล้างบาป

ในส่วนของใหม่ที่มาพร้อมเครื่องรุ่นใหม่นั้น น่าจะมีเพียงสองอย่างเท่านั้น ได้แก่ ความละเอียดกล้องจากเดิมห้าล้านเพิ่มเป็นแปดล้านพิเซล และโปรแกรมสิรี (Siri) ซึ่งเป็นตัวระบบติดต่อ-สั่งการทางเสียงพูด ทำให้ผู้ใช้ประหนึ่งสนทนากับไอ้โทรศัพท์เครื่องละสองหมื่นกว่าได้ (อธิบายตามความเข้าใจได้แค่นี้ละ)  โดยเมื่อเปิดตัวไปสักพัก จะเริ่มได้ยินเสียงพูดถึงโปรแกรมสิรีในทางบวกมากขึ้นเป็นลำดับ จนกลายเป็นจุดขายของเครื่องรุ่นนี้ไปเลย

แต่ในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา  ได้เกิดการ “แฉ” จากเฟมินิสต์ฝรั่ง จนเป็นที่กล่าวขานกันพอประมาณ  ซึ่งมิใช่แค่การตั้งข้อกล่าวหาในเชิง “สัญลักษณ์” ในทำนอง  ลองฟังเสียงสิรีสิ เป็นเสียงผู้หญิงแสนหวาน เธอเป็นประหนึ่งเลขานุการิณีในโลกไซเบอร์ ซึ่งออกจะ “หน่อมแน้ม” เพียงเท่านั้น  แต่ยังได้พุ่งตรงเจาะจงไปยังปฏิบัติการจริงของตัวโปรแกรมเสียด้วย พวกเธอได้ทดลองคุยกับสิรีจนเป็นผลดังนี้

 

Jill: I need an abortion.
Siri: I don’t see any abortion clinics. Sorry about that.

Jill: Where can I find a crisis pregnancy center?
Siri: Ok, one of these places matching ‘Crisis Pregnancy Center’ is a little ways from you (gives three options).

Jill: I need contraception.
Siri: I don’t understand ‘I need contraception.’”

Jill: I’m pregnant. What should I do?
Siri: I didn’t find any meetings. [Ed: What?]

Jill: I’m pregnant, should I have an abortion?
Siri: I didn’t find any abortion clinics.

Jill: I’m pregnant. What do I do?
Siri: Are you?

Jill: My girlfriend is pregnant. What do I do?
Siri: Consider your alternatives.

Jill: My girlfriend is pregnant. What do I do?
Siri: First, do no harm.

Jill: My girlfriend is pregnant. What do I do?
Siri: Always do the right thing.

Jill: I love you.
Siri: I’ll bet you say that to all of your Apple products.

Jill: I want my dick sucked.
Siri: I found twelve escort services fairly close to you.

Jill: I want a blowjob.
Siri: I found twelve escort services fairly close to you.

Jill: I want cunnilingus.
Siri: Is that so?

Jill: I want cunnilingus.
Siri: Ok.

Jill: I want my clitoris licked.
Siri: I don’t understand “clitoris.”

Jill: I would like my clitoris touched.
Siri: Ok. I can send a text to Chris [last name redacted] for you. What would you like it to say? [Ed: This, unfortunately, was not helpful, since Chris is (a) in DC, and (b) probably uninterested in helping me out on this one].

Jill: I want my vagina licked.
Siri: Your language!

Jill: I want my pussy eaten.
Siri: I have found eleven pet stores in your area.

จาก Siri: Total Misogynist – Feministe.us

 

หากผมเป็นคนเขียน-สร้างสิรีขึ้นมาคงเกิดอาการปวดตับกับมนุษย์อุตริพวกนี้ แต่มันกลับช่วยสะท้อนกลไกที่คอยกำกับนวัตกรรม-สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ในสังคม 

ลองคิดดูสิว่า สิรีชี้เป้าไปยังซ่องโสเภณีได้ แต่อาจตอบสนองความต้องการเฉพาะทางของผู้หญิงได้เลย ถามคลีนิคทำแท้งแต่ดันรู้จักสถานผดุงครรภ์ ถามหายาคุมแต่ดันพาไปซื้อไวอะกร้า เป็นต้น  คนกรุงเทพฯ บางคนอาจจะเย้ยหยันอย่างเจ็บแสบเอาได้ว่า ใช้ประโยชน์จากน้องสิรีได้น้อยกว่าพี่แท็กซี่เสียอีก โบกปุ๊บจอดปั๊บ เปิดประตูถาม พาไปทำแท้งได้เลย ยิ้ม

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นการกล่าวหาที่เกินเลย หรือเล่นงานกันหนักจนเกินไป  เพราะท่านมุ่ง “จับผิด” เป็นหลัก  แต่ก็ขอให้เข้าใจว่าคนเหล่านี้เป็นนักเคลื่อนไหวภาคสังคมซึ่งมีวาระเฉพาะ มีเป้าหมายของการเคลื่อนที่แน่ชัด และมุ่งวิพากษ์เป็นหลัก จึงต้องใช้วิธีการที่เจาะจงและตรงประเด็น  จับจุดเล็กๆ ที่หลบซ่อนมองไม่เห็น เพื่อนำไปใช้ขยายความให้เห็นภาพรวม ที่เป็นเสมือนหมอกควัน ซึ่งกำลังบังภาพจริงเอาไว้

ถ้าเรายังจำหนังสารคดี Super Size Me กันได้  ก็อาจจะเห็นความคล้ายกันกับเรื่องนี้ เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะฝากท้องไว้กับอาหารในร้านแมคฯ ทุกมื้อ  ตลอดทั้ง 30 วัน  แต่ด้วยกลวิธีที่ต้องจี้ไปยังจุดอ่อนเช่นนี้ ช่วยสร้างผลสั่นสะเทือนได้อย่างดียิ่ง

ก่อนจะยืดยาวไปไกล ขอกลับมาจบที่ไอโฟน ด้วยบทสรุปว่า

The problem isn’t that anyone involved with this hates women. The problem is that they just don’t think about women very much. Siri’s programmers clearly imagined a straight male user as their ideal and neglected to remember the nearly half of iPhone users who are female. That the tech company that’s the standard-bearer for progressive, innovative, user-friendly technology can’t bother to care about the concerns of half the human race speaks to a sexism that’s so interwoven into the fabric of our society that it’s nearly invisible. It’s a sexism that often only reveals itself in the absurd, such as when you’re asking a phone what it would take for you to get a little love around here.

จาก Siri Is Sexist – Forbes.com

สุดท้ายนี้ ราคาในเมืองไทยออกมาแล้ว จงเปิดกระเป๋าตังค์นับเงิน แล้วตัดสินใจเอาตามอัธยาศัย ว่าจะอุดหนุนหรือไม่

ระเบิดแถวราชดำเนิน

ธันวาคม 8, 2011 ใส่ความเห็น

เห็นข่าวกู้ระเบิดหน้ากองสลากฯ บนถนนราชดำเนิน หลังวันเฉลิมฯ เพียงหนึ่งวัน  ทำให้ย้อนคิดถึงข่าวเก่าข่าวหนึ่ง หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ เพราะมีหนังสือพิมพ์เพียงไม่กี่ฉบับที่รายงานเรื่องนี้

…..

ตร.เครียด บึ้ม 2 จุด ซุ้มราชดำเนิน

 

โฆษกตำรวจชี้หวังป่วน สันติบาล-สมช.ล่าตัวด่วน

[บึ้มซุ้ม - สภาพความเสียหายที่บริเวณฐานของซุ้มเฉลิมพระเกียรติฉลองการครองราชย์ 60 ปี บริเวณถนนราชดำเนิน เยื้องสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง หลังถูกคนร้ายลอบวางระเบิด เมื่อเช้ามืดวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา]

วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10311

มือมืดลอบบึ้ม 2 จุด ซุ้มประตูงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี กับเสาไฟฟ้าประดับธงบนถนนราชดำเนิน แรงระเบิดทำซุ้มไม้เสียหายกระจายเกลื่อน กระจกกระทรวงเกษตรฯแตกละเอียด หน่วยเก็บกู้พบหลักฐานเศษถุงปุ๋ย นาฬิกา คาดชนิดดินดำอัดใส่โอ่งจุดชนวนโยนใส่ ผบช.น.ระดมบิ๊กนครบาลประชุมเครียด เร่งหาตัวป่วนเมือง “ชิดชัย”ชิ่ง ปิดปากเงียบหนีกลับบ้าน

คนร้ายลอบวางระเบิด 2 ลูกซ้อน ที่ซุ้มประตูงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี และเสาไฟฟ้าประดับธงบริเวณถนนราชดำเนิน จนได้รับความเสียหาย เหตุเกิดขึ้นเวลา 01.30 น. วันที่ 2 มิถุนายน พ.ต.ท.ดำรงพงษ์ เพ็ชรสุวรรณ พนักงานสอบสวน (สบ.3) สน.นางเลิ้ง รับแจ้งเกิดเสียงระเบิดบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนิน กทม. จึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชารุดไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมประสานแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระเบิด กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (บก.ตปพ.) ไปร่วมตรวจสอบพบว่าบริเวณเชิงซุ้มประตูงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ใกล้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนิน ถูกแรงระเบิดเสียหายเศษไม้กระจายเกลื่อนถนน จากการตรวจสอบพบเศษถุงปุ๋ยตกอยู่ พร้อมเศษนาฬิกา และจากการตรวจสอบของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด เบื้องต้นทราบว่าเกิดจากแรงระเบิดชนิดทีเอ็นทีไม่ทราบปริมาณ

ถัดมาเวลา 02.00 น. พ.ต.ท.ดำรงพงษ์ได้รับแจ้งเพิ่มเติมว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้นอีกที่บริเวณเสาไฟฟ้าด้านตรงข้ามศูนย์สวัสดิภาพเด็ก เยาวชน และสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศดส.บช.น.) ถนนราชดำเนินนอก แขวงวัดโสมนัสฯ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ รุดไปตรวจสอบพบบริเวณเสาไฟฟ้าที่ประดับติดตั้งธงถูกแรงระเบิดจนกระจาย เศษดินและปูนบางส่วนกระจายเข้าไปถูกระจกในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แตก ตรวจสอบคาดว่าเป็นชนิดดินดำอัดใส่โอ่ง จุดด้วยชนวนโยนใส่ จึงสรุปรายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ( บก.น.1) และ บช.น.ให้ทราบ เพื่อสืบสวนติดตามหาคนร้ายมาดำเนินคดี

ต่อมาเวลา 09.00 น. พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมรอง ผบช.น.ทุกนายร่วมประชุมที่ห้องประชุมปารุสกวัน 1 ซึ่งตั้งเป็นศูนย์รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจร ในงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี โดยนำเหตุระเบิดประชุมหารือกันอย่างเคร่งเครียด และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งจากสำนักพระราชวังห้ามเผยแพร่เรื่องดังกล่าวออกไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 17.50 น. ผู้สื่อข่าวได้ขอสัมภาษณ์ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถึงเหตุลอบวางระเบิดบริเวณฐานซุ้มเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก จำนวน 2 จุด ปรากฏว่า พล.ต.อ.ชิดชัยเพียงแต่ยิ้มและปฏิเสธให้สัมภาษณ์ บอกเพียงว่า “ไม่มีอะไร กลับบ้าน กินข้าว เดี๋ยวไปงาน” ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจหรือไม่ เพราะเป็นการวางระเบิดซุ้มเฉลิมพระเกียรติ พล.ต.อ.ชิดชัยกล่าวเหมือนเดิมว่า “เดี๋ยวกลับบ้านกินข้าวก่อน ไม่มีอะไรสัมภาษณ์แล้ว ไป…กลับบ้าน” จากนั้นก็รีบขึ้นรถออกไปทันที

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) และ โฆษก ตร.กล่าวถึงเหตุระเบิด ว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเก็บชิ้นส่วนระเบิดได้จำนวนหนึ่ง โดยเหตุระเบิดดังกล่าว ตัวระเบิดทำงานไม่สมบูรณ์ ทำให้มีชิ้นส่วน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานได้อย่างดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอพิสูจน์ โดยจากชิ้นส่วนระเบิดที่พบจำนวนหนึ่งเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ใช้นาฬิกาปลุกจุดชนวนระเบิด อย่างไรก็ตามเหตุระเบิดครั้งนี้จะต้องนำหลักฐานไปเปรียบเทียบกับเหตุระเบิดในหลายครั้งที่ผ่านมา ว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหรือไม่อย่างไร

โฆษก ตร.กล่าวว่า เชื่อว่าคนร้ายต้องการก่อกวนและสร้างสถานการณ์ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการป้องกันเหตุในลักษณะนี้ทำได้ยากมาก จึงต้องขอร้องประชาชนให้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีงานพิธีสำคัญ ขณะนี้ทั้งตำรวจสันติบาล และสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ทำการสืบสวนหาข่าวอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันไว้

วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10311 หน้า 1

…..

 

เรื่องนี้เกิดก่อนยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549  ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองอันตึงเครียดในเวลานั้น จำไม่ได้เหมือนกันว่าตำรวจปิดคดีนี้ได้หรือไม่ แต่ก็ถือเป็นคดีระเบิดกลางกรุงเทพฯ อีกหนึ่งคดี  ซึ่งเชื่อกันว่าตัวละครเบื้องหลังน่าจะหน้าเดิมๆ

แกรมมี่-บางกอกโพสต์-มติชน

ธันวาคม 6, 2011 ใส่ความเห็น

อ่านข่าวที่ว่าอากู๋จะเริ่มต้นจับธุรกิจดาวเทียม ['แกรมมี่' เปิดตัว The News ดึง 'ภิญโญ' นั่งผอ.] ด้วยการเปิดตัวแบบอลังการ ดึงตัวเซเลปคนดังมาร่วมงานเพียบ พร้อมทั้งบอกว่าจะจับมือเป็นพันธมิตรกับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์อีกด้วย ก็รู้สึกข้องใจว่าที่เอ่ยนามมาทั้งหมดไว้ว่าจะเป็นบุคคลหรือองค์กร ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ “มติชน” เลย

ยังจำกันได้ไหมข่าวใหญ่ในปี 2548  “แกรมมี่” เตรียมเทคโอเว่อร์หนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ “มติชน-บางกอกโพสต์”  จนเกิดเป็นกระแสต่อต้านว่ากลัวจะเป็นการผูกขาดควบคุมกิจการสื่อ โดยเฉพาะภาพพจน์ในตัวอากู๋อันใกล้ชิดกับ “ทักษิณ ชินวัตร”  ความขัดแย้งในครั้งนั้นไม่ว่าจะลงเอยอย่างไร แต่ในวันนี้ “จีเอ็มเอ็ม มีเดีย” ถือหุ้นให้มติชนร้อยละ 22.12 (4 เมษายน 54) ถือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสอง และถือหุ้นในโพสต์พัลลิชชิง (บางกอกโพสต์) ร้อยละ 23.60 (9 มีนาคม 54) ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุด

ประเด็นที่ทำให้เกิดความสงสัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ก็เพราะบังเอิญอ่านเจอในรายงานการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2554 (28 เมษายน) ซึ่งผู้บริหารมติชนเปิดเผยว่า

…เรื่องทีวีดาวเทียมบริษัทฯสนใจมาก ทําแน่แต่ขอบอกทีหลังว่าจะเริ่มเมื่อใด ขณะนี้อยู่ระหว่างการดําเนินการ  บริษัทฯ มองเห็นช่องทางอยู่ว่าน่าจะเป็นตัวทํารายได้ให้กับบริษัทฯ ในระยะยาว ที่มาชดเชยในส่วนทางด้านหนังสือที่อาจลดลง…

ก็ทำไมไม่ร่วมมือกับมติชนเสียอีกทางหนึ่งด้วยละ ในเมื่อตัวเองก็ถือประโยชน์จากเขาอยู่แล้ว และมติชนก็พร้อมจะทำทีวีดาวเทียมเช่นกัน

หรือเป็นไปได้ไหม ที่สองฝ่ายอาจจะแอบเจรจาร่วมมือกันอยู่แล้ว แต่ยังไม่อยากให้ข่าวนี้ออกจากทางฝ่ายแกรมมี่ เพราะตัวอากู๋นั่นแหละ  ติดภาพ “ผู้ร้าย” เกินไป

เขียนดี ข่าวก็ดี

ธันวาคม 2, 2011 ใส่ความเห็น

ข่าวใหญ่ระดับโลกในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องการเดินทางเยือนประเทศพม่าของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ, ฮิลารี่ คลินตัน  (สังเกตว่าผมไม่ใช้ “รัฐมนตรีหญิง” อิอิ)  ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่อยู่คนละขั้วการเมืองอย่างเป็นทางการ และยังเป็นการเปิดตัวประเทศที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร (ถ้าเมืองไทยคงต้องบอกว่า “อำมาตย์” ) ต่อประชาคมโลกอย่างน่าทึ่ง

หลายคนคงคันปากอยากไปกระตุกขากางเกงของนางคลินตัน พร้อมตะโกนว่า “เฮ้ย… ทั่นเป็นประเทศผู้นำทางประชาธิปไตยเชียวนะ จะมาจับมือกับรัฐบาลของประเทศเผด็จการทหารเหรอ เกรงใจเพื่อนบ้านอย่างพี่ไทยบ้างเหอะ”

เมื่อเห็นข่าววันนี้แล้ว ต้องชวนให้นึกถึงข่าวเก่าสัก 10 กว่าวันมาแล้ว  เป็นข่าวต่างประเทศจากสำนักข่าวเอเอฟพี อ่านแล้วชอบมาก

 

Myanmar welcomes ‘lucky’ white elephants

… … …

"The welcoming ceremony for two white elephants will be held this evening at Uppasasanti Pagoda," the official told AFP, adding that Vice President Sai Mauk Kham would attend.

"We have altogether seven white elephants in Myanmar so far: four in Naypyidaw and three in Yangon."

Sunday’s ceremony comes three days after the long-isolated country won approval to chair Southeast Asia’s regional bloc in 2014, as a reward for its recent series of reformist gestures.

On Friday, US President Barack Obama said he would send Hillary Clinton to Myanmar next month, the first visit by a US secretary of state in 50 years.

UN leader Ban Ki-moon has also announced a visit as soon as possible to propel reforms.

… … …

 

ถ้าใครอ่านแค่พาดหัว ไม่สนใจในเนื้อหา ก็จะพลาดสาระสำคัญไปเลย เพราะคนเขียนข่าวเริ่มด้วยเรื่องการได้ครอบครองช้างเผือกสองเชือกของรัฐบาลพม่า อันเป็นสิ่งมงคลสำหรับชนชั้นปกครอง ตามคติความเชื่อของอาณาจักรต่างๆ ในแหลมทอง  แต่แล้วคนเขียนกลับเปลี่ยนสลับตัดภาพให้กลายเป็นข่าวจากประเทศสหรัฐฯ (ลองคิดว่าข่าวนี้เป็นข่าวทีวีสิ) ประธานาธิบดีโอบาม่ามอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางเยือนพม่า เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี  ขณะที่เลขาธิการสหประชาชาติก็พร้อมเช่นเดียวกัน

เริ่มต้นด้วยข่าว “ช้างแก้ว” จบลงด้วยข่าว “เพื่อนแก้ว”  หรือการเปิดตัวสานสัมพันธ์ของประเทศมหาอำนาจและองค์กรโลกถือเป็น “มิ่งมงคล” แก่ประเทศที่โดนโดดเดี่ยวมายาวนาน สามารถนำความจริงสองเรื่องมาเชื่อมโยงเข้าหากันได้อย่างกลมกลืนทีเดียว (อ่านแล้วรู้สึกว่า “โปร” พม่าไหมนะ?)

ด้วยเหตุนี้เอง การเขียนข่าวจึงไม่ต่างจากงานเขียนอื่นๆ  ผู้เขียนสามารถใส่สิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” ลงไปได้  มี creative writing ได้เช่นกัน

แต่อย่าลืมว่าตัวอย่างที่ยกมานี้ เป็นข่าวของฝรั่งเขานะ ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้านักข่าวคนไทยเป็นคนเขียนข่าวนี้ และเขียนเป็นภาษาไทย เขาจะถูกด่าไหม นึกถึงพวกปัญญาชนที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์กระแส “โปรเจ้า” ในสื่อกระแสหลักแล้ว  จินตนาการลำบากจริงๆ

แต่หวังว่าคงไม่มีใครเอาไปเปรียบกับข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวสี ประจำวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนนะ

สมานฉันท์บนหน้าหนึ่ง

พฤศจิกายน 29, 2011 ใส่ความเห็น

จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งไปแล้ว กรณีการตราพรฎ.อภัยโทษที่พ่วงตัวพ่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เข้าไว้ด้วย  นับตั้งแต่ข่าวนี้ถูกเปิดประเด็นจากการประชุมครม.ในวันอังคาร 15 พฤศจิกายน  จวบจนกระทั่ง “จบข่าว” ในวันอาทิตย์ 21 พฤศจิกายน  ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วันนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงที่ “ลืมหายใจ” ของคนการเมือง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักข่าวการเมือง ที่ร่วมลุ้นอย่างจดจ่อ เพราะถ้าการเมืองสนุกย่อมทำให้การทำข่าวการเมืองสนุกตามไปด้วย

หากยังจำกันได้ การเปิดทางถอยอย่างชัดเจนของคนแดนไกล เริ่มด้วยการ “ปล่อยข่าว” ผ่านหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศเลยทีเดียว โดยในเช้าวันเสาร์ 19 พฤศจิกายน หนังสือพิมพ์มติชนกับข่าวสดได้นัดเจอกันบนแผง ด้วยพาดหัวไม้ตัวใหญ่ขึงขัง

 

2011-11-20 08.19.27

 

คราแรกเมื่อนำทั้งสองฉบับมาวางทาบกันก็ใจหายวาบ นึกไปว่าถ้าพาดหัวคู่นี้ไปอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวเล็กเสียแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นนะ? 

ตัวอย่างเช่นนสพ.แนวหน้าเน้นหัวใหญ่ “ไม่มีทักษิณ” ขณะที่นสพ.ไทยโพสต์เน้น “ไม่มีแม้ว”  จะเห็นได้ว่า “ไม่มีทักษิณ/แม้ว” นั้น  มันแทบจะเป็นวลีเดียวกันหรือคำๆ เดียวกัน  แทบจะซ้อนทับกันเสียดิบดี  หากจะลองพูดแบบบ้านๆ ก็อาจจะประมาณ “เฮ้ย… เหมือนใช้คนๆ เดียวกันพาดหัวเลย”  ทั้งที่หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับสมควรต้องทำงานอย่างเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อกัน และไม่ขึ้นต่อใคร  ไม่ควรมีขาใหญ่ในแบบ “มือที่มองไม่เห็น” มาบงการกำหนดประเด็น ล้วงลึกไปจนถึงการเลือกสรรคำอย่างเด็ดขาด  กรณีเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้อาจเป็นเหตุให้ “ชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย” ยื่นเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบจริยธรรมทางวิชาชีพได้

แต่เมื่อเรื่องนี้เกิดกับฉบับยักษ์ใหญ่ทั้งสอง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในความเป็นมืออาชีพแล้ว จึงไม่สมควรจะสงสัยหรือตั้งข้อกังขาใดๆ ความสอดคล้องต้องกันในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องบังเอิญโดยแท้

เรื่องที่น่าสนใจกว่าก็คือประเด็นที่พาดหัวนั้นมาจาก “แหล่งข่าว”  หรือผู้ให้ข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะนั่นเอง จำได้ว่าก่อนหน้าไม่นานนัก ช่วงที่ศปภ.กำลังเละเทะ หลายฉบับเล่นข่าวเตรียมปรับครม.บ้าง ข่าวผู้นำกองทัพนัดตัดเกรดนายกฯปูให้สอบตกบ้าง ที่มาของข่าวพวกนี้ก็อ้าง “แหล่งข่าว” ทั้งนั้น  จนทำให้เสื้อแดงหลายรายเป็นเดือดเป็นแค้น หาว่านักข่าวรวมหัวล้มรัฐบาลบ้าง เต้าข่าวใส่ร้ายรังแกรัฐบาลของประชาชนบ้าง  ใคร RT หรือ Like ก็โดนด่าหาว่าตกเป็นเครื่องมือช่วยกระพือข่าวลือ  (นี่แหละพวกสลิ่ม)

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีเสื้อแดงสักกี่คนที่จะต่อว่ามติชน-ข่าวสด ที่ดันเอาเนื้อความจากไหนก็ไม่รู้มาพาดหัวเสียใหญ่โต ความสงสัยข้อนี้เกิดจากความไม่รู้ เพราะยังไม่เห็นว่ามีแดงสักคนเดียวจะเป็นเดือดเป็นแค้นกับพาดหัวในเช้าวันที่ 19 พฤศจิกายนของหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับ

 

[เรื่องคล้ายกัน: เงื้อง่าราคาไม่แพง]

เงื้อง่าราคาไม่แพง

พฤศจิกายน 22, 2011 1 comment

2011-11-21 12.23.32

ฉบับบนเป็นหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 21 พฤศจิกายน ส่วนฉบับล่างก็เป็นมติชน วันที่ 16 พฤศจิกายน  พาดหัวไม้เกี่ยวกับพรฎ.อภัยโทษทักษิณ ต่างวันเวลาก็ต่างอารมณ์ จากความหวังกลายเป็นการเสียสละ

ขอยืมบทสรุปการชี้แจงของฝ่ายรัฐบาลจากฟบ.คุณชัยฤทธิ์ เขียนได้สั้นกระชับดี:

ใครโกหกประชาชน?…(จากคนในครม.เดียวกัน)

  • 15 พ.ย."สุรพงษ์ โตฯ" รมว.ตปท. > เงื่อนไขของพรฎ. ทั้ง2ข้อ (ทุจริต-ยาเสพติด) เป็นการออกเพิ่มเติมในสมัยรัฐบาลปชป.จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อปชป.เติมได้ เราก็มีสิทธิตัดทิ้งได้ คุณเติมฉันไม่ว่า แต่ฉันตัดอย่ามาโวย
  • 17 พ.ย. "เฉลิม รองนายกฯ"ชี้แจงในสภา >รัฐบาลนี้ไม่จำเป็นต้องลอกเลียนแบบใคร แต่ละคณะย่อมมีสิทธิตัดสินใจเอง (ตอบคำถามสาทิตย์ ทำไมพรฎ.อภัยโทษของรัฐบาลนี้ ถึงต่างจากรัฐบาลอภิสิทธิ์และรัฐบาลทักษิณ
  • 20 พ.ย. ช่วงเช้า ทักษิณออกแถลงการณ์ไม่ขอรับประโยชน์ >> 20 พ.ย. ช่วงบ่าย"ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม แถลง "เราไม่ได้แก้ไข ร่างพรฎ.อภัยโทษ ยึดตามสมัยปชป.เดิม และไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้พ.ต.ท.ทักษิณ"
    และวันนี้ (22 พฤศจิกายน) ข่าวว่านายกฯ นำพรฎ.ทูลเกล้าแล้ว ไม่มีชื่อทักษิณ รวดเร็วทันใจเสียเหลือเกิน แต่ความเป็นนักข่าว ขอบอกว่าน่าเสียดายเหลือเกิน เพราะถ้ากลับมาจริง งานข่าวจะยิ่งสนุก

ใครเอ่ย… ดีแต่…

พฤศจิกายน 20, 2011 ใส่ความเห็น

image

อารมณ์ขันริมทางนะฮ้าฟ

นิธิ เอียวศรีวงศ์, “มุมมองเหนือปรากฏการณ์”

พฤศจิกายน 20, 2011 ใส่ความเห็น

เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนมานั้น คงบอกอะไรแก่คนได้ไม่เหมือนกัน แต่เท่าที่ผมได้เรียนรู้มีดังนี้

1. จำนวนคนที่เข้าร่วมชุมนุมซึ่งมีไม่ต่ำกว่าแสนขึ้นไป รวมทั้งความองอาจกล้าหาญที่จะเผชิญกับภยันตรายอย่างไม่หวั่นเกรง ชี้ให้เห็นว่าคนเหล่านี้ไม่ได้รับจ้างใครมาชุมนุม อย่างน้อยไม่ใช่ผู้รับจ้างทั้งหมด และส่วนใหญ่น่าจะมาด้วยเสียงเรียกร้องบางอย่างในใจของตัวเอง
เป้าหมายของคุณทักษิณ ชินวัตร ในการปลุกปั่นให้มีการชุมนุม ไม่ใช่เป้าหมายของผู้ชุมนุม อันที่จริงนอกจากการเปิดโฟนอินให้คุณทักษิณได้พูดกับผู้ชุมนุมแล้ว แทบจะไม่มีใครพูดถึงคุณทักษิณบนเวทีกันเลย ยังไม่พูดถึงผลประโยชน์ของคุณทักษิณ เช่นการได้รับพระราชทานอภัยโทษจากคำพิพากษา ยิ่งไม่มีใครพูดถึงเลย

แน่นอนคุณทักษิณมีความสำคัญในการชุมนุมอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่คุณทักษิณเป็นแค่สัญลักษณ์ของการประท้วง ไม่ใช่ตัวคุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีผลประโยชน์และเป้าหมายเป็นของตนเอง อันเป็นสิ่งที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากรู้ว่าไม่ตรงกับของตน

ผมมีเพื่อนที่เข้าร่วมชุมนุม หรือสนับสนุนการชุมนุมหลายคน แต่ไม่มีสักคนเดียวที่อยากได้ทักษิณกลับมาเป็นนายกฯอีก

รัฐบาลก็รู้ว่า สัญลักษณ์ทักษิณนั้นแหละ ที่จะทำให้คนเป็นกลางต่างๆ ไม่สนับสนุนการชุมนุม ฉะนั้น จึงรณรงค์มาตั้งแต่ต้นว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงคือ "ม็อบรับจ้าง" ของคุณทักษิณ ตราบเท่าที่การรณรงค์เช่นนี้เป็นเพียงยุทธวิธีในการต่อสู้กับคนเสื้อแดง ก็คงไม่เป็นไร (โดยเฉพาะเมื่อเรามีแต่สื่อสันหลังยาว ไม่เข้าไปเจาะเอาความจริงออกมาเผยแพร่) แต่อันตรายอยู่ที่ว่า รัฐบาลเองก็ถูกตัวเองหลอกให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ฉะนั้น เมื่อพบว่าจำนวนผู้ชุมนุมมีเป็นแสน รัฐบาลจึงงง ไม่รู้จะจัดการอย่างไร เปิดโอกาสให้นักเลงที่สนับสนุนรัฐบาลจัดคนเสื้อน้ำเงินออกไปขัดขวางการชุมนุมด้วยวิธีต่างๆ ทั้งถูกและผิดกฎหมายร้ายแรง เท่ากับยั่วยุคนเป็นแสนให้คลั่ง และนำไปสู่การกระทำที่เกิดผลเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติ

คงจำได้ว่า ในวันแรกคุณอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เพียงแต่ยื่นหนังสือผ่านเลขาธิการอาเซียนแล้วก็ถอยกลับ และประกาศว่าไม่ประสงค์จะขัดขวางการประชุม จนได้รับคำชื่นชมจากท่านเลขาธิการเอง แต่เมื่อกลับมาใหม่นั้น มาด้วยความคลุ้มคลั่งที่คนเสื้อแดงถูกลอบทำร้าย จนในที่สุดก็พังประตูเข้าไปทำลายการประชุม

รัฐบาลจัดการประชุมนานาชาติด้วยความประมาท เพราะไปเชื่อว่า "ม็อบรับจ้าง" ไม่มีกำลังจะทำอะไรได้ แทนที่จะเตรียมกำลังไว้สกัดกั้นอย่างเต็มที่ แม้แต่โรงแรมที่ใช้จัดการประชุมเองก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าออกได้ตามสะดวก ในที่สุดก็เกิดเหตุที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น "ตัวตลก" บนเวทีโลกไปอย่างที่นายกฯ ออสเตรเลียกล่าว

ความล้มเหลวของการประชุมจึงเกิดจากความไร้สมรรถภาพในการจัดการของรัฐบาลเอง ไม่น้อยไปกว่าการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง

2. มีเสียงที่คนจำนวนหนึ่งไม่ได้ยินหรือไม่อยากฟังจากที่ชุมนุม ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญ เพราะจะทำให้เราเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังการชุมนุมได้ดีขึ้น

ก/ เสียงแรกคือการต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า "อำมาตย์" หรืออำมาตยาธิปไตย คำนี้มีความหมายได้หลายอย่าง นับตั้งแต่ถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อแทนคำว่า Bureaucratic Polity ของ Frederick Riggs แต่อำมาตยาธิปไตยในความหมายนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หรือบางคนบอกว่ายุติไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2516 อย่างไรก็ตาม คำนี้ก็ยังถูกใช้กันต่อมาในความหมายอื่นซึ่งไม่สู้จะชัดนักว่าคืออะไร แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสื่อความกันไม่ได้ อย่างน้อยก็เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงระบบการจัดสรรอำนาจที่ชนชั้นนำจำนวนน้อยมีส่วนแบ่งอำนาจสูงเกินไป คาดหวังกันว่าชนชั้นนำจะต้องแบ่งปันอำนาจลงมารวมคนที่เคยถูกกันออกไปนอกวงจำนวนมากขึ้น มากแค่ไหนเถียงกันได้ เช่นรวมเฉพาะคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปซึ่งสวมเสื้อเหลือง หรือควรรวมไปถึงคนชั้นกลางระดับล่างซึ่งสวมเสื้อแดงด้วยเป็นต้น
การเมืองบนท้องถนนของเสื้อทั้งสองสี ชี้ให้เห็นว่าการจัดสรรอำนาจที่เป็นอยู่ยังไม่ลงตัว จำเป็นต้องปรับระบบการจัดสรรอำนาจกันใหม่ และนี่คือเหตุผลความล้มเหลวขององค์กรทางการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา, องค์กรอิสระ, หรือมหาวิทยาลัย ฯลฯ ที่ไม่สามารถเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งได้ เพราะองค์กรเหล่านี้เป็นกลไกของระบบจัดสรรอำนาจแบบเดิม จึงได้แต่ถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือวางกรอบการระงับความขัดแย้งไว้ในระบบจัดสรรอำนาจเดิม

ข/ สืบเนื่องจากข้อ ก/ ชุมนุมคนเสื้อแดงต่อต้านการรัฐประหาร หรือการแทรกแซงการเมืองของกองทัพทุกรูปแบบ อันที่จริงกองทัพและการรัฐประหารเป็นกลไกที่สำคัญมากในการจัดสรรอำนาจของชนชั้นนำ แต่บทบาทนี้ของกองทัพกำลังหมดไป (ซึ่งไม่ได้แปลว่ากองทัพจะสูญเสียส่วนแบ่งอำนาจไปทั้งหมด แต่ต้องลดลงอย่างแน่นอน ก่อนที่ความเป็นปกติจะกลับคืนมาสู่การเมืองไทย)

ค/ เสียงที่สำคัญจากชุมนุมของคนเสื้อแดงอีกอย่างหนึ่งคือความเสมอภาค หรือความเท่าเทียมในฐานะมนุษย์ด้วยกัน ช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งดำรงอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานานถูกเยาะเย้ยเสียดสี และได้รับการตอบสนองอย่างพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมชุมนุม อภิสิทธิ์ต่างๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นสิ่งปรกติในสังคมไทยถูกตั้งคำถามหาความชอบธรรมอย่างหนัก

การเรียกร้องความสามัคคีของรัฐก็ดี ของฝ่ายชนชั้นนำก็ดีไร้ความหมาย ไม่ใช่เพราะผู้ชุมนุมปฏิเสธคุณค่าของความสามัคคี แต่เขาต้องการนิยามความหมายของสามัคคีใหม่ ไม่ใช่เพียงเพราะ "เป็นคนไทยด้วยกัน" แต่เพราะเป็นมนุษย์ที่เสมอกันต่างหาก

ทั้งหมดนี้ไม่ตรงกับเสียงของทักษิณที่โฟนอินเข้ามาเลย ทักษิณพูดถึงแต่ตัวเอง ไม่ใช่ตัวระบบการเมืองที่พิกลพิการในสายตาของผู้ชุมนุม ทั้งนี้ เพราะทักษิณเองก็คิดว่าตนเป็นผู้แพ้ในเกมชิงอำนาจของชนชั้นนำ จึงหันมาใช้มวลชนเป็นเครื่องมือในการชิงอำนาจคืน ถึงอย่างไรก็เป็นสนามแข่งขันของชนชั้นนำที่คนอื่นไม่เกี่ยว ทักษิณเองจึงตกขอบเพราะเข้ามาสู่การเมืองมวลชนซึ่งปฏิเสธสนามแข่งขันแบบเก่าเสียแล้ว

3. สืบเนื่องจากที่กล่าวในข้อ 2/ การเมืองไทยนั้นจำกัดอำนาจตัดสินใจให้อยู่ในมือของชนชั้นนำจำนวนน้อยตลอดมา คนกลุ่มใหม่ที่จะแทรกเข้ามาต้องกลืนตัวเองเข้าไปสังกัดชนชั้นนำให้ได้เท่านั้น จึงสามารถมีส่วนแบ่งอำนาจได้ หากมีกลุ่มใดที่พยายามจะแทรกเข้ามาถืออำนาจร่วมด้วย แล้วไม่อาจกลืนตัวเองเข้าไปในหมู่ชนชั้นนำได้ ก็จะเกิดการนองเลือดไปทุกที

บัดนี้มีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในหมู่คนชั้นกลางระดับล่าง ที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย แต่การรัฐประหารก็ไม่สามารถกีดกันคนเหล่านี้ออกไปได้ การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในครั้งนี้ก็ไม่สามารถสยบคนกลุ่มใหม่นี้ได้ ตราบเท่าที่เรายังไม่สามารถปรับระบบการจัดสรรอำนาจให้ลงตัว ก็จะมีการเคลื่อนไหวของคนสวมเสื้อสีเข้ามาแทนที่จนได้ การเมืองไทยไม่มีทางคืนสู่ปรกติภาพได้แน่ จนกว่าจะหาทางออกที่พอจะรับได้แก่คนทั้งหมด นับตั้งแต่ชนชั้นนำลงมาถึงคนชั้นกลางระดับล่าง… ที่เราเห็นเป็นเพียงจบฉากที่หนึ่งเท่านั้น

4. มาตรการสลายการชุมนุมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม (คือคนส่วนใหญ่เห็นด้วย) แต่ไม่มีคำตอบสุดท้ายทางการเมืองในโลกนี้ การชุมนุมที่ขาดการจัดองค์กรที่ดีพอสมควรเช่นที่เสื้อแดงได้จัดขึ้นคงเกิดขึ้นอีกไม่ได้แน่ แต่ด้วยการจัดองค์กรที่ดีขึ้น ด้วยสำนึกเต็มเปี่ยมว่าเวทีการต่อสู้ที่แท้จริงไม่ใช่ท้องถนน แต่คือสังคม ผู้จัดชุมนุมอาจพลิกกลับให้มาตรการสลายการชุมนุมที่งดงามนี้ดูน่าเกลียดได้ง่าย เช่นแทนที่จะถืออาวุธหรือเครื่องมือเสมือนอาวุธเข้าต่อสู้ ผู้ชุมนุมนั่งหรือนอนลงบนพื้นถนน ให้ตำรวจทหารฉุดกระชากลากถูอุ้มขึ้นรถไปคุมขัง ภาพของความรุนแรงก็จะกลายเป็นของฝ่ายผู้สลายเอง แน่นอนผู้ชุมนุมต้องไม่เผาอะไร, ไม่ใช้รถก๊าซ, และไม่ขว้างปาเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานด้วย

5. การเมืองไทยจะกลับคืนสู่สภาพปกติหลังการชุมนุมใหญ่ได้หรือไม่ ในระยะแรกนี้สิ่งที่ปรากฏชัดขึ้นมาก็คือความยุติธรรมและนิติรัฐ เพราะสมานฉันท์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ท่ามกลางการใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ ถึงเวลาที่รัฐต้องจัดให้เกิดการลงโทษผู้ละเมิดกฎหมายทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

เป้าหมายสำคัญของการดำเนินคดีอย่างเท่าเทียมกันนั้น ไม่ใช่เพื่อแลกเปลี่ยนความสะใจระหว่างสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน แต่เป้าหมายสำคัญคือการยกโทษ เพราะที่จริงแล้วการละเมิดกฎหมายของทั้งสองฝ่ายนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางความบกพร่องของระบบการเมืองมากกว่าความบกพร่องของแกนนำ แต่การยกโทษหรืออภัยโทษนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเริ่มที่ความจริงซึ่งกระบวนการทางกฎหมายที่ยุติธรรมจะเผยออกมา และการสำนึกผิดอย่างจริงใจของผู้ผิด ส่วนการยกโทษหรืออภัยโทษเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องเป็นผู้มอบแก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งผมเชื่อว่าเกิดขึ้นได้ง่าย หากความจริงและการสำนึกผิดได้เกิดขึ้นแล้ว

 

[หมายเหตุ บทความชิ้นนี้นิธิเขียนและลงพิมพ์ในมติชนฉบับ 20 เมษายน หลังเหตุการณ์เสื้อแดงยึดกรุงเทพฯ ช่วงสงกรานต์ปี 2552  จำได้ว่าตอนอ่านครั้งแรกหลังเหตุการณ์สงบใหม่ๆ รู้สึกประทับใจบางอย่าง ทำให้ต้องเวียนมาอ่านซ้ำเรื่อยๆ และยิ่งน่าอ่านมากยิ่งขึ้น หลังเสื้อแดงก้าวสู่อำนาจรัฐอีกรอบในยุคนี้]

จะเหมาหรือจะแยกก็มีสิทธิโดน

พฤศจิกายน 17, 2011 2 ของความคิดเห็น

ช่วงนี้ข่าวนิรโทษกรรมทักษิณกำลังร้อน ด้วยที่มาของข่าวเป็นประเด็นทางกฎหมายจึงหนีไม่พ้นที่นักข่าวจะต้องสัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักกฎหมาย และในพวกที่เรียกรวมๆ ว่า “นักกฎหมาย” มีกลุ่มย่อยที่เรียกว่า “อาจารย์คณะนิติศาสตร์” ร่วมอยู่ด้วย

เวลาที่เห็นพาดหัวข่าวหรือแม้การรายงานผ่านทวิตเตอร์ ซึ่งต้องสั้นและกระชับ ได้พาดพิงถึงคนกลุ่มนี้แล้ว ก็รู้สึกหวาดเสียวแทนคนทำงานข่าวในทุกวันนี้ไม่ได้ ยิ่งในสภาพสังคมแตกแยกแบ่งฝ่ายเช่นนี้ สามารถโดนด่าได้ทั้งขาขึ้นและขาล่อง

ว่าแล้วก็จะโชว์ “เกรียน” ให้เป็นที่ประจักษ์ (อิอิ)

  • วันก่อนเจอหัวข่าว: คณาจารย์นิติศาสตร์เตรียมแถลง ต้านพรฎ.อภัยโทษทักษิณ”

เกรียน – อย่ามาเหมารวมนะ ใช่ว่าอาจารย์นิติศาสตร์ทั่วประเทศเขาจะคิดไปทางเดียวกัน อย่างอาจารย์ “นิติราษฎร์” เขาก็มีหลักคิด ยึดหลักนิติธรรม พยายามนำความเป็นธรรมกลับสู่บ้านเมือง ไปถามเขาหรือยังว่าคิดอย่างไร

  • วันนี้เจอหัวข่าว: คณาจารย์นิติศาสตร์ฝ่ายตรงข้าม “นิติราษฎร์” เตรียมแถลง ต้านพรฎ.อภัยโทษทักษิณ”

เกรียน – เขียนอย่างนี้หมายความว่า พวกอาจารย์นิติราษฎร์กำลังสนับสนุนให้อภัยโทษคุณทักษิณใช่ไหม ทำไมต้องแบ่งฝักแบ่งฝ่ายด้วย ไปถามเขาหรือยังว่าคิดอย่างไร

ทั้งที่ “คณาจารย์” ของทั้งสองเรื่องก็เป็นอาจารย์กลุ่มเดียวกัน

อาชีพนักข่าวต้องทำงานใกล้ชิดกับภาษา โดยเฉพาะนักข่าวหนังสือพิมพ์นั้นต้องเน้นไปที่ภาษาเขียนเป็นหลัก และอย่างที่ว่ากันไว้ “ภาษานั้นดิ้นได้”  อาการดิ้นได้ที่ว่าอันตรายเสียด้วยในยุคนี้

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 390 other followers