Archive

Archive for พฤศจิกายน, 2011

สมานฉันท์บนหน้าหนึ่ง

พฤศจิกายน 29, 2011 ใส่ความเห็น

จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งไปแล้ว กรณีการตราพรฎ.อภัยโทษที่พ่วงตัวพ่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เข้าไว้ด้วย  นับตั้งแต่ข่าวนี้ถูกเปิดประเด็นจากการประชุมครม.ในวันอังคาร 15 พฤศจิกายน  จวบจนกระทั่ง “จบข่าว” ในวันอาทิตย์ 21 พฤศจิกายน  ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วันนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงที่ “ลืมหายใจ” ของคนการเมือง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักข่าวการเมือง ที่ร่วมลุ้นอย่างจดจ่อ เพราะถ้าการเมืองสนุกย่อมทำให้การทำข่าวการเมืองสนุกตามไปด้วย

หากยังจำกันได้ การเปิดทางถอยอย่างชัดเจนของคนแดนไกล เริ่มด้วยการ “ปล่อยข่าว” ผ่านหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศเลยทีเดียว โดยในเช้าวันเสาร์ 19 พฤศจิกายน หนังสือพิมพ์มติชนกับข่าวสดได้นัดเจอกันบนแผง ด้วยพาดหัวไม้ตัวใหญ่ขึงขัง

 

2011-11-20 08.19.27

 

คราแรกเมื่อนำทั้งสองฉบับมาวางทาบกันก็ใจหายวาบ นึกไปว่าถ้าพาดหัวคู่นี้ไปอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวเล็กเสียแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นนะ? 

ตัวอย่างเช่นนสพ.แนวหน้าเน้นหัวใหญ่ “ไม่มีทักษิณ” ขณะที่นสพ.ไทยโพสต์เน้น “ไม่มีแม้ว”  จะเห็นได้ว่า “ไม่มีทักษิณ/แม้ว” นั้น  มันแทบจะเป็นวลีเดียวกันหรือคำๆ เดียวกัน  แทบจะซ้อนทับกันเสียดิบดี  หากจะลองพูดแบบบ้านๆ ก็อาจจะประมาณ “เฮ้ย… เหมือนใช้คนๆ เดียวกันพาดหัวเลย”  ทั้งที่หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับสมควรต้องทำงานอย่างเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อกัน และไม่ขึ้นต่อใคร  ไม่ควรมีขาใหญ่ในแบบ “มือที่มองไม่เห็น” มาบงการกำหนดประเด็น ล้วงลึกไปจนถึงการเลือกสรรคำอย่างเด็ดขาด  กรณีเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้อาจเป็นเหตุให้ “ชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย” ยื่นเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบจริยธรรมทางวิชาชีพได้

แต่เมื่อเรื่องนี้เกิดกับฉบับยักษ์ใหญ่ทั้งสอง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในความเป็นมืออาชีพแล้ว จึงไม่สมควรจะสงสัยหรือตั้งข้อกังขาใดๆ ความสอดคล้องต้องกันในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องบังเอิญโดยแท้

เรื่องที่น่าสนใจกว่าก็คือประเด็นที่พาดหัวนั้นมาจาก “แหล่งข่าว”  หรือผู้ให้ข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะนั่นเอง จำได้ว่าก่อนหน้าไม่นานนัก ช่วงที่ศปภ.กำลังเละเทะ หลายฉบับเล่นข่าวเตรียมปรับครม.บ้าง ข่าวผู้นำกองทัพนัดตัดเกรดนายกฯปูให้สอบตกบ้าง ที่มาของข่าวพวกนี้ก็อ้าง “แหล่งข่าว” ทั้งนั้น  จนทำให้เสื้อแดงหลายรายเป็นเดือดเป็นแค้น หาว่านักข่าวรวมหัวล้มรัฐบาลบ้าง เต้าข่าวใส่ร้ายรังแกรัฐบาลของประชาชนบ้าง  ใคร RT หรือ Like ก็โดนด่าหาว่าตกเป็นเครื่องมือช่วยกระพือข่าวลือ  (นี่แหละพวกสลิ่ม)

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีเสื้อแดงสักกี่คนที่จะต่อว่ามติชน-ข่าวสด ที่ดันเอาเนื้อความจากไหนก็ไม่รู้มาพาดหัวเสียใหญ่โต ความสงสัยข้อนี้เกิดจากความไม่รู้ เพราะยังไม่เห็นว่ามีแดงสักคนเดียวจะเป็นเดือดเป็นแค้นกับพาดหัวในเช้าวันที่ 19 พฤศจิกายนของหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับ

 

[เรื่องคล้ายกัน: เงื้อง่าราคาไม่แพง]

เงื้อง่าราคาไม่แพง

พฤศจิกายน 22, 2011 1 comment

2011-11-21 12.23.32

ฉบับบนเป็นหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 21 พฤศจิกายน ส่วนฉบับล่างก็เป็นมติชน วันที่ 16 พฤศจิกายน  พาดหัวไม้เกี่ยวกับพรฎ.อภัยโทษทักษิณ ต่างวันเวลาก็ต่างอารมณ์ จากความหวังกลายเป็นการเสียสละ

ขอยืมบทสรุปการชี้แจงของฝ่ายรัฐบาลจากฟบ.คุณชัยฤทธิ์ เขียนได้สั้นกระชับดี:

ใครโกหกประชาชน?…(จากคนในครม.เดียวกัน)

  • 15 พ.ย."สุรพงษ์ โตฯ" รมว.ตปท. > เงื่อนไขของพรฎ. ทั้ง2ข้อ (ทุจริต-ยาเสพติด) เป็นการออกเพิ่มเติมในสมัยรัฐบาลปชป.จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อปชป.เติมได้ เราก็มีสิทธิตัดทิ้งได้ คุณเติมฉันไม่ว่า แต่ฉันตัดอย่ามาโวย
  • 17 พ.ย. "เฉลิม รองนายกฯ"ชี้แจงในสภา >รัฐบาลนี้ไม่จำเป็นต้องลอกเลียนแบบใคร แต่ละคณะย่อมมีสิทธิตัดสินใจเอง (ตอบคำถามสาทิตย์ ทำไมพรฎ.อภัยโทษของรัฐบาลนี้ ถึงต่างจากรัฐบาลอภิสิทธิ์และรัฐบาลทักษิณ
  • 20 พ.ย. ช่วงเช้า ทักษิณออกแถลงการณ์ไม่ขอรับประโยชน์ >> 20 พ.ย. ช่วงบ่าย"ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม แถลง "เราไม่ได้แก้ไข ร่างพรฎ.อภัยโทษ ยึดตามสมัยปชป.เดิม และไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้พ.ต.ท.ทักษิณ"
    และวันนี้ (22 พฤศจิกายน) ข่าวว่านายกฯ นำพรฎ.ทูลเกล้าแล้ว ไม่มีชื่อทักษิณ รวดเร็วทันใจเสียเหลือเกิน แต่ความเป็นนักข่าว ขอบอกว่าน่าเสียดายเหลือเกิน เพราะถ้ากลับมาจริง งานข่าวจะยิ่งสนุก

ใครเอ่ย… ดีแต่…

พฤศจิกายน 20, 2011 ใส่ความเห็น

image

อารมณ์ขันริมทางนะฮ้าฟ

นิธิ เอียวศรีวงศ์, “มุมมองเหนือปรากฏการณ์”

พฤศจิกายน 20, 2011 ใส่ความเห็น

เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนมานั้น คงบอกอะไรแก่คนได้ไม่เหมือนกัน แต่เท่าที่ผมได้เรียนรู้มีดังนี้

1. จำนวนคนที่เข้าร่วมชุมนุมซึ่งมีไม่ต่ำกว่าแสนขึ้นไป รวมทั้งความองอาจกล้าหาญที่จะเผชิญกับภยันตรายอย่างไม่หวั่นเกรง ชี้ให้เห็นว่าคนเหล่านี้ไม่ได้รับจ้างใครมาชุมนุม อย่างน้อยไม่ใช่ผู้รับจ้างทั้งหมด และส่วนใหญ่น่าจะมาด้วยเสียงเรียกร้องบางอย่างในใจของตัวเอง
เป้าหมายของคุณทักษิณ ชินวัตร ในการปลุกปั่นให้มีการชุมนุม ไม่ใช่เป้าหมายของผู้ชุมนุม อันที่จริงนอกจากการเปิดโฟนอินให้คุณทักษิณได้พูดกับผู้ชุมนุมแล้ว แทบจะไม่มีใครพูดถึงคุณทักษิณบนเวทีกันเลย ยังไม่พูดถึงผลประโยชน์ของคุณทักษิณ เช่นการได้รับพระราชทานอภัยโทษจากคำพิพากษา ยิ่งไม่มีใครพูดถึงเลย

แน่นอนคุณทักษิณมีความสำคัญในการชุมนุมอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่คุณทักษิณเป็นแค่สัญลักษณ์ของการประท้วง ไม่ใช่ตัวคุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีผลประโยชน์และเป้าหมายเป็นของตนเอง อันเป็นสิ่งที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากรู้ว่าไม่ตรงกับของตน

ผมมีเพื่อนที่เข้าร่วมชุมนุม หรือสนับสนุนการชุมนุมหลายคน แต่ไม่มีสักคนเดียวที่อยากได้ทักษิณกลับมาเป็นนายกฯอีก

รัฐบาลก็รู้ว่า สัญลักษณ์ทักษิณนั้นแหละ ที่จะทำให้คนเป็นกลางต่างๆ ไม่สนับสนุนการชุมนุม ฉะนั้น จึงรณรงค์มาตั้งแต่ต้นว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงคือ "ม็อบรับจ้าง" ของคุณทักษิณ ตราบเท่าที่การรณรงค์เช่นนี้เป็นเพียงยุทธวิธีในการต่อสู้กับคนเสื้อแดง ก็คงไม่เป็นไร (โดยเฉพาะเมื่อเรามีแต่สื่อสันหลังยาว ไม่เข้าไปเจาะเอาความจริงออกมาเผยแพร่) แต่อันตรายอยู่ที่ว่า รัฐบาลเองก็ถูกตัวเองหลอกให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ฉะนั้น เมื่อพบว่าจำนวนผู้ชุมนุมมีเป็นแสน รัฐบาลจึงงง ไม่รู้จะจัดการอย่างไร เปิดโอกาสให้นักเลงที่สนับสนุนรัฐบาลจัดคนเสื้อน้ำเงินออกไปขัดขวางการชุมนุมด้วยวิธีต่างๆ ทั้งถูกและผิดกฎหมายร้ายแรง เท่ากับยั่วยุคนเป็นแสนให้คลั่ง และนำไปสู่การกระทำที่เกิดผลเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติ

คงจำได้ว่า ในวันแรกคุณอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เพียงแต่ยื่นหนังสือผ่านเลขาธิการอาเซียนแล้วก็ถอยกลับ และประกาศว่าไม่ประสงค์จะขัดขวางการประชุม จนได้รับคำชื่นชมจากท่านเลขาธิการเอง แต่เมื่อกลับมาใหม่นั้น มาด้วยความคลุ้มคลั่งที่คนเสื้อแดงถูกลอบทำร้าย จนในที่สุดก็พังประตูเข้าไปทำลายการประชุม

รัฐบาลจัดการประชุมนานาชาติด้วยความประมาท เพราะไปเชื่อว่า "ม็อบรับจ้าง" ไม่มีกำลังจะทำอะไรได้ แทนที่จะเตรียมกำลังไว้สกัดกั้นอย่างเต็มที่ แม้แต่โรงแรมที่ใช้จัดการประชุมเองก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าออกได้ตามสะดวก ในที่สุดก็เกิดเหตุที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น "ตัวตลก" บนเวทีโลกไปอย่างที่นายกฯ ออสเตรเลียกล่าว

ความล้มเหลวของการประชุมจึงเกิดจากความไร้สมรรถภาพในการจัดการของรัฐบาลเอง ไม่น้อยไปกว่าการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง

2. มีเสียงที่คนจำนวนหนึ่งไม่ได้ยินหรือไม่อยากฟังจากที่ชุมนุม ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญ เพราะจะทำให้เราเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังการชุมนุมได้ดีขึ้น

ก/ เสียงแรกคือการต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า "อำมาตย์" หรืออำมาตยาธิปไตย คำนี้มีความหมายได้หลายอย่าง นับตั้งแต่ถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อแทนคำว่า Bureaucratic Polity ของ Frederick Riggs แต่อำมาตยาธิปไตยในความหมายนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หรือบางคนบอกว่ายุติไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2516 อย่างไรก็ตาม คำนี้ก็ยังถูกใช้กันต่อมาในความหมายอื่นซึ่งไม่สู้จะชัดนักว่าคืออะไร แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสื่อความกันไม่ได้ อย่างน้อยก็เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงระบบการจัดสรรอำนาจที่ชนชั้นนำจำนวนน้อยมีส่วนแบ่งอำนาจสูงเกินไป คาดหวังกันว่าชนชั้นนำจะต้องแบ่งปันอำนาจลงมารวมคนที่เคยถูกกันออกไปนอกวงจำนวนมากขึ้น มากแค่ไหนเถียงกันได้ เช่นรวมเฉพาะคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปซึ่งสวมเสื้อเหลือง หรือควรรวมไปถึงคนชั้นกลางระดับล่างซึ่งสวมเสื้อแดงด้วยเป็นต้น
การเมืองบนท้องถนนของเสื้อทั้งสองสี ชี้ให้เห็นว่าการจัดสรรอำนาจที่เป็นอยู่ยังไม่ลงตัว จำเป็นต้องปรับระบบการจัดสรรอำนาจกันใหม่ และนี่คือเหตุผลความล้มเหลวขององค์กรทางการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา, องค์กรอิสระ, หรือมหาวิทยาลัย ฯลฯ ที่ไม่สามารถเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งได้ เพราะองค์กรเหล่านี้เป็นกลไกของระบบจัดสรรอำนาจแบบเดิม จึงได้แต่ถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือวางกรอบการระงับความขัดแย้งไว้ในระบบจัดสรรอำนาจเดิม

ข/ สืบเนื่องจากข้อ ก/ ชุมนุมคนเสื้อแดงต่อต้านการรัฐประหาร หรือการแทรกแซงการเมืองของกองทัพทุกรูปแบบ อันที่จริงกองทัพและการรัฐประหารเป็นกลไกที่สำคัญมากในการจัดสรรอำนาจของชนชั้นนำ แต่บทบาทนี้ของกองทัพกำลังหมดไป (ซึ่งไม่ได้แปลว่ากองทัพจะสูญเสียส่วนแบ่งอำนาจไปทั้งหมด แต่ต้องลดลงอย่างแน่นอน ก่อนที่ความเป็นปกติจะกลับคืนมาสู่การเมืองไทย)

ค/ เสียงที่สำคัญจากชุมนุมของคนเสื้อแดงอีกอย่างหนึ่งคือความเสมอภาค หรือความเท่าเทียมในฐานะมนุษย์ด้วยกัน ช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งดำรงอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานานถูกเยาะเย้ยเสียดสี และได้รับการตอบสนองอย่างพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมชุมนุม อภิสิทธิ์ต่างๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นสิ่งปรกติในสังคมไทยถูกตั้งคำถามหาความชอบธรรมอย่างหนัก

การเรียกร้องความสามัคคีของรัฐก็ดี ของฝ่ายชนชั้นนำก็ดีไร้ความหมาย ไม่ใช่เพราะผู้ชุมนุมปฏิเสธคุณค่าของความสามัคคี แต่เขาต้องการนิยามความหมายของสามัคคีใหม่ ไม่ใช่เพียงเพราะ "เป็นคนไทยด้วยกัน" แต่เพราะเป็นมนุษย์ที่เสมอกันต่างหาก

ทั้งหมดนี้ไม่ตรงกับเสียงของทักษิณที่โฟนอินเข้ามาเลย ทักษิณพูดถึงแต่ตัวเอง ไม่ใช่ตัวระบบการเมืองที่พิกลพิการในสายตาของผู้ชุมนุม ทั้งนี้ เพราะทักษิณเองก็คิดว่าตนเป็นผู้แพ้ในเกมชิงอำนาจของชนชั้นนำ จึงหันมาใช้มวลชนเป็นเครื่องมือในการชิงอำนาจคืน ถึงอย่างไรก็เป็นสนามแข่งขันของชนชั้นนำที่คนอื่นไม่เกี่ยว ทักษิณเองจึงตกขอบเพราะเข้ามาสู่การเมืองมวลชนซึ่งปฏิเสธสนามแข่งขันแบบเก่าเสียแล้ว

3. สืบเนื่องจากที่กล่าวในข้อ 2/ การเมืองไทยนั้นจำกัดอำนาจตัดสินใจให้อยู่ในมือของชนชั้นนำจำนวนน้อยตลอดมา คนกลุ่มใหม่ที่จะแทรกเข้ามาต้องกลืนตัวเองเข้าไปสังกัดชนชั้นนำให้ได้เท่านั้น จึงสามารถมีส่วนแบ่งอำนาจได้ หากมีกลุ่มใดที่พยายามจะแทรกเข้ามาถืออำนาจร่วมด้วย แล้วไม่อาจกลืนตัวเองเข้าไปในหมู่ชนชั้นนำได้ ก็จะเกิดการนองเลือดไปทุกที

บัดนี้มีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในหมู่คนชั้นกลางระดับล่าง ที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย แต่การรัฐประหารก็ไม่สามารถกีดกันคนเหล่านี้ออกไปได้ การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในครั้งนี้ก็ไม่สามารถสยบคนกลุ่มใหม่นี้ได้ ตราบเท่าที่เรายังไม่สามารถปรับระบบการจัดสรรอำนาจให้ลงตัว ก็จะมีการเคลื่อนไหวของคนสวมเสื้อสีเข้ามาแทนที่จนได้ การเมืองไทยไม่มีทางคืนสู่ปรกติภาพได้แน่ จนกว่าจะหาทางออกที่พอจะรับได้แก่คนทั้งหมด นับตั้งแต่ชนชั้นนำลงมาถึงคนชั้นกลางระดับล่าง… ที่เราเห็นเป็นเพียงจบฉากที่หนึ่งเท่านั้น

4. มาตรการสลายการชุมนุมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม (คือคนส่วนใหญ่เห็นด้วย) แต่ไม่มีคำตอบสุดท้ายทางการเมืองในโลกนี้ การชุมนุมที่ขาดการจัดองค์กรที่ดีพอสมควรเช่นที่เสื้อแดงได้จัดขึ้นคงเกิดขึ้นอีกไม่ได้แน่ แต่ด้วยการจัดองค์กรที่ดีขึ้น ด้วยสำนึกเต็มเปี่ยมว่าเวทีการต่อสู้ที่แท้จริงไม่ใช่ท้องถนน แต่คือสังคม ผู้จัดชุมนุมอาจพลิกกลับให้มาตรการสลายการชุมนุมที่งดงามนี้ดูน่าเกลียดได้ง่าย เช่นแทนที่จะถืออาวุธหรือเครื่องมือเสมือนอาวุธเข้าต่อสู้ ผู้ชุมนุมนั่งหรือนอนลงบนพื้นถนน ให้ตำรวจทหารฉุดกระชากลากถูอุ้มขึ้นรถไปคุมขัง ภาพของความรุนแรงก็จะกลายเป็นของฝ่ายผู้สลายเอง แน่นอนผู้ชุมนุมต้องไม่เผาอะไร, ไม่ใช้รถก๊าซ, และไม่ขว้างปาเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานด้วย

5. การเมืองไทยจะกลับคืนสู่สภาพปกติหลังการชุมนุมใหญ่ได้หรือไม่ ในระยะแรกนี้สิ่งที่ปรากฏชัดขึ้นมาก็คือความยุติธรรมและนิติรัฐ เพราะสมานฉันท์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ท่ามกลางการใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ ถึงเวลาที่รัฐต้องจัดให้เกิดการลงโทษผู้ละเมิดกฎหมายทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

เป้าหมายสำคัญของการดำเนินคดีอย่างเท่าเทียมกันนั้น ไม่ใช่เพื่อแลกเปลี่ยนความสะใจระหว่างสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน แต่เป้าหมายสำคัญคือการยกโทษ เพราะที่จริงแล้วการละเมิดกฎหมายของทั้งสองฝ่ายนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางความบกพร่องของระบบการเมืองมากกว่าความบกพร่องของแกนนำ แต่การยกโทษหรืออภัยโทษนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเริ่มที่ความจริงซึ่งกระบวนการทางกฎหมายที่ยุติธรรมจะเผยออกมา และการสำนึกผิดอย่างจริงใจของผู้ผิด ส่วนการยกโทษหรืออภัยโทษเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องเป็นผู้มอบแก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งผมเชื่อว่าเกิดขึ้นได้ง่าย หากความจริงและการสำนึกผิดได้เกิดขึ้นแล้ว

 

[หมายเหตุ บทความชิ้นนี้นิธิเขียนและลงพิมพ์ในมติชนฉบับ 20 เมษายน หลังเหตุการณ์เสื้อแดงยึดกรุงเทพฯ ช่วงสงกรานต์ปี 2552  จำได้ว่าตอนอ่านครั้งแรกหลังเหตุการณ์สงบใหม่ๆ รู้สึกประทับใจบางอย่าง ทำให้ต้องเวียนมาอ่านซ้ำเรื่อยๆ และยิ่งน่าอ่านมากยิ่งขึ้น หลังเสื้อแดงก้าวสู่อำนาจรัฐอีกรอบในยุคนี้]

จะเหมาหรือจะแยกก็มีสิทธิโดน

พฤศจิกายน 17, 2011 2 ของความคิดเห็น

ช่วงนี้ข่าวนิรโทษกรรมทักษิณกำลังร้อน ด้วยที่มาของข่าวเป็นประเด็นทางกฎหมายจึงหนีไม่พ้นที่นักข่าวจะต้องสัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักกฎหมาย และในพวกที่เรียกรวมๆ ว่า “นักกฎหมาย” มีกลุ่มย่อยที่เรียกว่า “อาจารย์คณะนิติศาสตร์” ร่วมอยู่ด้วย

เวลาที่เห็นพาดหัวข่าวหรือแม้การรายงานผ่านทวิตเตอร์ ซึ่งต้องสั้นและกระชับ ได้พาดพิงถึงคนกลุ่มนี้แล้ว ก็รู้สึกหวาดเสียวแทนคนทำงานข่าวในทุกวันนี้ไม่ได้ ยิ่งในสภาพสังคมแตกแยกแบ่งฝ่ายเช่นนี้ สามารถโดนด่าได้ทั้งขาขึ้นและขาล่อง

ว่าแล้วก็จะโชว์ “เกรียน” ให้เป็นที่ประจักษ์ (อิอิ)

  • วันก่อนเจอหัวข่าว: คณาจารย์นิติศาสตร์เตรียมแถลง ต้านพรฎ.อภัยโทษทักษิณ”

เกรียน – อย่ามาเหมารวมนะ ใช่ว่าอาจารย์นิติศาสตร์ทั่วประเทศเขาจะคิดไปทางเดียวกัน อย่างอาจารย์ “นิติราษฎร์” เขาก็มีหลักคิด ยึดหลักนิติธรรม พยายามนำความเป็นธรรมกลับสู่บ้านเมือง ไปถามเขาหรือยังว่าคิดอย่างไร

  • วันนี้เจอหัวข่าว: คณาจารย์นิติศาสตร์ฝ่ายตรงข้าม “นิติราษฎร์” เตรียมแถลง ต้านพรฎ.อภัยโทษทักษิณ”

เกรียน – เขียนอย่างนี้หมายความว่า พวกอาจารย์นิติราษฎร์กำลังสนับสนุนให้อภัยโทษคุณทักษิณใช่ไหม ทำไมต้องแบ่งฝักแบ่งฝ่ายด้วย ไปถามเขาหรือยังว่าคิดอย่างไร

ทั้งที่ “คณาจารย์” ของทั้งสองเรื่องก็เป็นอาจารย์กลุ่มเดียวกัน

อาชีพนักข่าวต้องทำงานใกล้ชิดกับภาษา โดยเฉพาะนักข่าวหนังสือพิมพ์นั้นต้องเน้นไปที่ภาษาเขียนเป็นหลัก และอย่างที่ว่ากันไว้ “ภาษานั้นดิ้นได้”  อาการดิ้นได้ที่ว่าอันตรายเสียด้วยในยุคนี้

ผู้นำกับรสนิยมทางสุนทรียะ

พฤศจิกายน 16, 2011 ใส่ความเห็น

ได้อ่านเกจิท่านวิจารณ์คุณสมบัติของผู้นำประเทศเราในขณะนี้ (จดหมายจากหัวหิน ฉบับที่ 2 โดย นิวัติ กองเพียร)

…ผมพูดถึงผู้บริหารประเทศที่มาจากกรรมการผู้จัดการบริษัททางธุรกิจ ที่ไม่มีประสบการณ์ในชีวิตนอกเหนือจากงานที่ทำอยู่เลย การพูดต่อหน้าสาธารณะบอกให้ผมรู้ว่าเธอไม่อ่านหนังสือ ท่าทางการแสดงออกบอกให้รู้ว่าเธอไม่ดูหนัง เสียงของเธอไม่น่าฟังแสดงว่าเธอไม่ฟังเพลง คนคนหนึ่งคนใดจะเข้ามาบริหารประเทศด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่น่าจะเป็นคนไหนก็ได้…

หนังสิอ-หนัง-เพลง ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขแห่งความคลางแคลงใจในภาวะความเป็นผู้นำประเทศของเกจิ สำหรับท่านแล้ว แม้จะไม่บอกกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่โดยนัยยะก็คือ คนที่ไม่อ่านหนังสือ ไม่ดูหนัง และไม่ฟังเพลง จะมาบริหารประเทศ เป็นผู้นำปวงชนให้ดีได้อย่างไร?

ดูเหมือนว่าประเด็นนี้จะเป็นสมมติฐานให้ถกเถียงในวงกาแฟ และข้างแก้วเบียร์ของปัญญาชนมานานแล้ว

และก็คงจะถกเถียงกันต่อไป เพราะยากที่จะพิสูจน์ยืนยันตามแบบฉบับทางวิทยาศาสตร์  ว่า “ตัวแปรรสนิยมทางสุนทรียะ” มันมาเกี่ยวข้องกับ “ตัวแปรการปกครองคน” ในทิศทางใด?  แล้วผู้นำที่มีรสนิยมทางสุนทรียะมันเหนือกว่า “ผู้นำตีกอล์ฟ” หรือเปล่า?

สมัยที่ยังเป็นนักศึกษารุ่นใหญ่ อาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งซึ่งเป็นเลิศทางด้านภาษาและวรรณคดี ย้ำอย่างเด็ดขาดและหนักแน่นถึงองค์ความรู้ที่เป็นพื้นฐานที่ใช้ปกครองคน นั่นคือ “มนุษยศาสตร์”  หาใช่วิชาทางด้านบริหารจัดการ รัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ไม่  เพราะมนุษย์ที่จะปกครองมนุษย์ด้วยกันย่อมต้องเข้าใจถึง “ความเป็นมนุษย์”  ความซาบซึ้งกินใจหรือความเคียดแค้นชิงชังเกิดขึ้นผ่านตัวอักษรหรือเส้นสีนั้นลุ่มลึก รวมทั้งยากอธิบายแจกแจงเป็นแผนภูมิ สถิติ หรือเส้นกราฟ  นักปกครองควรตระหนักและมีสำนึกในสิ่งละเอียดอ่อน ที่ใช้ความเป็นมนุษย์เกลือกกลั้วตัดสิน

อาจารย์ได้ย้อนไปถึงระบบการสอบคัดคนเข้ารับราชการของจีนโบราณที่เรียกว่า “สอบจอหงวน”  คนที่คุ้นเคยกับหนังจีนย่อมต้องรู้จักดี บัณฑิตหนุ่มที่จะมาสอบจอหงวนเพื่อเลื่อนสถานะเป็นขุนนาง หรือเป็น “เจ้าคนนายคน”  เขาอ่านท่องตำราประเภทไหนกัน ถ้าไม่ใช่โคลงกลอนของกวีโบราณ เพราะโจทย์ในการสอบจะเป็นเรื่องของการต่อโคลงกลอน หรือให้แต่งร้อยกรองทั้งสิ้น

นอกจากนี้ในฐานะที่ท่านเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส ยังได้กล่าวถึงนายกรัฐมนตรีคนสำคัญ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม”  ซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยฝรั่งเศสด้วย หลักสูตรโรงเรียนนายร้อยสมัยนั้นนอกจากวิชาทางการทหารแล้ว ยังต้องเรียนอ่านวรรณคดีชั้นสูงของฝรั่งเศสอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการสอนให้รู้จักปกครองคนนั่นเอง

สมมติฐานนี้จะจริงเท็จแค่ไหนย่อมถกเถียงกันได้ อย่างยากจะตัดสินว่าใครถูกใครผิด เพราะมันอิงกับการรับรู้ของแต่ละคน ตามแต่แง่มุมหรือทัศนะที่ต่างกันไป เช่นในสมัยหนึ่งเรามีนายกรัฐมนตรีที่ดรออิ้งเก่งมาก วาดพอร์ทเทรตคนได้คมกริบ แต่นักการเมืองฝ่ายค้านตอนนั้นซึ่งยังหัวดำบอกว่า “ท่านชอบสร้างภาพ” 

 

เลือกตั้งอีกแล้วเหรอ?

พฤศจิกายน 15, 2011 ใส่ความเห็น

2011-11-15 16.37.43  2011-11-15 16.38.13

เช้าวันนี้ (15 พ.ย.) เปิดกองหนังสือพิมพ์ ดูเฉพาะหน้าหนึ่งผ่านๆ สะดุดตาเฉพาะสองฉบับนี้ เพราะนำภาพนายกรัฐมนตรีระหว่างปฏิบัติภาระกิจที่สิงห์บุรีขึ้นโชว์ อารมณ์ของภาพให้ความรู้สึกเสมือนว่ากำลังมีการหาเสียงเลือกตั้งอยู่เลย ลองหยิบฉบับเก่าๆ ช่วงเดือนสิงหาคมก่อนวันเลือกตั้ง มาลองเทียบดูสิ ยังไม่ถึงห้าเดือนเลย อยากจะให้เลือกกันใหม่อีกแล้วเหรอ, ท่านนักการเมือง.

แค่ชั่วข้ามวัน

พฤศจิกายน 14, 2011 ใส่ความเห็น

2011-11-14 06.43.57 2011-11-14 09.01.37

พาดหัวข่าวน้ำท่วมบนหน้าหนึ่งนสพ.ข่าวสด เกาะติดกระแสบิ๊กแบกที่ดอนเมืองอย่างจดจ่อ ทางด้านซ้ายเป็นฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 พ.ย. ส่วนทางด้านขวาเป็นฉบับวันจันทร์ที่ 14 พ.ย. แค่ชั่วเวลาเพียงหนึ่งวัน อารมณ์ช่างผกผันพลิกคว่ำพลิกหงายเสียเหลือเกิน

ไม่ต้องใช้ชูชีพ ไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทน

พฤศจิกายน 14, 2011 ใส่ความเห็น

 

“สมราญ สมพงษ์” หรือ “พี่มหา เนชั่น” อดีตนักข่าวประจำกระทรวงศึกษาฯ และรัฐสภา  ยังปฏิบัติหน้าที่อย่างชิวๆ  ท่ามกลางน้ำล้อมรอบ  อาศัยหลังคาบ้านเป็นห้องทำงาน ปลูกผักหญ้ากินเอง รับประทานผักสดๆ แบบนี้  เขาว่าดีต่อสุขภาพนะครับ ยิ้ม

ณ ท่าเรือเทเวศร์

พฤศจิกายน 11, 2011 ใส่ความเห็น

2011-11-10 17.10.22

 

2011-11-10 17.10.59

 

2011-11-10 17.11.57

 

2011-11-10 17.13.08

 

2011-11-10 17.13.40

 

2011-11-10 17.17.25

 

2011-11-10 17.19.37

 

2011-11-10 17.22.17

 

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน 2554 (วันลอยกระทง) @ ซัมซุง กาแลคซี แอสทู