บรรดาเราเหล่านักเรียน… และบรรดาท่านผู้ปกครอง…

กุมภาพันธ์ 20, 2015 ใส่ความเห็น

osk1
เมื่อปลายมกราคมที่เพิ่งผ่านมา เกิดวิวาทะร้อนในสังคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบ จนเฉียดฉิวกับอาการ “คลั่งสถาบัน” กันทีเดียว

ความพิเศษในปรากฎการณ์ครั้งนี้ก็คือความพร้อมใจ สังคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบนั้นไม่ต่างไปจากสังคมอื่น ต่างมีความคิดทางการเมืองที่แตกแยกจากกัน มีทั้งอำมาตย์-ไพร่ มีทั้งเหลือง-แดง เป็นเรื่องปกติร่วมยุคร่วมสมัย แต่ในวิวาทะว่าด้วย “งานจากเหย้า ม.๓” ซึ่งดำริเริ่มด้วยกลุ่ม “เครือข่ายผู้ปกครอง” ของเด็กนักเรียน ม.๓ ปีนี้ กลับสร้างความสมานฉันท์ให้เหล่าศิษย์เก่าอย่างไม่แบ่งค่ายแบ่งสี ร่วมกันถล่ม “ผู้ปกครอง” ที่บังอาจทำลายประเพณีดีงาม ที่สืบทอดจนเป็นจารีตประเพณีไปแล้ว ว่างานจากเหย้าของโรงเรียน ต้องจัดให้กับนักเรียนที่กำลังจะจบชั้นสูงสุดหรือปีการศึกษาสุดท้าย คือ ม.๖ เท่านั้น

ศิษย์เก่าย้ำว่าที่ต้องแสดงพลังคัดค้านงานของเครือข่ายผู้ปกครอง ก็เพราะเหล่าผู้ปกครอง “ล้ำเส้น” เข้ามายุ่มย่ามวุ่นวายกับชีวิตของลูกตัวเอง ในฐานะเด็กนักเรียนสวนกุหลาบมากเกินไป กิจกรรมภายในโรงเรียนก็ควรให้เด็ก ม.๓ หรืออาจารย์เป็นคนคิดตัดสินใจเอง แต่ในวันนี้ เครือข่ายผู้ปกครองมีบทบาทและสำแดงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ เท่าที่ทราบจากงานฟุตบอลจตุรมิตรครั้งล่าสุด โรงเรียนกำหนดห้องเรียนที่จะขึ้นอัฒจันทร์เชียร์และแปรอักษรไว้เรียบร้อยแล้ว แต่กลุ่มผู้ปกครองที่ไม่อยากให้ลูกขึ้นแสตนด์ สามารถกดดันให้เปลี่ยนห้องได้

ความพร้อมใจที่เกิดขึ้นของบรรดาศิษย์เก่า อาจเป็นเพราะปัญหานี้กระทบกระเทือนต่อ “ความเป็นสถาบัน” ของโรงเรียนสวนกุหลาบนั่นเอง เพราะกฎหรือจารีตต่างๆ ของสถาบันกำลังโดนทำลาย และสถาบันที่ว่านั้นหาใช่เพียงสถาบันการศึกษา แต่ยังเป็น “สถาบันของผู้ชาย”

การศึกษาในระบบโรงเรียนในแบบการศึกษาเพื่อมวลชนซึ่งบ้านเรารับมาจากประเทศเจ้าอาณานิคม สถาปนาบนสมมติฐานว่า บ้านไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสำหรับเด็กผู้ชายสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะในช่วงวัยกำลังเติบโต การทิ้งเด็กชายให้จับเจ่าอยู่กับบ้านตลอดวันตลอดคืน จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ชายที่อ่อนแอ ไร้ความเป็นผู้นำ เพราะที่บ้านมีผู้ปกครองโดยเฉพาะแม่ (ผู้หญิง) คอยเอาอกเอาใจ การแยกเด็กชายช่วงกำลังเติบโตมาไว้นอกบ้าน จับมาไว้ในโรงเรียนเสียบ้าง จำเป็นสำหรับการสร้างเด็กชายให้กลายเป็น “ลูกผู้ชาย” ซึ่งในสักวันข้างหน้า บางคนอาจเติบโตกลายไปเป็นผู้ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ประจำประเทศราชสักแห่งบนพื้นโลกไกลโพ้น ห่างไกลจากบ้านเกิดและครอบครัวของตัวเอง ขั้นสูงสุดของระบบการศึกษาแบบนี้ก็คือระบบโรงเรียนประจำนั่นเอง

แม้แต่ “ลูกเสือ” ของ Robert Baden Powell ก็เช่นกัน เขาตั้งใจพาเด็กชายออกมาจากบ้าน มาเรียนรู้ชีวิตกลางแจ้ง กินนอนในป่า หุงหากินเอง ตัดขาดจากแม่หรือคนใช้เสียบ้าง จะได้มีน้ำอดน้ำทน เป็นลูกผู้ชายเต็มตัว

ในระบบโรงเรียนแบบนี้ เด็กชายจะมิได้รับแค่ “วิชาความรู้” แต่ยังช่วยกล่อมเกลาสร้าง “ระเบียบวินัย” รวมทั้งการฝึกฝนตัวเองที่จะใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ ที่อยู่ต่างบ้านกับตัวเอง เพื่อรอเวลาเติบโตเป็นผู้นำหรือเป็นผู้ปกครอง

ด้วยเหตุนี้การศึกษาในโรงเรียนแบบสมัยใหม่ จึงตี “เส้นแบ่ง” ระหว่างบ้านกับโรงเรียนจึงมีความชัดเจน คล้ายเส้นพรมแดนบนแผนที่โลก อาจกล่าวได้อีกนัยยะว่า เส้นแบ่งเส้นนี้ขีดแบ่งการดูแลเด็กตาม “สัญชาตญาณ” กับตาม “หลักวิชา” ออกจากกัน เมื่อเส้นแบ่งที่เคยชัด กำลังถูกลบให้เลือนลางลงด้วยฝีมือบรรดาผู้ปกครอง บรรดาศิษย์เก่าที่เติบโตมากับสถาบันของผู้ชายที่ไหนจะยอม

(ภาพประกอบจากศิษย์เก่าท่านหนึ่ง)

หมวดหมู่:เพศ ป้ายกำกับ:, ,

ถ่วงมือ

กรกฎาคม 14, 2014 ใส่ความเห็น

image

เมื่อวานนี้เพิ่งจะลองคาดนาฬิกาข้อมือ จำได้ว่าสมัยเด็กประมาณเรียนชั้นมัธยม เคยลองคาดกะเขาอยู่สองสามเรือนกระมัง ที่บ้านหาให้ใส่ แต่ก็ทำได้ไม่นาน เพราะรำคาญข้อมือ แล้วคิดว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น อยากรู้เวลาก็ถามคนอื่น หรือชะโงกหน้าดูในห้องพักครู หรือตามร้านค้า นาฬิกาฝาผนังติดกันเต็มบ้านเต็มเมือง

กลับมาทดลองอีกครั้งหลังห่างไปเป็น 20 ปี เริ่มรำคาญอีกแล้ว และที่สำคัญยังติดดูเวลาจากมือถือเหมือนเช่นเดิม ทั้งที่มือข้างที่ควักออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก็ข้างเดียวกับที่คาดนาฬิกานั่นแหละ

แต่ดีเหมือนกันนะ คิดเสียว่าหาอะไรมาถ่วงไว้บ้าง

กำเนิด “ชินวัตร”

พฤษภาคม 13, 2014 ใส่ความเห็น

สักสองสามเดือนก่อน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่จู่โจมเข้าใส่รัฐบาลชินวัตร เกิดงานเขียนที่ว่าด้วยกำพืดของตระกูล "ชินวัตร" ขึ้นมาหลายชิ้นหลายสำนวน มีการส่งต่อหรือแชร์กันอ่านในโลกอินเตอร์เน็ทมากมาย

งานเขียนของบัณรส บัวคลี่ นักเขียนประจำผู้จัดการ คนเมืองเชียงใหม่เฉกเช่นคนตระกูลชินวัตร ดูน่าสนใจที่สุด เพราะติดตามหรือเขียนเรื่องนี้มานาน

บัณรสบอกว่า จากครอบครับชาวจีนแคะ "แซ่คู"  คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีเปลี่ยนมาใช้นามสกุล "ชินวัตร" ก็คือ พ.อ.พิเศษ ศักดิ์ ชินวัตร

 

แซ่คูนี่เป็นแซ่เฉพาะของพวกฮากกา จีนกลุ่มอื่นไม่มีแซ่นี้ คำถามคือ แซ่คู เมื่อเปลี่ยนเป็นไทยไม่เปลี่ยนเป็นนามสกุลให้มีคำว่า คู เช่น คูนะวัตร สาคูสกุล หรืออะไร คูๆ ซะล่ะ อันนี้มีคำอธิบายตามหลักภาษา

"แซ่คู" เป็นการเรียกตามสำเนียงแต้จิ๋วหากเป็นสำเนียงจีนกลางใช้ "แซ่ชิว"

“ชิว" เป็นคำจีนกลาง คนตั้งนามสกุลคงจะใช้รากศัพท์คำนี้มาแปลงเป็นแขกเพื่อให้ไฮโซมโหระทึกขึ้น….

แปลงไปแปลงมาได้เป็น ชินวัตร !

อันนี้ต้องยกนิ้วให้เพราะตั้งได้ดี กล่าวคือมีพยางค์ “ชิ” บวกกับ “วะ” อันเป็นของเดิมซ่อนอยู่ในเครื่องทรงใหม่แบบแขกบาลี ฟังดูแหมผู้ดีมีตระกูลไม่เหลือเค้าเดิม

ซึ่งต้องยกความดีให้กับลุงของทักษิณคือ พ.อ.พิเศษ ศักดิ์ ชินวัตร ซึ่งรับราชการเป็นทหารและมีลูกชายเป็นทหารสืบต่อ (อุทัย ชัยสิทธิ์) แล้วก็เป็นคนตัวตั้งตัวตีเปลี่ยนนามสกุลแซ่คูให้คนในตระกูลเปลี่ยนมาใช้ตามทั้งหมด

คูชุ่นเส็ง อพยพครอบครัวจากเมืองจันทน์ไปถึงเชียงใหม่เมื่อพ.ศ. 2451 ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 อันนี้ชัดเจนเพราะเป็นบันทึกจากปากคำของนายเชียง ลูกชายนายเส็งเป็นหลักฐานที่เชื่อได้ แต่เรื่องมาอยู่เมืองไทยเมื่อไหร่ เกิดที่ไทย หรือเกิดกวางตุ้งอันนี้ไม่ชัดเจน

ตำนานตระกูลชิน ฉบับตีความ (1)

 

แต่ทว่ากำเนิดแท้จริงของ "ชินวัตร" นั้น เมื่อไหร่กันแน่? บัณรสได้สมมติฐานไว้กว้างๆ

 

ตระกูลชินวัตรเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่บัดนั้น เปลี่ยนนามสกุลแซ่ คู มาเป็นชินวัตร เพราะลูกชายชื่อศักดิ์ไปรับราชการเป็นทหาร การเปลี่ยนนามสกุลเป็นชินวัตรคงประมาณหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เล็กน้อย

ตำนานตระกูลชิน ฉบับตีความ (4)

 

หากพิจารณจากเอกสารชั้นต้น แสดงคำร้องขอจดทะเบียนนามสกุล "ชินวัตร" กระทรวงมหาดไทยทำหนังสือแจ้งกลับคณะกรมการจังหวัดเชียงใหม่ อนุมัติให้ "นายเซียง คูซุ่นเส็ง" จดทะเบียนนามสกุลชินวัตรได้ ในวันที่ 11 ตุลาคม 2481  ก็ถือว่าอยู่ในช่วง "หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เล็กน้อย" ตามที่คุณบัณรสคาดไว้พอดี

ทั้งนี้ ในวันที่ 24 กันยายน 2481 พระยาอนุบาลพายัพกิจ คณะกรมการจังหวัดเชียงใหม่ ทำหนังสือราชการถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่อง “นายเซียง คูซุ่นเส็ง ขอเปลี่ยนนามสกุลเป็น “ชินวัตร”” แจ้งว่า คณะกรมการอำเภอสันกำแพงส่งคำร้องของนายเซียง คูซุ่นเส็ง ขอเปลี่ยนนามสกุลจาก “คูซุ่นเส็ง” เป็น “ชินวัตร”  ทางจังหวัดได้ตรวจสอบกับทะเบียนนามสกุลแล้ว ไม่ปรากฎว่าพ้องกับนามสกุลคนอื่น และยังได้ออกประกาศเพื่อให้ผู้ไม่เห็นด้วยคัดค้านเป็นเวลา 15 วันแล้ว หามีผู้ใดคัดค้าน จึงเห็นควรให้นายเซียง คูซุ่นเส็ง เปลี่ยนนามสกุลได้ตามคำร้อง

 

ต่อมา "ชินวัตร" ได้กลายเป็นนามสกุลของนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 และ 28   และยังบอกไม่ได้ว่า จะมีคนที่สามอีกต่อไปหรือไม่

 

– หจช. มท.5.4.2/118 ข้าราชการและราสดรจังหวัดเชียงใหม่ ขออนุญาตเปลี่ยนแก้นามสกุลและจดทะเบียนนามสกุลใหม่ –

20140508164105_00001

 

20140508164105_00002

 

20140508164105_00003

 

20140508164105_00004

 

20140508164105_00005

หมวดหมู่:การเมือง ป้ายกำกับ:,

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร

มีนาคม 22, 2014 ใส่ความเห็น

focus

เมื่อตอน “แฟนฉัน” ยังเข้าโรงฉายอยู่ กว่าสิบปีมาแล้ว มีใครสักคนบอกว่า ไม่ชอบฉากจบของเรื่องเอาเสียเลย

ฉากนั้น “เจี๊ยบ” ซึ่งกลายเป็นหนุ่มแล้ว ตัดสินใจกลับมาร่วมยินดีในงานแต่งของ “น้อยหน่า” เพื่อนรักในวันเด็ก ซึ่งทั้งคู่ห่างหายจากกันไปนานนับสิบปี

ในงานเลี้ยง เจี๊ยบ (ซึ่งกลายเป็นหนุ่มแล้ว) ร้องเรียกน้อยหน่า น้อยหน่าซึ่งหันหลังให้เจี๊ยบ หันหน้ามาทักทายด้วยความปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก น้อยหน่าในชุดเจ้าสาวนั้น ยังคงเป็นเด็กน้อยน้อยหน่า เหมือนเช่นในอดีตของเจี๊ยบ

บทของหนุ่มเจี๊ยบนั้น ใช้คนแสดงสองคน เพื่อแสดงเป็นเจี๊ยบในวัยเด็ก กับเจี๊ยบในวัยหนุ่ม แต่สำหรับบทน้อยหน่า ไม่ว่าจะวัยเด็กหรือวัยสาว “โฟกัส” รับผิดชอบเพียงคนเดียว

ในสายตาของเจี๊ยบ น้อยหน่าไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย น้อยหน่ายังคงเป็นน้อยหน่าที่น่ารัก สดใส และบริสุทธิ์ ดั่งเด็กน้อย เหมือนเช่นในอดีต และก็คงจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตเธอครั้งนี้ หลายคนอาจสงสาร แต่อีกหลายคนอาจรำคาญ

และคงมีอีกมากมายที่เสียดายความน่ารัก สดใส และบริสุทธิ์ของเธอ ในฐานะ “น้อยหน่า” ที่ชีวิตต้องมาแปดเปื้อนด้วยเรื่องเพียงแค่นี้

เพราะหลายคนมองเธอเป็น “น้อยหน่า” ด้วยสายตาของ “เจี๊ยบ” นั่นเอง

ชีวิตจริงนั้นยิ่งกว่าละคร เวลาในชีวิตจริงยาวนานกว่าเวลาในภาพยนตร์ ตัวตนแต่ละคนเติบโตแตกดับไป แต่สิ่งที่บันทึกและปรากฎบนจอภาพไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

โลกช่างโหดร้ายเสียเหลือเกิน

 

 

ต้นฉบับ: https://www.facebook.com/chkthanai/posts/10202480335063540?stream_ref=10

Who Runs The (Social Media) World? Girls.

มีนาคม 9, 2014 ใส่ความเห็น

ผู้หญิงอีกแล้ว

TechCrunch

Behind every great social media platform stands millions of great women. And boy do they love their smartphones!

According to research compiled by FinanceOnline, which was taken from PEW, Nielsen, and Burst Media, women use social media more often and in more ways then men do. Facebook, Tumblr, Pinterest, Instagram and Twitter all have more women on the platform than men.

Pinterest, not surprisingly, has a more female-centric user base with 33 percent of female online adults using the site, compared to 8 percent of all men. But the tables turn with LinkedIn, where 24 percent of all adult men use the site compared to 19 percent of women.

Perhaps more interesting, women are leading the charge of social media use via mobile. Forty-six percent of women use their smartphone to check in on social media activities, while 43 percent of men use their smartphone.

The same theory holds…

View original post 191 more words

หมวดหมู่:Uncategorized

ย้อนอ่านวิวาทะจำนำข้าว

มกราคม 31, 2014 ใส่ความเห็น

เมื่อปีกว่าๆ มานี้เอง ไม่นานเลย นักวิชาการรุ่นใหญ่สายอำมาตย์กับสายไพร่ดีเบทในเรื่องจำนำข้าว (แต่ พ.ศ.นี้ต้องพูดว่านักวิชาการกรุงเทพฯ กับนักวิชาการต่างจังหวัดสินะ – แต่ดูเหมือนปลุกไม่ขึ้นเลย) ตัดเก็บไว้อ่านแบบละเอียดอีกครั้ง:

ลองย้อนอ่านคร่าวๆ ก็ต้องสะดุดในประเด็นเรื่องแรงงานภาคเกษตร:

"เป็นไปได้หรือไม่ว่า หากเขามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาวแล้ว ชาวนาจะหันไปทำอาชีพอื่นๆ มากกว่าทำนา เพราะราคาจำนำ 15,000 บาทต่อข้าวหนึ่งตันนั้น ใช่ว่าจะทำให้รายได้เพิ่มสูงขึ้นมากนัก หากเปรียบกับการมีงานจ้างประจำทั้งปี หรือมีโอกาสค้าขายอย่างเป็นกอบเป็นกำมากขึ้น โครงการรับจำนำข้าวจึงอาจเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชาวนาจำนวนหนึ่งหันไปสู่อาชีพอื่น ในขณะที่ผู้ยังอยู่ในอาชีพทำนา ก็จะมีโอกาสพัฒนาผลิตภาพของตนเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น"
– นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เปลี่ยนประเทศไทย ด้วยการรับจำนำข้าว (กระแสทรรศน์ มติชน 5 พ.ย. 2555) –

"แต่เราขอตั้งข้อสงสัยกับความเห็นที่ว่าอาจเป็นไปได้ที่ชาวนาจะนำเงินขายข้าวในราคาจำนำ 15,000 บาทไปทำอาชีพอื่นๆมากกว่าการทำนา
ตรงกันข้าม การกำหนดราคาจำนำข้าว 15,000 บาท กำลังดึงดูดแรงงานที่อยู่นอกภาคเกษตรให้กลับเข้ามาทำนา รวมทั้งการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรที่ใช้ปลูกพืชชนิดอื่น มาปลูกข้าวแทนเพราะปลูกข้าวได้รายรับมากกว่า ถ้าเช่นนั้นเงินสงเคราะห์ชาวนาก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย"
– เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว: ข้อเท็จจริงสำหรับ อ.นิธิ และประชาชน โดย นิพนธ์ พัวพงศกรและอัมมาร สยามวาลา –

ใครจะถูกใครจะผิดไม่ทราบ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อนที่อยู่ในธุรกิจร้านอาหารเปรยให้ฟังว่า ลูกจ้างเด็กเสิร์ฟของตัวเองเวลานี้กลับบ้านไปทำนาหมด เพราะนโยบายรับจำนำข้าว จ้างที่เคยจ้างคนไทยเป็นหลัก ต้องหันมาจ้างคนต่างด้าวแทน

หมวดหมู่:การเมือง ป้ายกำกับ:

ตากอากาศ

พฤศจิกายน 11, 2013 ใส่ความเห็น

แวะไปหอศิลป กรุงเทพฯ เมื่อเสาร์ 9 พฤศจิกายน 2556  เข้าไปดูนิทรรศการ “สถานพักตากอากาศ” (resort) แม้ช่วงนี้จะดูงานไม่เยอะ แต่โดยรวมถือว่าชอบงานชุดนี้ ทั้งที่ไม่คอยจะชอบดูงานที่แสดงเป็นกลุ่มนัก ดูงานแสดงเดี่ยวของศิลปินคนเดียวมันเต็มอิ่มมากกว่าเยอะ

อ่านดูคอนเซ็ปด้วยความงุนงง ไม่รู้เรื่องสักเท่าไหร่ รู้สึกว่าโจทย์มันกว้างๆ ประมาณว่าใครทำอะไรส่งมาก็เข้าธีมงานหมด แต่อย่างที่เกริ่นไว้ว่าชอบ ชอบกว่างานชั้นล่างที่ดูมีคอนเซ็ปที่ชัดเจนกว่าเสียอีก

ถ่ายภาพบรรยากาศการแสดงงานมาเป็นที่ระลึก แล้วอย่าถามว่าเป็นงานของใคร ศิลปินที่ร่วมสร้างงานมีทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งรู้จักแค่คนไทยสองคนเท่านั้น คือ นิติ วัตุยา และ สมบูรณ์ หอมเทียนทอง (รู้จักแต่รุ่นเก่าๆ เนอะ)

 

P1060185       P1060188

งานนี้เท่ดี ต้องใช้ความอดทนสูงทีเดียวกว่าจะทำเสร็จ

 

P1060192          P1060253

งานของสมบูรณ์ หอมเทียนทอง อลังการงานสร้างมากๆ คงจำงานเพ้นท์แนวนามธรรมของเขาได้

 

P1060172

เพ่ง… งานภาพถ่ายก็มี ขนาดภาพใหญ่-เล็กต่างกันมาก นำมาจัดวางจนน่าสนใจ

 

P1060161

“ศิลปร่วมสมัย” นี่ ไม่ต้องเรียนศิลปะ ไม่ต้องหันเพ้นท์หันปั้นก็ได้นะ เป็นช่างไม้ก็ทำงานศิลปได้ Smile

 

P1060210

รูปทรงของศาลเพียงตา

 

P1060163

กองกล่องกระจกข้างซ้าย เจ้าของงานบอกว่าได้แรงบันดาลใจจาก “เขามอ”

 

P1060200  P1060201

คนเข้าแถวชมงานของสมบูรณ์ หอมเทียนทอง

 

P1060213

พรมผืนใหญ่สีน้ำเงิน ปูอยู่ตรงโถงกลางล็อบบี้ ที่เป็นศูนย์กลางของห้องแสดงงาน ใครๆ ก็ต้องเดินผ่านไปผ่านมา พรมชิ้นนี้เป็นงานศิลปชิ้นหนึ่งด้วยนะ ที่มุมหนึ่งเขาเขียนไว้ว่า

P1060244

แต่ใครจะเห็น ใครจะอ่าน

 

page

 

แปลกนะ… งานนี้ไม่มีสูจิบัตร เลยไม่ได้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่าศิลปินแต่ละคนเป็นใครมาจากไหน แต่งานโดยรวมถือว่าแสดงไอเดียของคนทำงานศิลปะได้ดีทีเดียว คาดว่าถ้าหากมีเวลาว่างอีก จะต้องกลับไปชมงานนี้อีกครั้ง