Archive

Archive for มิถุนายน, 2008

Book Exhibitionism

มิถุนายน 30, 2008 ใส่ความเห็น

คนเขียนบล๊อกส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนที่รักการอ่านหนังสือ เมื่ออ่านเก็บสะสมเพิ่มพูนไว้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนปริ่มเกือบล้น ก็จำเป็นจะต้องระบายออกไปด้วยการเขียนเสียบ้าง

เมื่อมหกรรมบริโภคนิยมของปัญญาชนมาถึง ซึ่งก่อนนี้มีแค่ปีละครั้งช่วงหน้าร้อนต้นปี แต่ปัจจุบันมีงานใหญ่ถึงสองงานมาดักรอหัวปีท้ายปีเลยทีเดียว ผมเห็นว่ากำลังเกิด “ ขนบ” การเขียนบล๊อก (และอาจในเว็บบอร์ดด้วย) ที่เกี่ยวกับมหกรรมประจำปี อันอลังการทั้งตัวหนังสือและทั้งภาพประกอบ ใครยุ่งวุ่นวายกับชีวิตจนลืมเวลาลืมวันเดือน แต่พอเปิดเข้าสู่สังคมบล๊อกแล้วเจอเรื่องเข้ากระแสอย่างว่า ก็ต้องระลึกได้ทันทีว่า “สัปดาห์หนังสือฯ ” เวียนมากระตุ้นกิเลสแห่งบริโภคอีกแล้ว เราคงไม่ต่างจากลูกเศรษฐีที่เฝ้ารอคอยงานมอร์เตอร์โชว์สักเท่าไหร่นัก

สิ่งที่ผมสังเกตพบอย่างหนึ่ง ก็คือ “บล๊อกเกอร์” ทั้งหลาย ไม่ว่าดังหรือไม่ดัง ต้องขนสำรับหนังสือที่ตัวเองซื้อมาจากการสับดาห์หนังสือฯ มาวางกองหรือวางเรียงแจกแจงให้ผู้คนรับรู้ว่าตน “จ่ายหนังสือ” เล่มไหนมาบ้าง บางรายอาจแถมรายงานบรรยายงานประกอบด้วย บางรายอาจแสดงบัญชีหนังสือที่ตนปรารถนาไว้ล่วงหน้าแล้วค่อยไปตามซื้อ

การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมของปัจเจกชน ไม่มีใครอ่านแทนกันได้ ไม่สามารถแบ่งปันอ่านพร้อมกัน และไม่อาจอ่านแบบรวมหมู่ได้ เพราะแต่ละคนก็มีตาของตัวเอง มีสมองของตัวเอง ต่างรับรู้และแปลความหมายจากตัวหนังสือให้เกิดขึ้นอย่างเจาะจงเฉพาะตัวเอง  แต่ทว่า นอกเหนือจากการอ่านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือการขาย ถือว่าเป็นกิจกรรมทางสังคมที่เกิดในตลาด เหมือนกับการจับจ่ายสินค้าอื่น ๆ

ความสำเร็จเชิงรายได้ของงาน “บุ๊คแฟร์” ในปัจจุบันนี้  กำลังย้ำบอกความจริงว่า หนังสือมิได้มีไว้เพียง “อ่าน” แต่มีไว้เพื่อ “อวด” อีกด้วย

การเลือกเฟ้นว่าเราจะอ่านอะไรเป็นกระบวนการประกอบสร้าง “ตัวตน” ของเรา และแน่นอนว่าต้องสร้างผ่านการรับรู้ของคนอื่น คงไม่สามารถแอบซ่อนก้มหน้าก้มตาอ่าน ตามซอกหลืบในห้องสมุด เหมือนกันแฟชั่นเปลี่ยนชื่อ นามสกุล กับชื่อเล่น ที่เชื่อกันว่าจะมีส่วนสร้างชีวิตใหม่ให้กับคน ๆ นั้น  เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ต้องติดประกาศให้ชาวบ้านรู้ทันที เก็บงำไว้คนเดียวไม่ได้เด็ดขาด

จำได้ว่าเมื่อเรายังเด็ก งานสัปดาห์หนังสือฯ ยังกางเต้นท์ขายรอบคุรุสภา ริมคลองผดุงกรุงเกษม ตอนนั้นผมกับเพื่อน ๆ ก็อวดหนังสือกันแล้ว หลังจากช้อปปิ้งท่ามกลางอากาศเดือนมีนา-เมษา ที่ร้อนมหาร้อน  แล้วต้องจับรถเมล์กลับมานั่งเล่นที่โรงเรียน ยังไม่รีบกลับบ้าน เพราะแม้ว่าเวลาจัดงานจะตรงกับช่วงปิดเทอม แต่บรรดาพวกเราเหล่านักเรียนเป็นคนไม่ติดบ้าน หนีร้อนมานั่งนอนที่โรงเรียนเกือบทุกวัน จังหวะนี้เองจึงได้โอกาสงัดออกมาอวดว่าซื้ออะไรมาบ้าง แต่การแบกหนังสือมาแวะโรงเรียนก่อน แล้วค่อยย้อนกลับบ้าน หนักแรงเราไม่ใช่เล่น

แต่ยุคที่มีอินเตอร์เน็ทเป็นยาสามัญประจำบ้าน ช่วยสนับสนุนให้การอวดหนังสือมีประสิทธิภาพกว่าแต่ก่อนมาก นอกจากจะเบาแรงแล้วยังเผยแพร่ไปสู่คนวงกว้างอีกมาก ที่เราไม่ได้รู้จักหรือไม่มีทางรู้จัก แค่นำสินค้าพวกนี้ขึ้นบล๊อกของตัวเองเท่านั้น สมัยเด็กผมอวดได้แต่เฉพาะเพื่อนสนิทเท่านั้น รู้กันแค่ไม่กี่คนว่าเราชอบอ่านหนังสือแนวไหน

เมื่อธุรกิจหนังสือเล่มเริ่มจับทิศทางได้แล้วว่่า กิจกรรมที่เกี่ยวกับหนังสือนอกเหนือจากการอ่านเป็นกิจกรรมทางสังคม งานบุ๊คแฟร์จึงเป็นเนื้อดินที่ช่วยสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับหนังสือได้มากมายมหาศาล

[ปรับปรุงเล็กน้อยจากที่เคยเขียนไว้ใน pressjargon.org  แล้วจะค่อย ๆ ทยอยนำโำพสต์เก่า ๆ ที่คิดว่ายัีงน่าสนใจ มาปรับปรุงเพื่อโพสต์ใหม่อีกรอบ]

ประเมินการรายงานข่าวม๊อบ โดยสมัคร สุนทรเวช

มิถุนายน 27, 2008 ใส่ความเห็น

หลังม๊อบพันธมิตรซึ่งเป็นมวลชนฝักใฝ่เผด็จการเดินขบวนล้อมทำเนียบเป็นผลสำเร็จ ภายใต้การแข่งขันกันรายงานข่าวเกาะติดแทบจะ real time  ในหมู่สื่อโทรทัศน์ซึ่งมีคุณลักษณ์เฉพาะ สามารถรายงาน “สดจากสนาม” ได้เต็มกำลังกว่าสื่อแขนงอื่น พร้อมสำทับความสำเร็จของม๊อบด้วยพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์เกือบทุำกฉบับในวันรุ่งขึ้น ทำให้นายกรัฐมนตรีสมัครผู้มีวิญญาณประชาธิปไตยเพราะว่าผ่านการเลือกตั้ง มีหมอเหวงและอาจารย์จรัลการันตีคุณภาพ ได้แสดงปฏิกิริยาต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนกระแสหลักครั้งนี้ในรายการโทรทัศน์ของตัวเอง (“สนทนาประสาสมัคร”, 22 มิถุนายน 2551) ว่า

ฝ่ายตนทำแบบเดียวกันบ้าง ตั้งแก๊ง ปิดถนน  บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น คุณมาจากไหน 5 คน คุณได้รับเลือกตั้งเมื่อไหร่ มีสถานะอย่างไรทางกฎหมาย สื่อก็ประโคมข่าวว่ามีสิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ เหมือนคนทั้ง 5 มีสิทธิเท่าเทียมกับคณะรัฐมนตรี ผมรำคาญใจเพราะสื่อยกน้ำหนัก 2 ข้างเท่ากัน นี่คือความไม่เป็นธรรมทางสังคม

ความไม่พอใจที่มีต่อข่าวขบวนมวลชนพันธมิตรของสมัครมีเพียงประเด็นเท่านั้น นั่นคือ ให้้น้ำหนักข่าวฝ่ายม๊อบเผด็จการเท่าเทียมกับฝ่ายรัฐบาลเลือกตั้ง มิได้กล่าวหาสักนิดว่า สื่อมวลชนกำลังทำหน้าที่ด้วยอารมณ์ชิงชังตั้งอคติกับรัฐบาล จนถึงกับบิดเบือนความจริง ปั้นน้ำเป็นตัว หรือกุข่าวแหกตา  คนมาแค่สองพันห้าแต่ดันรายงานว่าสองหมื่นห้า แถมยังหลอกลวงว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ทั้งที่จัดตั้ง-แหล่งใต้กันทั้งม๊อบ  แต่อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้ยกระดับความไม่พอใจต่อการให้น้ำหนักข่าวแบบเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย ให้กลายเป็น “ความไม่เป็นธรรมทางสังคม” ไปเสียแล้ว  ทั้งที่ แย้งกับตำราวารสารศาสตร์ฉบับอุดมคติที่ว่า หัวใจในการรายงานข่าวอย่างเป็นกลาง ก็คือ ความพยายามนำเสนอข่าวทั้งสองข้างด้วยการให้ “น้ำหนักข่าว” แก่คู่ขัดแย้งกันอย่างเท่าเทียม อุทิศพื้่นที่ข่าวไม่ว่าจะเป็นหน้ากระดาษหรือเวลาออกอากาศให้เป็นธรรมแบบหารสอง (ให้ตายเถอะ… ผมไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสพข่าวมีโอกาสพิจารณาไตร่ตรองข้อมูลที่โต้แย้งกัน ด้วยปริมาณสาระเท่า ๆ กัน  จนไปสู่การตัดสินใจสรุปว่าฝ่ายไหนผิด-ถูกจากข้อมูลเนื้อ ๆ  มิใช่เพียงถูกโน้มน้าวด้วยฝีปากของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ยึดครองพื้นที่สื่อมากกว่าอีกฝ่าย ด้วยวิธีคิดคร่ำครึทำนองว่า คนประเภทที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความน่าเชื่อถือว่าคนประเภทที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (ขอแบ่งประเภทคนตามแบบสมัคร เพราะเข้าใจง่ายดี มีแค่สองประเภทเท่านั้น) ย่อมสมควรได้รับพื้นที่นำเสนอข้อมูลมากกว่า

แม้จริงว่า ในสำนึกของสมัครซึ่งเป็นชนชั้นนำคนหนึ่งของบ้านเมืองที่อาจคิดและพูดถูกต้อง ไม่ผิดที่จะกล่าวหาสื่อมวลชนว่ากำลังสร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคม เพราะเขาย่อมเชื่อว่า รัฐบาลคือผู้ทรงอำนาจเป็นคุณพ่อของคนทั้งประเทศ ย่อมต้องมีคุณค่าแก่การเป็นข่าวมากกว่าพวกม๊อบข้างถนน หรือพวกคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่สำหรับมวลชนผู้เดินบนถนนและยึดฟุตบาทเป็นที่นอนแล้ว นี่อาจเป็นยุคทองของการเมืองภาคประชาชนก็เป็นได้ คงไม่มีสื่อกระแสหลักยุคไหนจะที่ให้โอกาสกับการเมืองข้างถนนเท่ายุคนี้  เพราะว่าท่านสมัครผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยได้วิเคราะห์การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนด้วยความลุ่มลึกและจริงใจ และอาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อเท็จจริงที่แสนจะหนักแน่นน่าเชื่อถือ ใครจะไปคิดว่าสักวันหนึ่งข่าวม๊อบจะสำคัญในระดับเดียวกับข่าวรัฐบาล สมัครคงไม่พูดอะไรชุ่ย ๆ หรือโกหกพกลมหรอก  ไม่อย่างนั้นท่านคงไม่มีวันนี้ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และอาจมีวันหน้าในตำแหน่งองคมนตรีก็เป็นได้

อีกทั้งขณะนี้เป็นยุคหลัง คมช. พึ่งต้องตระหนักว่าการปฏิวัติที่ผ่านมามีส่วนช่วยปลดแอกวงการข่าวจากทักษิณอย่างมีนัยยะสำคัญ จนสื่อมวลชนกระแสหลักถูกกล่าวหาว่าต้องสยบยอมและรับใช้เผด็จการ คมช. เพื่อกลั่นแกล้งคนดีอย่างทักษิณ จนยังตามมาจ้องจองล้างรัฐบาลสมัครต่อในฐานะนอมินี แต่ท่านสมัครซึ่งอยู่ฟากตรงข้ามเผด็จการ คมช. กลับใช้ตัวท่านค้ำประกันการปฎิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคนบางประเภทแต่เป็นพวกเดียวกับท่านประทับตราทายาท คมช. ไว้แน่น (รวมถึงสื่อมวลชนรักประชาธิปไตยบางกลุ่มด้วย) คำพูดของสมัครซึ่งเป็นศัตรูของสื่อมวลชนกลับกลายเป็นหลักฐานชั้นเลิศ ที่มันดันวกมาย้ำยันปฏิปักษ์ของตัวเองว่า  ณ วันนี้ สื่อมวลชนกำลังเดินไปตามอุดมคติอันดีงามของวิชาชีพแล้ว แม้ไม่ใช่ทนายความแต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า หลักฐานสนับสนุนที่มาจากฝ่ายตรงข้ามย่อมมีน้ำหนักกว่าหลักฐานสนับสนุนที่มาจากฝ่ายเดียวกัน เพราะช่วยปิดประเด็นครหาว่าเป็นการชงกันเองชมกันเองได้ดีที่สุด

คำกล่าวหาของสมัครได้ช่วยกอบกู้หน้่่าตาวงการสื่อมวลชนไทย หลังจากยับเยินไม่มีชิ้นดีในยุครัฐบาลทักษิณ ใครดูข่าวม๊อบสนธิช่วงแรก ๆ ตอนนั้นคงจำกันได้ดี ว่ามันห่วยแตกเกินบรรยาย จนทำให้คนที่นั่งดูหน้าจอโทรทัศน์ทนไม่ไหวต้องรีบออกจากบ้านมาเป็นม๊อบเสียเอง ฝันร้ายผ่านพ้นไปเสียที ท้องฟ้าใหม่ของสื่อมวลชนเปิดแล้วในยุคหลัง คมช.