หน้าแรก > การเมือง > จริยธรรมจับมือกับเผด็จการ

จริยธรรมจับมือกับเผด็จการ

กุมภาพันธ์ 7, 2009 ใส่ความเห็น Go to comments

เคยสังเกตเห็นความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมหรือสปิริตของนักการเมืองฝ่ายบริหารกับการเข้าสู่อำนาจบ้างไหม? ถ้ายังก็จงตั้งใจพิจารณา เพราะว่าผมกำลังจะเสนอสมมติฐานที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองไทย (อิอิ)

ในสมัยรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งของ คมช. เกิดเหตุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบการถือหุ้นของรัฐมนตรีในรัฐบาลเผด็จการทหาร พบว่ามีอยู่สองสามคนที่ไม่ยอมแจ้งการถือครองหุ้นในบางบริษัท เข้าทำนองปกปิดซ่อนเร้น “ซุกหุ้น” นั่นแล  ท่านรัฐมนตรีแก้ตัวว่าคิดไม่ถึง ไม่ทราบ หรือไม่คิดว่ามีหุ้นที่ว่าอยู่ หากใช้คำแบบทักษิณ ชินวัตรก็ต้องว่า “บกพร่องโดยสุจริต” นั่นเอง

แต่หลังจากคำแก้ตัวแล้ว กลับมีบางท่านได้ขอลาออกจากตำแหน่งรัฐนตรีทันทีเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทั้งที่มิได้มีการพิสูจน์ใด ๆ ว่า การซุกหุ้นของตนนั้นแฝงเจตนาทุจริตคิดร้ายฉ้อฉลหาผลประโยชน์แต่ประการใด ผมจำได้ว่ารัฐมนตรีท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ที่ต้องตัดสินใจลาออกก็เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง

ยุคต่อมาในรัฐบาลคณะอภิสิทธิ์ ที่ถูกประนามว่าเป็นอำมาตยาฅธิปไตย แอบอาศัยอำนาจทหาร ทั้งที่ได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงข้างน้อย แต่กลับปล้นอำนาจของพรรคการเมืองฝ่ายทักษิณซึ่งเป็นเสียงข้างมากไปตั้งคณะรัฐมนตรี ได้ปรากฎว่า รมว.พัฒนาสังคมฯ ลาออกจากตำแหน่งเพราะนำปลากระป๋องเน่าไปแจกชาวบ้าน เพื่อรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใดเลย

ที่น่าประหลาดอย่างมาก ในฐานะที่ รมว.พัฒนาสังคมฯ จากพรรคประชาธิปัตย์คนนี้เป็นผู้แทนฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง กลับขาดธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญ นั่นคือต้องมีชาวบ้านในเขตเลือกตั้งหรือฐานเสียงตัวเองมาชุมนุมหน้ากระทรวงหรือทำเนียบรัฐบาล ชูป้ายให้กำลังใจขออย่าให้ลาออก-สู้ต่อไป แบบเดียวกันรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งคนก่อน ๆ  แต่ในรัฐบาล “อภิสิทธิ์ปล้นทักษิณ” กลับไม่มีแม้แต่น้อย เหลือเชื่อมากกกก!!!

ย้อนกลับไปในสมัยรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่ารัฐบาลทักษิณหรือทักษิณอุปถัมภ์ ที่มาจากชัยชนะเสียงข้างมากเด็ดขาดในสนามการเลือกตั้งบ้าง

ข้อเรียกร้องกดดันให้ลาออกเพื่อแสดงสปิริต ตามแบบแผนคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมืองอารยะกลับไม่เกิดผลใด ๆ  เนื่องด้วยข้ออ้างอันชอบธรรมข้อหนึ่ง เป็นความชอบธรรมอย่างยิ่งตามระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งเป็นสรณะ จะมีสิ่งใดยิ่งใหญ่กว่า “ผมมาจากประชาชน” ได้เล่า  คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งย่อมไม่มีทางล่วงรู้ถึงคุณค่าของเสียงข้างมากแต่อย่างใด จะเอาความรับผิดชอบหรือจริยธรรมเลือนลอยมากลบหัวใจการปกครองระบอบประชาธิไตยไม่ได้

การเรียกร้องให้ผู้ที่มาจากประชาชนผ่านกลไกการเลือกตั้งลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารที่ผิดพลาดหรือคอร์รัปชั่น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเขามาจากประชาชนเสียงข้างมากถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ คนที่จะตัดสินเรื่องนี้ได้ก็คือประชาชนเสียงข้างมากเท่านั้น การเรียกร้องให้นักการเมืองที่เป็นตัวแทนเสียงข้างมากของประชาชนจึงต้องลงเอย ด้วยโวหารประมาณว่า

“เขาเลือกผมมาทำงาน ผมก็ต้องทำงาน คดีความก็ว่ากันไป ไม่ใช่ให้ผมลาออก ถ้าผมยอมลาออก เท่ากับว่าไม่รับผิดชอบต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ที่เลือกผม คนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ได้คือประชาชน ผมจะให้ประชาชนตัดสินความถูกผิดของผมด้วยการเลือกตั้ง ถ้าผมผิดก็ไม่ต้องเลือกผม”

เมื่อมาจากประชาชนเสียงข้างมาก เขาก็ย่อมยึดโยงความชอบธรรมของตนเข้ากับระบบดังกล่าว

แต่ฝ่ายบริหารที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งเป็นเผด็จการ หรือแม้แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่เป็นเสียงข้างน้อย (แถมมีเผด็จการทหาร-อำมาตยาเข้ามาเอี่ยวอีกด้วย, ตามข่าวลือ) ไม่สามารถอ้างอิงที่มาตามครรลองประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งเป็นสรณะได้ ดังนั้นแล้ว จะให้เขา “ยึดโยง” กับอะไร? ง่ายที่สุดก็คือระบบความคิดว่าด้วยคุณธรรมจริยธรรม เพื่อช่วยสร้างเครดิตให้กับตนเอง

ในประเทศนี้ สปิริตหรือจริยธรรมทางการเมืองจึงแปรผกผันกับเสียงข้างมากของประชาชนในระบอบการเลือกตั้ง


Advertisements
หมวดหมู่:การเมือง
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: