หน้าแรก > อวารสารศาสตร์ > “สองไม่อ่าน”

“สองไม่อ่าน”

ธันวาคม 11, 2009 ใส่ความเห็น Go to comments

ช่วงปลายปี 2551 ขณะที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดทำเนียบรัฐบาลไว้เป็นเดือน เกิดเหตุเลือดตกยางออกหลายหน แต่คราวที่เรียกได้ว่าละเลงเลือดเดือดพล่านขั้นสูงสุด หนีไม่พ้นอีเว้นท์ 7 ตุลาคม หน้ารัฐสภา (จำได้ว่าแกนนำนักเคลื่อนไหวในฝ่ายประชาธิปไตยได้ไปร้องเรียนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ หาว่าพันธมิตรฯ มีเจตนา “พาคนไปตาย” เพื่อยั่วยุให้ตำรวจใช้ความรุนแรง) ภาพข่าวความโกลาหลอลหม่านซึ่งถูกฉายเวียนซ้ำไปมาช่วยบีบเค้นอารมณ์ของสาธารณชนให้เกิดความตึงเครียด อึดอัด และคับข้อง จนแทบจะระเบิดออกอย่างสุดแรง ผมเองรับสายจากเพื่อน ๆ หลายคน ต่างซักถามด้วยความกังวล และแทบทุกรายอยากรู้ว่า “มันจะจบอย่างไรว่ะ”

บรรยากาศอันแสนตื่นตระหนกนั้นได้ช่วยกระตุ้นเร้าให้ผู้คน (อย่างเช่นเพื่อนผม) พยายามเยียวยาหรือบรรเทาภาวะตึงเครียด  อึดอัด และคับข้องในอารมณ์ ด้วยการแสวงหา “กุญแจ” เพื่อไขหาความจริง แล้ว “ความจริง” นี่แหละจะช่วยนำแต่ละคนไปสู่ปลายทางของตัวเอง  การค้นพบว่าอะไรเกิดขึ้นที่หน้ารัฐสภา ในทำเนียบ หรือที่ไหน ๆ นั้น  ถูกแปลเป็นข้อมูลเพื่อนำส่งไปสู่สามัญสำนึกเพื่อวินิจฉัยประเมินคุณค่า (เช่น ดี-เลว หรือ ถูก-ผิด) แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น นั่นคือ ขณะกำลังประเมินคุณค่า กระบวนการแสวงหาจุดยืนก็ดำเนินไปพร้อม ๆ กันด้วย

ในทุกวันนี้ ช่องทางเข้าหาความจริงมิได้มีแค่การซักถามเอาจากผู้รู้หรือน่าจะรู้ (สำหรับเพื่อนผมก็ถามเอาจากผม) ช่องทางหนึ่งที่ได้รับความนิยม จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นช่องทางหลักเพื่อแสวงหาความจริงของสังคมสมัยใหม่ นั่นก็คือ การเสพข่าว  ไม่ว่าจะผ่านทางการอ่านหนังสือพิมพ์ การดูโทรทัศน์ หรือการฟังวิทยุ และแน่นอนว่าปัจจุบันต้องเพิ่มอินเตอร์เน็ทไว้อีกหนึ่ง

เพื่อนผมคนหนึ่งขอคำแนะนำสำหรับการเสพข่าวทางอินเตอร์เน็ท มันสงสัยว่าท่ามกลางสถานการณ์สับสนวุ่นวาย เรื่องบางเรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้พบเจอ ก็ได้พบเจอแล้วในชีวิตนี้ คนธรรมดาเช่นเรา ๆ ท่าน ๆ ควรจะใช้บริการสำนักข่าวไหนดี หรือว่าสำนักข่าวใดมีความน่าเชื่อถือและสมควรถูกอ้างอิงที่สุด ไม่แปลกหรอกที่มันตั้งคำถามกับผม ก็เพราะว่าเป็นคนเคยทำมาหากินทางนี้มาก่อนนั่นเอง แต่ด้วยสถานะดังว่า ยิ่งทำให้ผมอึกอักลำบากใจกับการตอบคำถามประเภทนี้ และที่ผ่านมาก็มักจะวางเฉยหรือพยายามไม่ตอบอะไรให้ชัดเจน แต่มาหนนี้ผมกลับคิดใหม่ว่า หากยังคงวางเฉยต่อไปก็ดูเหมือนว่าเราไม่มีศักดิ์ศรีในวิชาชีพเอาเสียเลย ทีพวกปัญญาชน นักวิชาการ หรือเอ็นจีโอที่โปรดปรานการวิจารณ์สื่อสารมวลชนไทย เขายังผลิตบทความ แถลงการณ์ สัมภาษณ์ หรืออภิปรายกันได้ยืดยาวเป็นหน้ากระดาษ  ทั้งที่ไม่เคยทำข่าวไม่เคยรู้เรื่องงานสื่อมวลชนเลยสักนิด แต่กล้าติว่าตรงนี้บกพร่อง ตรงนั้นละเลย หรือไม่ก็ตั้งข้อกล่าวหาเท่ห์ ๆ เช่นว่า สื่อมวลชนไทยเป็นทาสชนชั้นกลาง ดูแคลนคนรากหญ้า เป็นต้น

คนที่เคยอยู่วงในหรือผ่านงานข่าวมาก่อน จึงน่าจะพอช่วยไขปัญหานี้ได้บ้าง แม้จะไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักวิชาการก็ตาม และจำเป็นต้องออกตัวตามธรรมเนียมทางการเมืองว่า แม้ผมจะเคลมในความเป็นมืออาชีพ/วิชาชีพ ในฐานะคนวงในมากก่อน แต่ไม่มีคำตอบของใครดีกว่าใคร และไม่มีคำตอบใดที่ใสสะอาดปราศจากอคติ

“ฟังหูไว้หูนะ นี่เป็นวิธีเฉพาะตัว” ผมบอกกับเพื่อนแต่ต้น “อย่านึกว่าการอ่านข่าวจะให้ได้เฉพาะความถูกต้องหรือความจริง ว่าใครทำอะไรที่ไหนเท่านั้น แต่ควรประเมินอารมณ์ความรู้สึกรวม ๆ ของสังคมไปด้วย ถ้าหากเราเชื่อว่าสื่อมวลชนเป็นภาพแทนสังคมได้” (หากใครไม่เชื่อ ก็เลิกอ่านได้ทันที)

ผมเสนอหลักง่าย ๆ ว่า  แทนที่มัวแต่มุ่งหาว่าสำนักข่าวไหนน่าเชื่อถือที่สุด ด้วยการค่อย ๆ คัดหรือตัดออกไปที่ละแห่งสองแห่ง จนเหลือสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อเจาะจงอ่านแต่ของเขาเพียงแห่งเดียว ควรกลับเสียใหม่ให้กลายเป็นว่า ไม่ควรอ่านข่าวของใคร จะดูเข้าท่ากว่า เพื่อให้สอดรับกับสมมติฐาน – สื่อมวลชนเป็นภาพแทนของสังคม – การหันมาหาข้อยกเว้นจากสมมติฐานก็เพื่อ “ตัดทิ้ง” ส่วนน้อยออกจากส่วนรวมทั้งหมด นอกจากจะง่ายแล้ว ยังเปิดกว้างต่อรสนิยมของคนเสพอีก ถ้าหากเราไปสรุปว่าต้องอ่านข่าวของสำนักนี้หรือฉบับนี้หนึ่งเดียวเท่านั้น ก็เหมือนจะเป็นการผูกมัดทางรสนิยม เอาความพอใจของคนหนึ่งไปครอบอีกคนเสียจนเกินไป

ด้วยหลักการและเหตุผลตามที่ได้กล่าวไปแล้ว แหล่งข่าวที่ไม่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงไม่สามารถใช้ประเมินอารมณ์ความรู้สึกของสังคมได้ เท่าที่ผมพอจะสำรวจได้นั้น อาจกล่าวให้กระชับว่า “สองไม่อ่าน”
ไม่อ่านแรก – เว็บไซต์ข่าวผู้จัดการออนไลน์
ไม่อ่านสอง – เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

สำนักข่าวออนไลน์ทั้งสองแม้จะแตกต่างในเรื่องของอายุงาน แต่มีจุดมุ่งหมายในการก่อตั้งอย่างเดียวกัน คือการนำเสนอข่าวสารบนอินเตอร์เน็ท และยังถือกำเนิดก่อนจุดเริ่มของความขัดแย้งทางการเมือง 19 กันยายน 2549 ด้วยกันทั้งคู่  สำหรับผู้จัดการออนไลน์คงไม่มีข้อสงสัยใด ๆ อยู่แล้ว  แต่ประชาไทนั้นอาจจะกำกวม ทำให้ยากที่จะสรุปว่าเป็น “เว็บข่าว”  แต่หากพิจารณาตามเจตนารมณ์แรกตั้ง เขาได้ประกาศตัวเองเป็น “หนังสือพิมพ์ออนไลน์”  เพื่อนำเสนอข่าวสารในอีกแง่มุมที่ต่างไปจากข่าวหนังสือพิมพ์ตามท้องตลาด (เช่น เน้นความคิดวิพากษ์ระบบทุน ฟังเสียงนักวิชาการ หรือปกป้องรักษา TCDC เป็นต้น)

ความคล้ายคลึงอันมีนัยยะสำคัญจนทำให้ผมแนะนำเพื่อน ว่าไม่จำเป็นต้องเสพข่าวจากสองแหล่งนี้ ก็เนื่องด้วยตอนนั้น (ปลายปี 2551) ทั้งคู่มิได้เดินตามขนบหน้าที่สื่อสารมวลชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังปวารณาตัวเองต่อขบวนการทางการเมืองที่กำลังขับเคลื่อนกำลังเพื่อช่วงชิงความชอบธรรมบนเวทีการเมืองอีกด้วย จริงอยู่ว่าหาใช่เรื่องแปลกประหลาดสำหรับสื่อมวลชนหรือหนังสือพิมพ์ ถ้าหากจะแสดงจุดยืน หรือโน้มเอียงเข้ารับใช้อุดมการณ์ทางการเมืองหนึ่ง ๆ  เช่น อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม หรือสังคมนิยม เป็นต้น

แต่นั่นมิใช่ว่าจำจะต้องนำพาตัวเองออกมาสวมบทบาทเป็นตัวละคอนทางการเมืองกับเขาด้วย หรือในอีกทางหนึ่ง ต้องไม่ยอมลดคุณค่าตัวเองจาก “สื่อสารมวลชน” มาเป็น “จดหมายข่าวพันธมิตรฯ” หรือ “จดหมายข่าวประชาธิปไตย”  ยอมแปลงตัวเองจาก “สื่อ” ที่เปิดกว้างเข้าหามวลชนทั่วไป ให้กลายเป็น “จดหมายเวียน” สำหรับอ่านกันเฉพาะกลุ่ม

การแสวงหาข้อเท็จจริงหรือประเมินอารมณ์ความรู้สึกของสังคมจากเว็บไซต์ทั้งสองนั้นสุ่มเสี่ยงตรงที่พวกเขาเลือกยืนอยู่นอกกระแสหลัก ไม่ยอมวางตัว “กลาง ๆ ” นั่นเอง  เพียงแต่ว่าเจ้าแรกเลือกไปยืนอยู่ขอบทางขวา ส่วนเจ้าต่อมาขอไปอยู่ตรงขอบทางซ้าย ทั้งคู่จึงต้องกลายเป็นศัตรูต่อกัน ทั้งที่จริงจัดอยู่ในประเภทเดียวกัน

แม้ว่ารูปแบบการนำเสนอจะแสดงเจตนาให้เห็นว่า เว็บไซต์นี้เป็นพื้นที่เปิดสำหรับคนทั่วไปไม่เลือกหน้า สามารถเข้ามาร่วมกิจกรรมสัมพันธ์กันจนเกิดเป็น “คอมมูนิตี้” ตามสมัยนิยม (ไม่ว่าจะทำอะไรบนอินเตอร์เน็ทก็ต้องสร้าง “ชุมชน” ให้ได้ไว้ก่อน) ไม่ว่าจะเปิดให้โพสต์ความคิดเห็นของคนอ่านต่อท้ายข่าวและบทความ หรือเปิดเว็บบอร์ดให้ใครก็ได้เข้ามาตั้งกระทู้และสนทนากันตามแบบฉบับของเว็บพันธ์ทิพย์ โดยแทบจะไม่มีการกีดกันใด ๆ (เข้าใจว่ายุคแรกไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิกหรือลงทะเบียน) ต่างจากเว็บไซต์ข่าวอื่น ๆ รวมทั้งของไทย  แม้หลายแห่งจะให้โอกาสแสดงความเห็นต่อท้ายข่าวหรือบทความ (ตามสไตล์เว็บบลอก) แต่จะไม่มีเว็บบอร์ด

ความจำเป็นที่ต้องกล่าวถึงการสร้างการมีส่วนร่วมของคนอ่านผ่านการโพสต์บนเว็บบอร์ด แม้จะออกนอกเรื่องการนำเสนอข่าวสารสาระก็ตาม แต่มันช่วยแสดงให้เห็นอาการเกินเลยไปจาก “ความเป็นสื่อ” อย่างชัดแจ้ง  ความหมายดั้งเดิมของ “สื่อ” ก็คือ “ตัวกลาง” มิใช่หรือ  จนอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นความลุ่มหลงต่อคีย์เวิร์ด “การมีส่วนร่วม”  ในทางหนึ่งอาจมองได้ว่าสิ่งที่กำลังแสดงออกมาเป็นเป็นเพียง “ฟองสบู่ two-way communication”  หรือหากมองในแง่ร้ายไปกว่านั้น อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นช่องทางสำหรับ “ซ่องสุม” กลุ่มมวลชนที่คิดที่เชื่ออะไรคล้าย ๆ กัน (หากพูดแบบสุภาพก็ใช้คำว่า “คอมมูนิตี้” แทนได้)

มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยหรือเสื้อแดงจะแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันความรู้เพื่อเตรียมไว้ต่อสู้กับเผด็จการ ก็อาศัยข้อมูลข่าวสารจากในเว็บประชาไท และย่อมรวมถึงข่าวมูลข่าวสารที่สมาชิกในคอมมูนิตี้ช่วยกันผลิตและปล่อยด้วยมาเป็นธงนำ จะดำเนินการเคลื่อนไหวกันอย่างไร ก็อาศัยพื้นที่เว็บนี้เป็นช่องทางติดต่อ เช่นการรวมพลังเพื่อบุกยึดสภานิติบัญญัติแห่งชาติยุค คมช. ขณะกำลังพิจารณาพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็มีเว็บประชาไทเป็นแหล่งเผยแพร่นัดหมาย ว่าวันที่ 12 ธันวาคม 2550 พวกเราจะไปม๊อบกันหน้ารัฐสภา เป็นต้น  จากนั้นก็ได้เห็นปฏิบัติการทั้งปีนทั้งมุดบุกทะลวงเข้ายึดสถานที่ราชการแห่งนั้น จนทำให้การประชุมสภาต้องยุติลง ไม่ต่างจากมวลชนอนุรักษ์นิยม/เผด็จการสวมเสื้อเหลือง ก็อาศัยข้อมูลความรู้จากเว็บผู้จัดการ มาสนับสนุนความคิดว่าทักษิณโกงกินหรือไม่จงรักภักดีอย่างไร จะนัดหมายเรียกระดมกันตอนไหน ก็อาศัยเว็บนี้เป็นป้ายประกาศนัดรวมพล เช่นการนัดหมายปิดล้อมไม่ให้รัฐบาลสมชายเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นต้น  เหตุเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จะไม่เข้มข้นหรือขาดประสิทธิภาพไปมาก หากขาดเว็บผู้จัดการ

แม้ว่าฝ่ายเสื้อเหลืองอาจเป็นได้แค่ “ม๊อบเลียนแบบ” เดินตามรอยม๊อบฝ่ายประชาธิปไตย (แต่เจ็บตัวมากกว่า) ด้วยเหตุจำเป็นทางปฏิทินก็ตาม (เกิดเหตุในบริเวณเดียวกัน ทว่าเสื้อเหลืองไม่ยอมบุกรุกสถานที่ราชการ) แต่ต้องถือว่ามีกระบวนการอันหนึ่งที่ทั้งคู่ต่างมีเหมือน ๆ กัน  นั่นคือการมีสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ผมย้ำกับเพื่อนว่า ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดสำหรับการเสพข้อมูลข่าวสารจาก mass media เป็นหลัก  จึงหลีกไม่พ้นที่ต้องแสวงหาสิ่งที่ “กลาง ๆ ” และแน่นอนว่าไอ้ที่วางกองอยู่ตรง “กลาง ๆ ” นั้น  หาได้มีเพียงหนึ่งเดียวชิ้นเดียวก้อนเดียว มันย่อมมีความแปลกแตกต่าง หลากหลายตามรสนิยมของคน ผมแนะนำเพื่อนไปว่า “มึงชอบแนวไหน ถ้าแนวหัวสีก็อ่านเว็บไทยรัฐต่อไปนั่นแหละ ถ้าแนวซีเรียสเข้มข้นก็หนีไม่พ้นจำพวกเว็บมติชน หรือจะอ่านมันทั้งหมดที่มีอยู่ก็ได้ ถ้ามีปัญญา เว้นไว้แต่ไอ้สองเว็บนี้แหละ”

แต่ด้วยข้อสรุปเช่นนี้ หาได้หมายความว่าเว็บไซต์ทั้งสองจะไร้ประโยชน์ใด ๆ  ผมให้เงื่อนไขว่า “ถ้ามึงคิดว่าตัวเองแน่ คิดอ่านทะลุปรุโปร่ง” และ “ถ้ามึงคิดว่าจุดยืนสำคัญกว่าข้อเท็จจริง หรือต่อให้มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางเปลี่ยนจุดยืนตัวเองได้” ก็ต้องไปหาของที่มันอยู่ตาม “ขอบ ๆ ”

นั่นเหมาะแล้วที่จะใช้บริการเว็บใดเว็บหนึ่งระหว่าง “ผู้จัดการ” หรือ “ประชาไท” เพราะทั้งสองเป็นตัวอย่างของพวกที่เรียกว่า New media ที่ประสบความสำเร็จ

Advertisements
หมวดหมู่:อวารสารศาสตร์
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: