หน้าแรก > การเมือง, วัฒนธรรมบริโภค > ก็คนมันรัก… รักพ่อแล้วมันผิดตรงไหน…

ก็คนมันรัก… รักพ่อแล้วมันผิดตรงไหน…

กรกฎาคม 25, 2010 ใส่ความเห็น Go to comments

เป็นเรื่องจนได้ วาทะกินใจแห่งปี “ถ้าไม่รักพ่อ ก็ออกไปจากบ้านพ่อ” ของพงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง ระหว่างรับรางวัลนาฎราช อันกล่าวถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง ย่อมมีทั้งฝ่ายที่ชอบและไม่ชอบ ด้วยสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองตอนนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นการกล่าวความแสดงนัยยะถึงในหลวงแน่นอน ฝ่ายไม่ชอบจึงเดินขึ้นโรงพักไปแจ้งความฐานหมิ่นสถาบันเอากะคนพูดจนได้

คุณตำรวจจึงเกิดอาการงุนงงสงสัยกับคำว่า “พ่อ” ขึ้นมา  เท่าที่อ่านจากข่าวก็ยังไม่ชัดเจน ว่าข้องใจอันใดกับคำๆ นี้  แต่เชื่อว่าลักษณะคำที่เป็นคำสามัญธรรมดานั้นแหละ ตำรวจคงตั้งสมมติฐานกล่าวโทษพี่อ๊อฟ ในเบื้องต้นว่า บังอาจใช้คำตลาดๆ เรียกพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่ก็บังอาจนับญาติกับพระเจ้าแผ่นดิน ทั้งที่ตัวเองเป็นไพร่ ผิดถูกอย่างไรก็ไม่ทราบ เห็นเตรียมเปิดสำนักงานให้นักอักษรศาสตร์ราชบัณฑิตมาเปิดเลคเชอร์ ถ้าจะให้ดีขอให้ถ่ายทอดสดด้วยนะ เด็กนักเรียนจะได้ความรู้ เผื่อจะถูกเก็บไปสอบโอเน็ท-เอเน็ทอะไรประเภทนั้น

ตัวผมเองเคยคิดเล่นๆ มาสักระยะแล้ว ว่าไฉนในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งเป็นห้วงเวลากระแสความจงรักภักดีขึ้นสูงขีดสุด จนทำให้พวกปัญญาชนหัวก้าวหน้ารักประชาธิปไตยอึดอัดร้อนรุ่ม จนต้องไประบายตามเว็บบอร์ดล้มเจ้า ทำไมเราถึงพบเห็นการใช้คำสามัญกล่าวถึงหรือพาดพิงพระมหากษัตริย์อย่างเป็นปกติวิสัย คนพูด/เขียนเหล่านี้ก็ล้วนชนชั้นกลางมีการศึกษาทั้งนั้น ไม่รู้รึไงว่าเขามีคำราชาศัพท์ไว้ให้ใช้เป็นเฉพาะ แน่นอนพวกเขารู้ทราบกันดี ทั้งที่รู้ก็ยังทำ

ประเดี๋ยวสั่งล่าแม่มดซะดีไหม!!! ไอ้พวกที่บอกว่า “รักพ่อ” โดยเฉพาะ “รักในหลวง” ก็แจ้งชัดใช่ไหมว่ากำลังพูดถึงในหลวง เอาคำกริยา “รัก” มาใช้กับพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร ถือเป็นการมิบังควรอย่างยิ่ง ในฐานะพสกนิกรจะต้อง “จงรักภักดี” มิใช่หรือ?

แต่ความซื่อบื้อของคุณตำรวจในครั้งนี้ กลับจะช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับกษัตริย์อันเป็นปรากฎการณ์ร่วมสมัย ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี มิใช่สักแต่ท่องจำจากตำราหรือกล่าวเออออตามฝรั่ง พอเสียทีกับความเชื่อที่เคยฝังหัวเรามานับแต่ยังเล็ก ตามหนังสือแบบเรียนที่ตกยุคไปแล้วว่า พระมหากษัตริย์ประหนึ่ง “สมมติเทพ” เป็นอีกภาคหนึ่งของเทพซึ่งจุติบนโลกมนุษย์ ล่าสุดในหนังสือเล่มที่ปัญญาชนไทยพูดถึงกันมาก เนื่องจากโดนแบน King never smile ผมได้เคยอ่านบทกล่าวแนะนำ (แต่ในตัวเล่มยังไม่เคยอ่าน) ยังเห็นเขาพูดถึงในหลวงด้วยคำว่า God-like อยู่เลย  สำหรับผมแล้วมันดูเชยอย่างยิ่ง เพราะมันฟ้องว่า คนเขียนมองคนไทยในทุกวันนี้อย่างไม่แตกต่างไปจากคนสมัยกรุงศรีอยุธยาเลย

ย้อนไปในอดีตสัก 20-30 ปีก่อน สมัยผมยังเด็ก สมัยนั้นไม่มีใคร “รักในหลวง” อย่างเปิดเผย ไม่มีใครกล้าพูดในที่สาธารณะแทนพระองค์ท่านว่า “พ่อ” ใครล่ะจะกล้าแสดงความรู้สึกแบบสามัญชนหรือนับญาติกับพระมหากษัตริย์ได้

ผมยังจำได้ดี เวลาที่ต้องทำหน้าที่จัดบอร์ดในโอกาสงานวันเฉลิมพระชนพรรษา เราก็ต้องเขียน “ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา” หรือภาษาไทย “ขอจรงทรงพระเจริญ” ตัวใหญ่ๆ ไว้ด้านบน  จะมาเขียนว่า “รักในหลวง” แบบทุกวันนี้ไม่ได้ หากจะมีใครคิดอุตริทำ คงถูกครูภาษาไทยเตะเอาเป็นแน่

แต่ในช่วงหลังนี้ ผมพยายามสังเกตตามท้องถนน หน้าบ้านห้างร้านสำนักงาน ไม่ว่าจะเป็นห้องแถวหรืออาคารสำนักงานระฟ้า รวมไปถึงสปอตโฆษณาทางวิทยุและโทรทัศน์ด้วย หายากมากที่จะใช้คำตามขนบเดิมๆ เชยๆ ดังกล่าว  กลับเกิดขนบการใช้ภาษาเพื่อเทิดทูนสถาบันแบบใหม่ ส่วนใหญ่เป็นคำง่ายๆ หรือคำสามัญ เช่น “รักในหลวง” “รักพ่อ” หรือ “พ่อเหนื่อยมามากแล้ว”  ธรรมเนียมแบบเก่าก็ยังพอให้เห็นบ้าง เช่น ซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์หน้าค่ายทหาร เป็นต้น

การใช้ภาษาง่ายๆ กล่าวเทิดทูนสถาบันได้รับความนิยมแพร่หลาย สวนทางกับการลดความสำคัญของภาษาตามขนบธรรมเนียมทางราชการหรือคำราชาศัพท์ เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ คนกล้าเปล่งวาจา “รักพ่อ” โดยมิคิดกลัวเลยว่าจะถูกข้อหาไม่จงรักภักดี (จนกระทั่งเกิดเรื่องพี่อ๊อฟ)  มิคิดกลัวเลยว่าจะถูกกล่าวหาว่าทำ “ภาษาวิบัติ” (หนังสือพิมพ์ข่าวสดเคยเล่นข่าวภาษา “แอ๊บแบ๊ว” มาแล้ว) คำพูดไม่กี่คำได้ช่วยส่องให้เห็นโลกทัศน์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ของคนไทยร่วมสมัย ว่ามีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะของสังคม เฉกเช่นขนบธรรมเนียมหรือบรรทัดฐานทางสังคมรูปแบบอื่นๆ หากใครสักคนจะแสดงตัวปกป้องสถาบันฯ ก็มิได้หมายความว่า เขาจะ “อนุรักษ์นิยม” หรือ “ไดโนเสาร์” ไปเสียทั้งหมด

สังคมไทยทุกวันนี้เดินไปตามเส้นทางทุนนิยมของโลกสมัยใหม่แล้ว โดยเฉพาะคนเมืองย่อมถูกหล่อหลอมให้นึกคิดแบบคนสมัยใหม่ เกิดสำนึกความเป็นปัจเจกชน เชื่อมั่นในหลักการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นความจงรักภักดีหรือศรัทธาต่อสถาบันจึงเป็นไปตามแบบฉบับของปัจเจกชนด้วย ไม่ใช่คนกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถ “รัก” พระเจ้าอยู่หัวได้

ถามว่ารักคืออะไร? ตอบแบบศิลปินได้ว่า “รักไม่มีศักดิ์ศรี รักไม่มีพรมแดน รักไม่มีศาสนา” รักเป็นเรื่องระหว่างปัจเจกสองคน ไม่มีสิ่งอื่นใดมาเจือปนได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางเศรษฐกิจ หน้าที่การงาน วัยวุฒิ คุณวุฒิ อาวุโส สีผิว ศาสนา ฐานันดร ฯลฯ หรือแม้แต่เพศ ชายกับชาย หญิงกับหญิง ก็ยังรักกันได้ เป็นความรักในฐานะมนุษย์ หนุ่มสาวที่มีรักแท้ ก็จะเป็นความรักระหว่างคนทั้งสอง ไม่มีครอบครัวหรือพ่อแม่ญาติพี่น้องเข้ามาวุ่นวาย หากกีดกันมากนัก หาว่าผู้หญิงคนนี้จนผู้ชายคนนี้เลว ก็พร้อมจะหนีไปตายพร้อมกัน เพื่อบูชาความรัก

ไม่ว่าจนหรือรวย ก็รักกันได้ ไม่ว่าพระราชาหรือยาจก ก็รักกันได้  นี่เป็นธีมที่เราเจอเสมอในนิยายพาฝัน แม้อาจจะถูกหยามว่าเป็นแค่จินตนาการ แต่อุดมคติของ “รัก” ยังผลิตซ้ำตัวมันเองอยู่เรื่อยๆ

การประกาศว่า “เรารักพระเจ้าอยู่หัว” เท่ากับเป็นการประกาศตัวตนของปัจเจกชน เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนชั้นกลางร่วมสมัยมีแนวทาง “จงรักภักดี” ที่เป็นของตนเอง มิต้องเป็นไปตามกำกับหรือกำหนดจากทางราชการ เป็นแนวทางที่สามารถสะท้อนความรักของปัจเจกชน ที่เชื่อว่าเราต่างก็ทัดเทียมกัน ได้อย่างชัดเจน

การจงรักภักดีตามแบบแผนแฝงไว้ด้วยนัยยะ top-down และ bottom-up แต่ทว่าพระมหากษัตริย์ในอุดมคติของปัจเจกชนคนชั้นกลางนั้น แค่ความจงรักภักดีหาพอไม่ แต่ยังสามารถ “รัก” พระองค์ท่านได้ด้วย  มนุษย์ทุกคนมีภาษาเป็นเครื่องมือ คนไทยทุกคนใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือ และเป็นการใช้ในชีวิตประจำวันจนแยกไม่ออกจากความเป็นคน (คนพูดไม่ได้ถือเป็นคนพิการ) ไม่แปลกที่ความรู้สึกสำนึกคิดต่างๆ ของคนจะปรากฎในภาษาได้รวดเร็วกว่าวัฒนธรรมอื่นๆ

แต่เวลานี้ คำว่า “พ่อ” เริ่มสะดุดหูผู้มีอำนาจในบ้านเมืองแล้ว ถ้าคุณตำรวจยังข้องใจและขยันขันแข็ง อาจสงสัยคนไทยที่บังอาจ “รักในหลวง” อีกด้วย  สงสัยจะได้ล่าแม่มดกันจริงๆ คราวนี้เอง

ขอให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง และปัญญาชนผู้คิดว่าตัวเองหัวก้าวหน้า พึงตระหนักด้วย ว่าในปัจจุบันอุดมคติว่าด้วยพระมหากษัตริย์ไทย คงไม่สามารถอธิบายง่ายๆ แบบเหมาเอาว่า  God-like ตามแนวคิดเทวราชของเขมรอีกต่อไป ด้วยความเติบโตของความคิดใหม่ๆ ในสังคมใหม่ ได้คลี่คลายให้อุดมคติแบบเก่านั้นสอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น บางทีคำว่า Human-like อาจจะดูเหมาะสมกว่าคำเดิม ก็เป็นไปได้

Advertisements
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: