หน้าแรก > อวารสารศาสตร์ > คนกลับสื่อ สื่อกลับคน

คนกลับสื่อ สื่อกลับคน

สิงหาคม 6, 2010 ใส่ความเห็น Go to comments

ตามเท่าที่ผมพอจะจับความได้ แนวคิดเกี่ยวความสัมพันธ์ระหว่างสื่อสารมวลชน (mass media) กับคนมีสองทาง ซึ่งเรามักจะได้ยินในการพูด/เขียนปนกันไป บางครั้งคนๆ เดียวสามารถพูด/เขียนทั้งสองแนวคิดนี้ในงานชิ้นเดียวกัน อาจเป็นเพราะเชื่อกันว่ามันสอดรับและอยู่ร่วมกันได้ แต่หากลองไตร่ตรองให้ลึกแล้ว เป็นเรื่องที่อยู่ตรงข้ามกัน จนถึงขั้นอยู่ร่วมกันไม่ได้ทีเดียว

อย่างแรก) คุ้นกันดี “สื่อต้องนำเสนอข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย เพื่อให้ผู้รับหรือประชาชนเป็นผู้วินิจฉัย ว่าฝ่ายใดถูกผิด” อย่างที่สอง) ก็คุ้นกันดีอีก “สื่อมีพลังอำนาจ สามารถครอบงำชี้นำผู้รับหรือประชาชนได้” เมื่อลองนำมาวางเทียบกันใกล้ๆ เช่นนี้แล้ว หลายคนคงเอะใจบ้าง

แนวคิดแรกนั้น บอกไว้ชัดว่า สื่อ/สื่อมวลชนเป็นเพียง “พาหะ” หรือ “ช่องทาง” สำหรับนำส่งข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่มีสิทธิเข้าไปรบกวนหรือแทรกแซงให้เสียความบริสุทธิ์ การบอกว่าปล่อยให้ประชาชนตัดสินวินิจฉัยเอง แสดงว่าผู้รับสื่อฉลาด รู้เท่าทัน มีหลักคิดเป็นเหตุเป็นผลในเชิงวิเคราะห์เนื้อหาของข่าวสาร สื่อ/สื่อมวลชนหาได้มีอำนาจครอบงำแต่อย่างใด เท่ากับเป็นการยอมรับว่า “อำนาจเป็นของประชาชน”

ส่วนแนวคิดต่อมา ก็บอกไว้ชัดเสียยิ่งกว่า แทบไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม เพราะมันเป็นการพลิกกลับหรือย้อนศรแนวคิดแรก ผู้รับข่าวสารไม่สามารถหนีรอดสาระที่สื่อ/สื่อมวลชนจงใจนำเสนอได้ เนื้อหาสาระที่ถูกสกัด กลั่นกรอง นำมาร้อยเรียงเป็นสาระความ ซึ่งในบางครั้งได้แฝงการวินิจฉัยชี้ถูก-ผิดตามมาตรฐานของผู้ผลิต ฝังไว้ในสาระความนั้นแล้ว ย่อมครอบงำชี้นำความคิดของประชาชนได้ในฉับพลันที่รับสาร จอแดงบอกว่าอภิสิทธิ์เป็นฆาตกร คนนั่งดูหน้าจอก็เออๆ อภิสิทธิ์มันชั่วฆ่าคนตาย จอเหลืองบอกว่าสนธิจงรักภักดีในหลวง คนนั่งดูหน้าจอก็เออๆ สนธิคือผู้ปกป้องราชบัลลังก์ นั่นย่อมแสดงว่า “อำนาจอยู่กับสื่อมวลชน”

นอกจากจะสวนทางแบบปะทะกันอย่างเต็มแรงแล้ว ยังจะเห็นได้ว่ามันเกี่ยวโยงอย่างแยกไม่ออกกับอีกแนวคิด นั่นคือ ความคิดความเชื่อในเรื่องการเซ็นเซอร์ หรือ “แบนสื่อ” นั่นเอง  แน่นอนว่าแนวคิดที่สอง “อำนาจของสื่อ” สนับสนุนให้เกิดการเซ็นเซอร์ หรือพูดอีกอย่างว่า คนที่คิด-พูด-เขียนในทำนองนี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้เลย ว่ากำลังสนับสนุนการเซ็นเซอร์

มีใครบ้างไหมเคยคิดสงสัย “อำนาจของสื่อ” ว่ารูปธรรมของวลีนี้คืออะไร ดังที่ได้อภิปรายไว้แล้ว มันก็คืออำนาจในการครอบงำชักจูงความคิดของมวลชน ด้วยเหตุนี้จึงอันตรายเป็นอย่างยิ่ง สมควรต้องมีการ “เฝ้าระวัง” หากพบเห็นสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล ก็เซ็นเซอร์มันเสียก่อน ก่อนจะปล่อยสู่การรับรู้ของสาธารณชน

น่าคิดอีกว่า ความคิดเรื่องเซ็นเซอร์นี้น่าจะมีมายาวนานแล้ว พอๆ กับกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่าสื่อสารมวลชนนั่นแหละ (ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่)  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความคิดความเชื่อเรื่อง “อำนาจของสื่อ” นี้ มีความเก่าแก่ยาวนานทีเดียว มิเช่นเพิ่งมาเกิดในยุคเทคโนโลยีสื่อสาร เกิดอินเตอร์เน็ท เกิดดาวเทียม ฯลฯ

สุดท้ายขอฝากว่า ต่อไปใครคิดจะพูด/เขียนอะไรทำนองนี้ ก็น่าจะเลือกเอาสักแนวคิดหนึ่ง ให้ชัดเจนไปเสียเลย เวลาผมอ่านจะได้ไม่หงุดหงิด เสียอารมณ์

Advertisements
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: