หน้าแรก > วัฒนธรรมเริงรมย์ > หนุ่ม-สาว-เฮีย กับความจริงอิงวิทยาศาสตร์

หนุ่ม-สาว-เฮีย กับความจริงอิงวิทยาศาสตร์

กันยายน 26, 2010 ใส่ความเห็น Go to comments

เมื่อเรื่องอื้อฉาวระหว่างซุปเปอร์สตาร์หนุ่มกับตัวประกอบสาวเดินไปได้ช่วงสั้นๆ เฮียก็ออกมา ออกมาตัดไฟเสียแต่ต้นลม การสั่งระงับงานทั้งหมดของชายหนุ่มคนดัง ย่อมเรียกเสียงชื่นชมยกย่อง ในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบสังคม ปฏิเสธพฤติกรรมอื้อฉาวของเด็กในสังกัด

“ไม่อยากให้ใช้อารมณ์ความรู้สึก แต่อยากให้พิสูจน์ความจริงแบบวิทยาศาสตร์ อยากให้ตรวจดีเอ็นเอ เพราะว่าอย่างน้อยเด็กก็ควรรู้ว่าใครเป็นพ่อ” เฮียเขาว่า

ไม่มีใครปฏิเสธการหาความจริงด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์ไม่เอนเอียงเข้าข้างใคร ไร้ความรู้สึก  แต่คนที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ต่างหาก ที่มีเลือดเนื้อ และมีอารมณ์ความรู้สึก  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ได้รับผลกระทบแต่ละราย ต่างมี “ภูมิคุ้มกันทางสังคม” ไม่เท่ากัน  ความจริงทางวิทยาศาสตร์จึงอาจทำร้าย พอๆ กับสร้างประโยชน์ให้กับมนุษย์

คิดกันดูว่า หากฝ่ายหญิงยอมให้เด็กตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูกกับฝ่ายชาย แน่นอนว่าผลต้องออกมาเป็นสองทาง  ทางแรก) ฝ่ายชายเป็นพ่อจริง ตามคำอ้างของแม่เด็ก อะไรจะเกิดขึ้นกับเขา?  แต่ทางต่อมา) ถ้าเขาไม่ใช่พ่อ อะไรจะเกิดขึ้นกับฝ่ายหญิง? ลองคำตอบสองทางนี้ก่อน แล้วลองชั่งน้ำหนักดูว่า ชายหรือหญิงจะ “อ่วม” กว่ากัน?

ในเบื้องต้นได้ฟังคำแถลงรอบแรกจากฝ่ายชายหลังเกิดเรื่อง เห็นได้ว่าเขาเตรียมตัวมาดีจนเหลือเชื่อ ทำให้ต้องสงสัยว่า นี่เป็นแผนการหรือไม่? แทนที่จะปล่อยให้เรื่องแดงขึ้น ก็ชิงเปิดประเด็นเสียก่อน เพื่อช่วงชิงภาพความเป็นพระเอกให้กับตัวเอง ถ้าไม่มีฝ่ายหญิงออกมาตอบโต้ ก็คงคิดเช่นนั้นเป็นแน่ เรื่องแบบนี้นอกจากฝ่ายชายจะได้เปรียบกว่าอยู่แล้ว ด้วยความเป็นซุปเปอร์สตาร์ มีสังกัด มีทีมงาน ย่อมได้เปรียบในการวางแผนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง

ย้อนไปหาเรื่องทำนองเดียวกันระหว่างนักร้องบิ๊กแอสกับน้องฝ้าย ถือเป็นอุทาหรณ์ได้ดี ขณะเรื่องกำลังดัง ฝ่ายชายยอมเจาะเลือดตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อ ตามคำขอของฝ่ายหญิงโดยดี  วันหนึ่งผมเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้า ก็ได้ยินพนักงานขายหญิงคุยถึงเรื่องนี้ว่า “เชื่อไหม ต่อให้ผู้หญิงไปมีผู้ชายกี่คน แต่ถ้าเกิดท้องขึ้นมา ต้องรู้ว่าใครเป็นพ่อเด็กแน่นอน”  แต่ครั้งนั้นผลดีเอ็นเอบอกว่าไม่ใช่ สิ่งที่เธอพูดเป็นความเชื่อผิดๆ

เริ่มแรกเมื่อฝ่ายหญิงออกมาโวย นักร้องบิ๊กแอสโต้ตอบด้วยวาจา “หมาไม่แดก” ทำนองว่า “เธอก็อีแค่นางแบบโป๊”  กระแสสังคมจึงแสดงความหมั่นไส้ พร้อมกับเทใจให้ฝ่ายหญิงทันที

แต่เมื่อผลตรวจพิสูจน์ปรากฎ เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของนักร้อง เกมก็พลิกทันที

แม้การหาความจริงด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ จะได้รับความจริงสมบูรณ์แบบ บริสุทธิ์ ไร้ข้อถกเถียงโต้แย้ง แต่มันสามารถทำร้ายคนที่เกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะฝ่ายที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และยิ่งเป็นการ “ลงดาบ” ที่หนักหนากว่าเดิม ก็ด้วยมันเป็นวิทยาศาสตร์นั่นเอง

ปัญหาความขัดแย้งเรื่องนี้ หากจำจะต้องตรวจดีเอ็นเอ มันก็เลยช่วงเวลาที่เหมาะสมมาแล้ว ควรทำให้จบเสียก่อนที่เรื่องจะแดงขึ้น ซ่อนตัวทำกันเงียบๆ ถอดเอาบริบททางสังคมทิ้งไปเสีย ให้วิทยาศาสตร์ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง โดยไร้การจับจ้องมองจากสาธารณะ ตรวจออกมาจะเป็นหรือไม่เป็นพ่อก็เรื่องของพวกมึงสองคน

เรื่องของชาย-หญิงก็ควรจะจบลงตรงนั้น แต่เมื่อปรองดองกันไม่ได้ ผู้ชายอีกคนก็ต้องมา ตั้วเฮียต้องออกโรง ด้วยทัศนะแบบผู้ชายสุดท้ายก็หนีไม่พ้นเรียกร้องให้ตรวจดีเอ็นเอ ซ้ำรอยชายหนุ่ม

แต่ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่ก็ดูจะพูดจามีหลักฐาน บอกเองว่า “ฟิล์มก็เหมือนลูกผม”  พร้อมเอ่ยวรรคทองกินใจว่า “เด็กควรรู้ว่าใครเป็นพ่อ” ชักจูงให้คู่กรณีตรวจดีเอ็นเอ

แต่ในเมื่อตัวแม่ประกาศไม่สนใจใยดี ว่าใครจะเป็นพ่อ ขอยืนหยัดยึดมั่นในศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง ที่เลี้ยงลูกตัวคนเดียวได้

แล้วเฮียจะทำอย่างไร? แล้วก็เป็นเรื่องประหลาด ในวิธีคิดของผู้ชายสองคนนี้ ที่ว่า “ความเป็นพ่อ” จะเกิดขึ้นพลันทันทีที่ผลดีเอ็นเอปริ๊นซ์ออกมา ทั้งที่ระหว่างเฮียกับฟิล์มก็คนละสายเลือด แต่เฮียยังกล้าบอกเลยว่า “ฟิล์มก็เหมือนลูกผม” โดยไม่มีต้องมีดีเอ็นเอมาช่วย

แม้ว่าสถานะ “พ่อ” จะเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์  แต่ทว่า “ความเป็นพ่อ” ไม่จำเป็นต้องรอดีเอ็นเอ  “ความเป็นพ่อ” ไม่ใช่เรื่องวิทยาศาตร์แต่เพียงอย่างเดียว

เฮียจะเท่ห์และได้ใจคนอีกเยอะ หากจะเรียกร้องให้ฝ่ายชายใช้อารมณ์ความรู้สึก มากกว่าจะให้ตัดขาดอารมณ์ แล้วหันหน้าพึ่งห้องแล็ปอย่างเดียว ซึ่งใครหลายคนอาจจะเรียกมันว่าอารมณ์ความรู้สึกของ “ความเป็นลูกผู้ชาย” หรือ “ความเป็นพ่อ” ก็ตามทีเถอะ  เพราะถ้าหากใช้อารมณ์ความรู้สึกเข้าแก้ไขเยียวยาปัญหาแต่แรก เรื่องราวอาจจะไม่บานปลายจนถึงขั้นนี้

ในเมื่อฝ่ายหญิงหรือคนเป็นแม่ไม่สนใจจะหาว่าใครเป็นพ่อของลูกตัวเอง เฮียก็อย่าไปเดือดร้อนแทนเขาเลยว่า “เด็กควรรู้ว่าใครเป็นพ่อ”

แต่เฮียควรห่วงลูกตัวเองจะดีกว่า ว่าเขาได้แสดงมโนสำนึกหรือความรู้สึกผิดชอบได้ดีแค่ไหน

Advertisements
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: