หน้าแรก > อวารสารศาสตร์ > บางเรื่องน่าคิดจากข่าวธรณีพิบัติญี่ปุ่น

บางเรื่องน่าคิดจากข่าวธรณีพิบัติญี่ปุ่น


ตั้งใจจะเขียนมานานแล้ว ตั้งแต่หลังเกิดสึนามิสักสองสัปดาห์ แต่ก็ชักช้าออกลีลาอยู่นานเป็นเดือน ได้เวลาเริ่มเสียที ณ บัดนี้

ว่าด้วยคนข่าว-คนดัง

หากเกิดภัยพิบัติร้ายแรงในไทย หน่วยงานหนึ่งที่ต้องแสดงตัวให้ความช่วยเหลือในลักษณะการสงเคราะห์ก็คือองค์กรสื่อมวลชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์หรือบริษัทเจ้าของหนังสือพิมพ์ ด้วยการเปิดสำนักงานของตัวเองเป็นศูนย์กลางสำหรับระดมความช่วยเหลือ ทั้งการรับบริจาคเงินและสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ สำหรับในสังคมไทยแล้ว กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมเสริมอันขาดมิได้ จำจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับงานปกติในฐานะวิชาชีพสื่อมวลชน นั่นคือการสื่อสารหรือรายงานเหตุภัยพิบัติและสถานการณ์ของผู้ประสบภัยให้ผู้บริโภคข่าวสารรับรู้

หากพิจารณาองค์กรสื่อมวลชนในสถานะองค์กรทางธุรกิจแสวงหาผลกำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง (ควบคู่กับฐานะ “องค์กรสื่อ” ) ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลก หรืออาจจะถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องกระทำการช่วยเหลือสงเคราะห์ ยิ่งในปัจจุบันเกิดแนวคิด CSR ขึ้นมากำชับอีก  ยิ่งทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ไม่ทราบเหมือนกันว่าองค์กรสื่อมวลชนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมแบบนี้หรือไม่? เท่าที่ดูจากข่าวในเมืองไทยไม่เห็นมี แต่ที่แน่ชัดก็คือ ยังไม่เห็นวิธีการรายงานข่าวในรูปแบบสื่อมวลชนไทย ที่องค์กรต้นสังกัดมอบหมายให้นักข่าวหอบของไปแจกชาวบ้าน แล้วก็ให้ตัวเองทำข่าวที่ตัวเองแจกของ มารายงานเป็นข่าวออกอากาศทางสถานีของตัวเอง จะเห็นได้ว่าตัวคนรายงานข่าวกับคนที่ตกเป็นข่าวนั้นคือคนๆ เดียวกัน (แต่ถ้าเราอยู่ในญี่ปุ่นก็ไม่แน่? อาจจะได้เห็นก็ได้?)

อีกกรณีก็คือการแสดงออกของเหล่าคนโด่งดังไม่ว่าจะมีอาชีพอะไรก็ตาม ทั้งคนญี่ปุ่นด้วยกันหรือคนชาติเพื่อนบ้าน นับแต่วันแรกๆ ที่เกิดหายนะ เราจะเห็นข่าวว่าคนดังหลายคนควักกระเป๋าตัวเองกันหนุบหนับ ออกเงินบริจาคช่วยเหลือเป็นเงินก้อนใหญ่หลายสิบหลายร้อยล้านบาททีเดียว จากนั้นแล้วจึงตามมาด้วยการโชว์ตัวหรือออกงานอีเว้นท์เพื่อการกุศลต่างๆ มากมาย  แต่สำหรับคนไทยที่อยู่ในสถานะเดียวกันมุ่งเน้นไปที่การจัดกิจกรรมรณรงค์รับบริจาค พร้อมกับการออกโชว์ “บอกบุญ” แฟนคลับให้มาช่วยกันลงขันทำบุญ ช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อเพื่อนร่วมโลก ไม่ว่าจะเป็นคนดังหรือคนธรรมดาก็มีสิทธิซื้อเสื้อยืดเพื่อทำบุญตัวละ 300 บาทเท่าเทียมกัน

จิตสำนึกของคนกลุ่มแรก (ไม่ไทย) นั้นออกไปในทำนอง “ข้ามาคนเดียว” อยากควักก็ควักไม่สนใจใคร  ส่วนคนกลุ่มหลังหรือพี่ไทยเราเองนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นมนุษย์แก่สังคมตามรากฐานทางวัฒนธรรมแบบ “ลงแขก”  หากจะทำอะไรคนเดียวก็จะอึดอัด หรือไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่า “โชว์ออฟ”  จึงจำเป็นต้องอาศัยจิตสำนึกแบบ “ร่วมด้วยช่วยกัน” อย่าทำคนเดียว

การรายงานข่าว

ในวันแรกๆ เราจะเห็นแต่ภาพมุมกว้างของการเกิดภัยพิบัติ  ในลักษณะ “เบิร์ดอายวิว” ของจริง เพราะถ่ายจากเครื่องบิน ภาพที่เจาะลงไปยังตัวบุคคลหรือถ่ายใกล้ๆ ไม่ว่าจะคนเป็นหรือคนตาย เห็นได้น้อยเต็มที จนอาจจะไม่มีเลยก็ได้กระมัง แม้ผ่านมาอีกระยะหนึ่งก็ยังมีลักษณะเช่นนี้ แต่มุมภาพอาจแคบลงมาบ้าง หรือไปเน้นที่ซากความเสียหาย สื่อมวลชนไทยหลายรายให้การยกย่องสื่อมวลชนญี่ปุ่นในกรณีนี้มาก ว่าไม่ได้นำภาพคนตายหรือคนสิ้นไร้แสนรันทด มาออกอากาศเพื่อเร่งเร้าอารมณ์ของคนชม

แต่การวิจารณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการวิจารณ์จากภายนอก รับทราบข่าวสารผ่านสำนักข่าวข้ามชาติเป็นหลัก ต่างจากคนในประเทศญี่ปุ่นที่อาจรับข่าวอีกชุดหนึ่งจากสื่อมวลชนท้องถิ่น เชื่อแน่ว่าต้องมีความแตกต่างอย่างแน่นอน และนอกจากนี้ เราจะเห็นถึงพัฒนาการของการนำเสนอข่าวได้ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง สำนักข่าวข้ามชาติที่เริ่มนำเสนอด้วยภาพมุมกว้าง ได้หดมุมมองของภาพให้แคบลงเรื่อยๆ สิ่งใดที่ไม่เคยเห็นก็เริ่มได้เห็น เริ่มเห็นชีวิตของคนสิ้นเนื้อประดาตัว ความเศร้าเคล้าน้ำตาของคนญี่ปุ่น เห็นห่อศพคนตายวางเรียงราย ฯลฯ  ภาพข่าวจะเปลี่ยนแปลงไปตาม “ประเด็นข่าว” ที่เปลี่ยนไป

การวิเคราะห์ข้างต้นไม่ผิดหรอก ถ้าเพียงต้องการจับประเด็นเฉพาะเรื่องจริยธรรมมาบอกกล่าวเล่าความ โดยไม่ได้นึกถึงกระบวนการงานข่าวทั้งหมด ซึ่งไม่ต่างไปจากนิยายเรื่องหนึ่ง ที่มีโครงเรื่องกำกับการลำดับเรื่องว่าตอนเปิดเรื่องควรเล่าความเแบบไหน หรือตอนปิดเรื่องควรจะจบอย่างไร

กระทรวงต่างประเทศและสถานฑูตไทยรอดตัว

นับแต่ต้นปีเป็นเรื่อยมา เกิดเรื่องร้ายๆ ในหลายประเทศ ทั้งเรื่องทางการเมืองและทางภัยธรรมชาติ ทำให้ข่าวต่างประเทศกลายเป็นข่าวหลักในวงจรข่าวสารบ้านเราติดกันหลายวัน บางเรื่องยาวนานข้ามสัปดาห์ทีเดียว ในหลายประเทศที่เกิดเหตุร้ายมีคนไทยพำนักอาศัยอยู่ด้วย ความพยายามช่วยเหลือคนไทยตามประเทศเหล่านี้ของกระทรวงการต่างประเทศเรียกเสียงก่นด่าจากคนไทยในประเทศเป็นอย่างสูงและต่อเนื่อง นับตั้งแต่อียิปต์ ไปจนถึงลีเบีย แม้แต่ที่ไครเชิร์ต นิวซีแลนด์ ซึ่งเกิดเคราะห์กรรมแผ่นดินไหว ยังโดนหางเลขไปด้วย

แต่สถานฑูตไทยที่กรุงโตเกียว พร้อมด้วยกระทรวงการต่างประเทศไทย กลับเอาตัวรอดในกรณีนี้ไปได้ ทั้งที่เวลานี้ยังตามหาตัวคนไทยไม่เจออีกร่วมร้อยคนเชียวนะ แสดงให้เห็นว่าเวลาผ่านมานานเป็นเดือนแล้ว ยังทำงานไม่ถึงไหนใช่ไหม?

เหตุจลาจลวุ่นวายในประเทศอาหรับ ทำให้คนไทยไม่พอใจความล่าช้าในการช่วยเหลือคนไทยในอียิปต์และลิเบีย ข้อกล่าวหาหนึ่งก็คือติดทำงานตามระบบราชการ ไม่ทันสถานการณ์ แต่ข้อกล่าวหาดังกล่าวหายไปในกรณีญี่ปุ่น? ทั้งนี้ผมประมวลกระแสเหล่านี้ตามการอ่านในทวิตเตอร์ เพราะถือว่าเอาเป็นการสุ่มตัวอย่างของผมเอง คนกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวกลับมีทัศนะต่อการช่วยเหลือคนไทยในญี่ปุ่นต่างไปจากคนไทยที่อื่น อย่างเห็นได้ชัดเหลือเกิน

ข้ออ้างที่ว่าในกรณีของญี่ปุ่นทั้งแผ่นดินไหว-สึนามิ จนมาจบที่เรื่องนิวเคลียร์ เป็นหายนะภัยทางธรรมชาติ ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ซ้ำร้ายยังรุนแรงสาหัส ภาพข่าวทางโทรทัศน์ก็เห็นประจักษ์ชัด โดยเฉพาะภาพมุมสูงถ่ายจากเครื่องบิน มองเห็นกันจะจะชัดแจ้ง จนทำให้คนไทยในประเทศสิ้นสงสัยในการทำหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า มีเหตุผลเพียงพอที่จะเข้าใจข้อจำกัดในการช่วยเหลือคนไทยในครั้งนี้

แต่ทว่าเป็นข้ออ้างที่ผมคิดว่ายังใช้ไม่ได้ แม้มันจริงเป็นเรื่องจริง แต่ก็เป็นแค่ปัจจัยย่อยเท่านั้น ต้องเข้าใจเสียก่อนว่ากระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยนั้นเป็นคนละเรื่องกับ “การใช้เหตุผล” (มิใช่กล่าวหาว่าไร้เหตุผลนะ) เพราะหากอ้างข้อจำกัดหรือเหตุสุดวิสัย ก็คงไม่มีมนุษย์คนไหนจะคิดได้เลยว่า ในประเทศที่มีผู้นำครองเก้าอี้มานานเป็นสิบๆ ปี จนรากงอกเกาะติดแน่นอย่างอียิปต์หรือลิเบียจะมีวันนี้ได้ ซ้ำร้ายสถานการณ์ในประเทศยังเป็นสงครามกลางเมือง เดินไปไหนก็ต้องระวังกระสุน ต่างจากภัยธรรมชาติที่มันเกิดและมีเวลาจบสิ้น มีช่วงเวลานาทีทองให้พอได้อพยพโยกย้ายคน

ปัจจัยสำคัญในการเอาชนะเสียงวิจารณ์ซึ่งพร้อมกระหน่ำได้อย่างไม่ยั้งคิดใดๆ เพราะนิ้วมือทั้งสิบที่จ่อบนแป้นพิมพ์หรือหน้าจอสมาร์ทโฟนตลอดเวลานั่นวิ่งไวกว่าความเป็นเหตุผล นั่นก็คือความเข้าใจในการทำสงครามข้อมูลข่าวสารอันทันยุคทันสมัย

หลังสึนามิสงบ สถานการณ์ยังชุลมุน ทวิตเตอร์ของสถานฑูตไทยประจำกรุงโตเกียวก็ผุดขึ้นมาให้คนเล่นทวิตติดตามรับทราบความเป็นไปของสถานการณ์ ซึ่งรวดเร็วทันเหตุการณ์ (จะว่าไปมัน “ทันใจ” มากกว่า) กว่าการติดตามข่าวกระแสหลักจากสำนักข่าวต่างประเทศ และที่สำคัญมันเป็นภาษาไทยเสียด้วย โดยไม่สนหรอกว่าเป็นข้อมูลข่าวสารจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐของรัฐบาลไทย ซึ่งปัญญาชนคนชั้นกลางมีอคติต่อข้อมูลข่าวสารชนิดนี้อยู่ก่อนแล้ว

ความฉับไวด้วยการเปิดเกมรุกด้านข้อมูลข่าวสารทางทวิตเตอร์ ได้ช่วยให้เกิด “รูระบาย” ให้คนที่กำลังอัดอั้นอยากรู้อยากเห็น ข้องใจสงสัยในการทำงานของทางการไทยว่าคืบหน้าถึงไหนแล้ว ได้ผ่อนคลายความเครียดระดับเข้มข้นลงบ้าง นอกจากนี้แล้วปัจจัยสำคัญยิ่งยวดที่ทำให้รอดพ้นการถูกตำหนิติเตียนเหมือนกรณีอียิปต์กับลิเบีย นั่นก็คือการมีตัวตนในระบบทวิตเตอร์ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นพวกพ้องเดียวกันขึ้น แม้ช่วงเวลาจะแสนสั้น แต่กลับฝังแน่นเอาการทีเดียว บัญชีทวิตเตอร์ของสถานฑูตไทยในญี่ปุ่นช่วยทำให้เขาเป็นสมาชิกของสังคมทวิตเตอร์ หรือเป็น “ทวิตพล” ด้วยกัน

เมื่อความเป็นพวกพ้องเดียวกันเกิดขึ้นเสียแล้ว จะไปด่าว่าพวกเดียวกันเองทำไม? ในเมื่อเขาแสดงให้เห็นว่าทำงานอย่างเต็มกำลังแล้ว มันได้ผลเพียงแค่นี้ก็ต้องยอมรับแค่นี้ ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะนี่คือโลก “ออนไลน์” ไม่ได้ “ออนกราวด์”

ครั้นเหตุการณ์ผ่านไปชั่วระยะ สถานีโทรทัศน์ของไทยเริ่มเดินทางไปทำข่าว โดยเฉพาะช่อง 3  นอกจากจะได้รายงานข่าวผ่านทางสถานีตามวิชาชีพแล้ว นักข่าวยังสื่อสารผ่านทวิตเตอร์อีกทางหนึ่งด้วย โดยเขาได้พบความจริงเรื่องหนึ่งว่ายังมีคนไทยที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือรับการดูแลจากรัฐบาลไทยเลย นักข่าวยังสื่อสารความคิดเห็นของตัวเองอย่างชัดเจน โดยบอกว่าสิ่งเห็นในเมืองไทยทั้งหมด เป็นเพียงการ “สร้างภาพ” ของภาครัฐเท่านั้น

แต่ก็ดูเหมือนว่าข้อเท็จจริงนี้มาล่าไปเสียแล้ว พลเมืองทวิตเตอร์ส่วนใหญ่จึงยากที่จะย้อนไปกลับคำวินิจฉัยของตัวเอง แม้อาจเข้าใจในข้อเท็จจริงที่นำมายืนยันก็ตาม แต่ก็ไม่มีทางปรับเปลี่ยนทัศนคติใดๆ ได้อีก  เพราะเห็นว่าเป็นแค่กรณีของคนที่ตกหล่นจากการช่วยเหลือเท่านั้นเอง

บันทึกไว้เพียงแค่นี้ โดยไม่มีข้อสรุปใดๆ เพิ่มเติมอีก เพราะทั้งสามประเด็นได้สรุปความในตัวเองอยู่แล้ว

Advertisements
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: