หน้าแรก > การเมือง > ผู้นำกับรสนิยมทางสุนทรียะ

ผู้นำกับรสนิยมทางสุนทรียะ

พฤศจิกายน 16, 2011 ใส่ความเห็น Go to comments

ได้อ่านเกจิท่านวิจารณ์คุณสมบัติของผู้นำประเทศเราในขณะนี้ (จดหมายจากหัวหิน ฉบับที่ 2 โดย นิวัติ กองเพียร)

…ผมพูดถึงผู้บริหารประเทศที่มาจากกรรมการผู้จัดการบริษัททางธุรกิจ ที่ไม่มีประสบการณ์ในชีวิตนอกเหนือจากงานที่ทำอยู่เลย การพูดต่อหน้าสาธารณะบอกให้ผมรู้ว่าเธอไม่อ่านหนังสือ ท่าทางการแสดงออกบอกให้รู้ว่าเธอไม่ดูหนัง เสียงของเธอไม่น่าฟังแสดงว่าเธอไม่ฟังเพลง คนคนหนึ่งคนใดจะเข้ามาบริหารประเทศด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่น่าจะเป็นคนไหนก็ได้…

หนังสิอ-หนัง-เพลง ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขแห่งความคลางแคลงใจในภาวะความเป็นผู้นำประเทศของเกจิ สำหรับท่านแล้ว แม้จะไม่บอกกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่โดยนัยยะก็คือ คนที่ไม่อ่านหนังสือ ไม่ดูหนัง และไม่ฟังเพลง จะมาบริหารประเทศ เป็นผู้นำปวงชนให้ดีได้อย่างไร?

ดูเหมือนว่าประเด็นนี้จะเป็นสมมติฐานให้ถกเถียงในวงกาแฟ และข้างแก้วเบียร์ของปัญญาชนมานานแล้ว

และก็คงจะถกเถียงกันต่อไป เพราะยากที่จะพิสูจน์ยืนยันตามแบบฉบับทางวิทยาศาสตร์  ว่า “ตัวแปรรสนิยมทางสุนทรียะ” มันมาเกี่ยวข้องกับ “ตัวแปรการปกครองคน” ในทิศทางใด?  แล้วผู้นำที่มีรสนิยมทางสุนทรียะมันเหนือกว่า “ผู้นำตีกอล์ฟ” หรือเปล่า?

สมัยที่ยังเป็นนักศึกษารุ่นใหญ่ อาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งซึ่งเป็นเลิศทางด้านภาษาและวรรณคดี ย้ำอย่างเด็ดขาดและหนักแน่นถึงองค์ความรู้ที่เป็นพื้นฐานที่ใช้ปกครองคน นั่นคือ “มนุษยศาสตร์”  หาใช่วิชาทางด้านบริหารจัดการ รัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ไม่  เพราะมนุษย์ที่จะปกครองมนุษย์ด้วยกันย่อมต้องเข้าใจถึง “ความเป็นมนุษย์”  ความซาบซึ้งกินใจหรือความเคียดแค้นชิงชังเกิดขึ้นผ่านตัวอักษรหรือเส้นสีนั้นลุ่มลึก รวมทั้งยากอธิบายแจกแจงเป็นแผนภูมิ สถิติ หรือเส้นกราฟ  นักปกครองควรตระหนักและมีสำนึกในสิ่งละเอียดอ่อน ที่ใช้ความเป็นมนุษย์เกลือกกลั้วตัดสิน

อาจารย์ได้ย้อนไปถึงระบบการสอบคัดคนเข้ารับราชการของจีนโบราณที่เรียกว่า “สอบจอหงวน”  คนที่คุ้นเคยกับหนังจีนย่อมต้องรู้จักดี บัณฑิตหนุ่มที่จะมาสอบจอหงวนเพื่อเลื่อนสถานะเป็นขุนนาง หรือเป็น “เจ้าคนนายคน”  เขาอ่านท่องตำราประเภทไหนกัน ถ้าไม่ใช่โคลงกลอนของกวีโบราณ เพราะโจทย์ในการสอบจะเป็นเรื่องของการต่อโคลงกลอน หรือให้แต่งร้อยกรองทั้งสิ้น

นอกจากนี้ในฐานะที่ท่านเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส ยังได้กล่าวถึงนายกรัฐมนตรีคนสำคัญ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม”  ซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยฝรั่งเศสด้วย หลักสูตรโรงเรียนนายร้อยสมัยนั้นนอกจากวิชาทางการทหารแล้ว ยังต้องเรียนอ่านวรรณคดีชั้นสูงของฝรั่งเศสอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการสอนให้รู้จักปกครองคนนั่นเอง

สมมติฐานนี้จะจริงเท็จแค่ไหนย่อมถกเถียงกันได้ อย่างยากจะตัดสินว่าใครถูกใครผิด เพราะมันอิงกับการรับรู้ของแต่ละคน ตามแต่แง่มุมหรือทัศนะที่ต่างกันไป เช่นในสมัยหนึ่งเรามีนายกรัฐมนตรีที่ดรออิ้งเก่งมาก วาดพอร์ทเทรตคนได้คมกริบ แต่นักการเมืองฝ่ายค้านตอนนั้นซึ่งยังหัวดำบอกว่า “ท่านชอบสร้างภาพ” 

 

Advertisements
หมวดหมู่:การเมือง ป้ายกำกับ:,
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: