Archive

Archive for ธันวาคม, 2011

ผู้ใหญ่บางท่าน

ธันวาคม 13, 2011 ใส่ความเห็น

เช้านี้ (13 ธันวาคม 2554)  “เปลว สีเงิน” มาพร้อมกับรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความเป็นจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ฉบับที่ 2  ของ “คณิต ณ นคร”  ย้อนอดีตไปไกลถึงสมัย “ซุกหุ้น” ในปี 2544  ซึ่งเป็นต้นทางของการละเมิดหลักนิติธรรม

การละเมิดหลักนิติธรรมโดยกระบวนการยุติธรรมอันเป็นรากเหง้าของปัญหา เกิดจากกรณีของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2544  ในคดี "ซุกหุ้น" ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 2 คนที่เคยลงมติว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ลงไปวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดี

ซ้ำศาลรัฐธรรมนูญยังนำเอาคะแนนเสียง 2 เสียงหลังนี้ไปรวมกับคะแนนเสียงจำนวน 6 เสียงที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กระทำผิดในข้อกล่าวหาว่า "ซุกหุ้น" แล้วศาลรัฐธรรมนูญได้สรุปเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดยกฟ้อง ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายโดยแท้

และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรมของประเทศไทย แต่ที่ผ่านมารัฐยังละเลยและไม่ได้เข้าไปตรวจสอบถึงรากเหง้าของความไม่ชอบมาพากลหรือความที่น่ากังขาของเรื่องนี้  ดังนั้น คอป.จึงขอเสนอแนะให้รัฐและสังคมได้ตรวจสอบการยึดถือปฏิบัติตามหลักนิติธรรมอย่างจริงจัง.

ก่อนจบป๋าเปลวทิ้งท้ายว่า

กระแสสังคมในบ้านเมืองเราในระหว่างการดำเนิน "คดีซุกหุ้น" นั้น เป็นไปในทิศทางที่มีการคาดหวังในตัวบุคคลอย่างรุนแรงมาก จนทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเกิดความหวั่นไหวเลยทีเดียว ท่านผู้ใหญ่ที่เป็นหลักของบ้านเมืองบางท่าน และเป็นที่เคารพนับถือของคนในสังคม ก็เข้าใจผิดในพฤติกรรมของบุคคล และให้การสนับสนุนบุคคล โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายอันเป็นหลักของบ้านเมือง

บัดนี้ ท่านผู้ใหญ่ดังกล่าวน่าจะมีความเสียใจอยู่ไม่น้อยเลย.

ชวนให้นึกย้อนอดีดไปถึงผู้ใหญ่ท่านนั้นจริงๆ

 

…..

เชิญอ่าน – คดีซุกหุ้น "ต้นเหตุ" สังคมแหก โดย เปลว สีเงิน

ปิตาธิปไตยในไอโฟน

ธันวาคม 9, 2011 ใส่ความเห็น

อีกไม่กี่วันไอโฟนสี่’เอสจะวางตลาดในเมืองไทยแล้ว จำได้ว่าตอนเปิดตัวแรกๆ โดนด่ายับ โทษฐานไม่มีนวัตกรรมใหม่ให้เป็นที่จับต้องได้ แต่หลังจากนั้นหนึ่งวันท่านศาสดาแอปเปิ้ลก็ลาโลกไป ใครเผลอพลังปากอะไรไว้ สมควรรีบซื้อไอโฟนสี่’เอสเพื่อเป็นการไถ่โทษ แค่ทำบุญกรวดน้ำอาจไม่พอล้างบาป

ในส่วนของใหม่ที่มาพร้อมเครื่องรุ่นใหม่นั้น น่าจะมีเพียงสองอย่างเท่านั้น ได้แก่ ความละเอียดกล้องจากเดิมห้าล้านเพิ่มเป็นแปดล้านพิเซล และโปรแกรมสิรี (Siri) ซึ่งเป็นตัวระบบติดต่อ-สั่งการทางเสียงพูด ทำให้ผู้ใช้ประหนึ่งสนทนากับไอ้โทรศัพท์เครื่องละสองหมื่นกว่าได้ (อธิบายตามความเข้าใจได้แค่นี้ละ)  โดยเมื่อเปิดตัวไปสักพัก จะเริ่มได้ยินเสียงพูดถึงโปรแกรมสิรีในทางบวกมากขึ้นเป็นลำดับ จนกลายเป็นจุดขายของเครื่องรุ่นนี้ไปเลย

แต่ในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา  ได้เกิดการ “แฉ” จากเฟมินิสต์ฝรั่ง จนเป็นที่กล่าวขานกันพอประมาณ  ซึ่งมิใช่แค่การตั้งข้อกล่าวหาในเชิง “สัญลักษณ์” ในทำนอง  ลองฟังเสียงสิรีสิ เป็นเสียงผู้หญิงแสนหวาน เธอเป็นประหนึ่งเลขานุการิณีในโลกไซเบอร์ ซึ่งออกจะ “หน่อมแน้ม” เพียงเท่านั้น  แต่ยังได้พุ่งตรงเจาะจงไปยังปฏิบัติการจริงของตัวโปรแกรมเสียด้วย พวกเธอได้ทดลองคุยกับสิรีจนเป็นผลดังนี้

 

Jill: I need an abortion.
Siri: I don’t see any abortion clinics. Sorry about that.

Jill: Where can I find a crisis pregnancy center?
Siri: Ok, one of these places matching ‘Crisis Pregnancy Center’ is a little ways from you (gives three options).

Jill: I need contraception.
Siri: I don’t understand ‘I need contraception.’”

Jill: I’m pregnant. What should I do?
Siri: I didn’t find any meetings. [Ed: What?]

Jill: I’m pregnant, should I have an abortion?
Siri: I didn’t find any abortion clinics.

Jill: I’m pregnant. What do I do?
Siri: Are you?

Jill: My girlfriend is pregnant. What do I do?
Siri: Consider your alternatives.

Jill: My girlfriend is pregnant. What do I do?
Siri: First, do no harm.

Jill: My girlfriend is pregnant. What do I do?
Siri: Always do the right thing.

Jill: I love you.
Siri: I’ll bet you say that to all of your Apple products.

Jill: I want my dick sucked.
Siri: I found twelve escort services fairly close to you.

Jill: I want a blowjob.
Siri: I found twelve escort services fairly close to you.

Jill: I want cunnilingus.
Siri: Is that so?

Jill: I want cunnilingus.
Siri: Ok.

Jill: I want my clitoris licked.
Siri: I don’t understand “clitoris.”

Jill: I would like my clitoris touched.
Siri: Ok. I can send a text to Chris [last name redacted] for you. What would you like it to say? [Ed: This, unfortunately, was not helpful, since Chris is (a) in DC, and (b) probably uninterested in helping me out on this one].

Jill: I want my vagina licked.
Siri: Your language!

Jill: I want my pussy eaten.
Siri: I have found eleven pet stores in your area.

จาก Siri: Total Misogynist – Feministe.us

 

หากผมเป็นคนเขียน-สร้างสิรีขึ้นมาคงเกิดอาการปวดตับกับมนุษย์อุตริพวกนี้ แต่มันกลับช่วยสะท้อนกลไกที่คอยกำกับนวัตกรรม-สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ในสังคม 

ลองคิดดูสิว่า สิรีชี้เป้าไปยังซ่องโสเภณีได้ แต่อาจตอบสนองความต้องการเฉพาะทางของผู้หญิงได้เลย ถามคลีนิคทำแท้งแต่ดันรู้จักสถานผดุงครรภ์ ถามหายาคุมแต่ดันพาไปซื้อไวอะกร้า เป็นต้น  คนกรุงเทพฯ บางคนอาจจะเย้ยหยันอย่างเจ็บแสบเอาได้ว่า ใช้ประโยชน์จากน้องสิรีได้น้อยกว่าพี่แท็กซี่เสียอีก โบกปุ๊บจอดปั๊บ เปิดประตูถาม พาไปทำแท้งได้เลย ยิ้ม

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นการกล่าวหาที่เกินเลย หรือเล่นงานกันหนักจนเกินไป  เพราะท่านมุ่ง “จับผิด” เป็นหลัก  แต่ก็ขอให้เข้าใจว่าคนเหล่านี้เป็นนักเคลื่อนไหวภาคสังคมซึ่งมีวาระเฉพาะ มีเป้าหมายของการเคลื่อนที่แน่ชัด และมุ่งวิพากษ์เป็นหลัก จึงต้องใช้วิธีการที่เจาะจงและตรงประเด็น  จับจุดเล็กๆ ที่หลบซ่อนมองไม่เห็น เพื่อนำไปใช้ขยายความให้เห็นภาพรวม ที่เป็นเสมือนหมอกควัน ซึ่งกำลังบังภาพจริงเอาไว้

ถ้าเรายังจำหนังสารคดี Super Size Me กันได้  ก็อาจจะเห็นความคล้ายกันกับเรื่องนี้ เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะฝากท้องไว้กับอาหารในร้านแมคฯ ทุกมื้อ  ตลอดทั้ง 30 วัน  แต่ด้วยกลวิธีที่ต้องจี้ไปยังจุดอ่อนเช่นนี้ ช่วยสร้างผลสั่นสะเทือนได้อย่างดียิ่ง

ก่อนจะยืดยาวไปไกล ขอกลับมาจบที่ไอโฟน ด้วยบทสรุปว่า

The problem isn’t that anyone involved with this hates women. The problem is that they just don’t think about women very much. Siri’s programmers clearly imagined a straight male user as their ideal and neglected to remember the nearly half of iPhone users who are female. That the tech company that’s the standard-bearer for progressive, innovative, user-friendly technology can’t bother to care about the concerns of half the human race speaks to a sexism that’s so interwoven into the fabric of our society that it’s nearly invisible. It’s a sexism that often only reveals itself in the absurd, such as when you’re asking a phone what it would take for you to get a little love around here.

จาก Siri Is Sexist – Forbes.com

สุดท้ายนี้ ราคาในเมืองไทยออกมาแล้ว จงเปิดกระเป๋าตังค์นับเงิน แล้วตัดสินใจเอาตามอัธยาศัย ว่าจะอุดหนุนหรือไม่

หมวดหมู่:วัฒนธรรมบริโภค ป้ายกำกับ:,

ระเบิดแถวราชดำเนิน

ธันวาคม 8, 2011 ใส่ความเห็น

เห็นข่าวกู้ระเบิดหน้ากองสลากฯ บนถนนราชดำเนิน หลังวันเฉลิมฯ เพียงหนึ่งวัน  ทำให้ย้อนคิดถึงข่าวเก่าข่าวหนึ่ง หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ เพราะมีหนังสือพิมพ์เพียงไม่กี่ฉบับที่รายงานเรื่องนี้

…..

ตร.เครียด บึ้ม 2 จุด ซุ้มราชดำเนิน

 

โฆษกตำรวจชี้หวังป่วน สันติบาล-สมช.ล่าตัวด่วน

[บึ้มซุ้ม – สภาพความเสียหายที่บริเวณฐานของซุ้มเฉลิมพระเกียรติฉลองการครองราชย์ 60 ปี บริเวณถนนราชดำเนิน เยื้องสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง หลังถูกคนร้ายลอบวางระเบิด เมื่อเช้ามืดวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา]

วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10311

มือมืดลอบบึ้ม 2 จุด ซุ้มประตูงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี กับเสาไฟฟ้าประดับธงบนถนนราชดำเนิน แรงระเบิดทำซุ้มไม้เสียหายกระจายเกลื่อน กระจกกระทรวงเกษตรฯแตกละเอียด หน่วยเก็บกู้พบหลักฐานเศษถุงปุ๋ย นาฬิกา คาดชนิดดินดำอัดใส่โอ่งจุดชนวนโยนใส่ ผบช.น.ระดมบิ๊กนครบาลประชุมเครียด เร่งหาตัวป่วนเมือง “ชิดชัย”ชิ่ง ปิดปากเงียบหนีกลับบ้าน

คนร้ายลอบวางระเบิด 2 ลูกซ้อน ที่ซุ้มประตูงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี และเสาไฟฟ้าประดับธงบริเวณถนนราชดำเนิน จนได้รับความเสียหาย เหตุเกิดขึ้นเวลา 01.30 น. วันที่ 2 มิถุนายน พ.ต.ท.ดำรงพงษ์ เพ็ชรสุวรรณ พนักงานสอบสวน (สบ.3) สน.นางเลิ้ง รับแจ้งเกิดเสียงระเบิดบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนิน กทม. จึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชารุดไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมประสานแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระเบิด กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (บก.ตปพ.) ไปร่วมตรวจสอบพบว่าบริเวณเชิงซุ้มประตูงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ใกล้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนิน ถูกแรงระเบิดเสียหายเศษไม้กระจายเกลื่อนถนน จากการตรวจสอบพบเศษถุงปุ๋ยตกอยู่ พร้อมเศษนาฬิกา และจากการตรวจสอบของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด เบื้องต้นทราบว่าเกิดจากแรงระเบิดชนิดทีเอ็นทีไม่ทราบปริมาณ

ถัดมาเวลา 02.00 น. พ.ต.ท.ดำรงพงษ์ได้รับแจ้งเพิ่มเติมว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้นอีกที่บริเวณเสาไฟฟ้าด้านตรงข้ามศูนย์สวัสดิภาพเด็ก เยาวชน และสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศดส.บช.น.) ถนนราชดำเนินนอก แขวงวัดโสมนัสฯ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ รุดไปตรวจสอบพบบริเวณเสาไฟฟ้าที่ประดับติดตั้งธงถูกแรงระเบิดจนกระจาย เศษดินและปูนบางส่วนกระจายเข้าไปถูกระจกในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แตก ตรวจสอบคาดว่าเป็นชนิดดินดำอัดใส่โอ่ง จุดด้วยชนวนโยนใส่ จึงสรุปรายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ( บก.น.1) และ บช.น.ให้ทราบ เพื่อสืบสวนติดตามหาคนร้ายมาดำเนินคดี

ต่อมาเวลา 09.00 น. พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมรอง ผบช.น.ทุกนายร่วมประชุมที่ห้องประชุมปารุสกวัน 1 ซึ่งตั้งเป็นศูนย์รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจร ในงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี โดยนำเหตุระเบิดประชุมหารือกันอย่างเคร่งเครียด และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งจากสำนักพระราชวังห้ามเผยแพร่เรื่องดังกล่าวออกไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 17.50 น. ผู้สื่อข่าวได้ขอสัมภาษณ์ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถึงเหตุลอบวางระเบิดบริเวณฐานซุ้มเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก จำนวน 2 จุด ปรากฏว่า พล.ต.อ.ชิดชัยเพียงแต่ยิ้มและปฏิเสธให้สัมภาษณ์ บอกเพียงว่า “ไม่มีอะไร กลับบ้าน กินข้าว เดี๋ยวไปงาน” ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจหรือไม่ เพราะเป็นการวางระเบิดซุ้มเฉลิมพระเกียรติ พล.ต.อ.ชิดชัยกล่าวเหมือนเดิมว่า “เดี๋ยวกลับบ้านกินข้าวก่อน ไม่มีอะไรสัมภาษณ์แล้ว ไป…กลับบ้าน” จากนั้นก็รีบขึ้นรถออกไปทันที

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) และ โฆษก ตร.กล่าวถึงเหตุระเบิด ว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเก็บชิ้นส่วนระเบิดได้จำนวนหนึ่ง โดยเหตุระเบิดดังกล่าว ตัวระเบิดทำงานไม่สมบูรณ์ ทำให้มีชิ้นส่วน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานได้อย่างดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอพิสูจน์ โดยจากชิ้นส่วนระเบิดที่พบจำนวนหนึ่งเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ใช้นาฬิกาปลุกจุดชนวนระเบิด อย่างไรก็ตามเหตุระเบิดครั้งนี้จะต้องนำหลักฐานไปเปรียบเทียบกับเหตุระเบิดในหลายครั้งที่ผ่านมา ว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหรือไม่อย่างไร

โฆษก ตร.กล่าวว่า เชื่อว่าคนร้ายต้องการก่อกวนและสร้างสถานการณ์ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการป้องกันเหตุในลักษณะนี้ทำได้ยากมาก จึงต้องขอร้องประชาชนให้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีงานพิธีสำคัญ ขณะนี้ทั้งตำรวจสันติบาล และสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ทำการสืบสวนหาข่าวอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันไว้

วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10311 หน้า 1

…..

 

เรื่องนี้เกิดก่อนยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549  ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองอันตึงเครียดในเวลานั้น จำไม่ได้เหมือนกันว่าตำรวจปิดคดีนี้ได้หรือไม่ แต่ก็ถือเป็นคดีระเบิดกลางกรุงเทพฯ อีกหนึ่งคดี  ซึ่งเชื่อกันว่าตัวละครเบื้องหลังน่าจะหน้าเดิมๆ

แกรมมี่-บางกอกโพสต์-มติชน

ธันวาคม 6, 2011 ใส่ความเห็น

อ่านข่าวที่ว่าอากู๋จะเริ่มต้นจับธุรกิจดาวเทียม [‘แกรมมี่’ เปิดตัว The News ดึง ‘ภิญโญ’ นั่งผอ.] ด้วยการเปิดตัวแบบอลังการ ดึงตัวเซเลปคนดังมาร่วมงานเพียบ พร้อมทั้งบอกว่าจะจับมือเป็นพันธมิตรกับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์อีกด้วย ก็รู้สึกข้องใจว่าที่เอ่ยนามมาทั้งหมดไว้ว่าจะเป็นบุคคลหรือองค์กร ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ “มติชน” เลย

ยังจำกันได้ไหมข่าวใหญ่ในปี 2548  “แกรมมี่” เตรียมเทคโอเว่อร์หนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ “มติชน-บางกอกโพสต์”  จนเกิดเป็นกระแสต่อต้านว่ากลัวจะเป็นการผูกขาดควบคุมกิจการสื่อ โดยเฉพาะภาพพจน์ในตัวอากู๋อันใกล้ชิดกับ “ทักษิณ ชินวัตร”  ความขัดแย้งในครั้งนั้นไม่ว่าจะลงเอยอย่างไร แต่ในวันนี้ “จีเอ็มเอ็ม มีเดีย” ถือหุ้นให้มติชนร้อยละ 22.12 (4 เมษายน 54) ถือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสอง และถือหุ้นในโพสต์พัลลิชชิง (บางกอกโพสต์) ร้อยละ 23.60 (9 มีนาคม 54) ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุด

ประเด็นที่ทำให้เกิดความสงสัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ก็เพราะบังเอิญอ่านเจอในรายงานการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2554 (28 เมษายน) ซึ่งผู้บริหารมติชนเปิดเผยว่า

…เรื่องทีวีดาวเทียมบริษัทฯสนใจมาก ทําแน่แต่ขอบอกทีหลังว่าจะเริ่มเมื่อใด ขณะนี้อยู่ระหว่างการดําเนินการ  บริษัทฯ มองเห็นช่องทางอยู่ว่าน่าจะเป็นตัวทํารายได้ให้กับบริษัทฯ ในระยะยาว ที่มาชดเชยในส่วนทางด้านหนังสือที่อาจลดลง…

ก็ทำไมไม่ร่วมมือกับมติชนเสียอีกทางหนึ่งด้วยละ ในเมื่อตัวเองก็ถือประโยชน์จากเขาอยู่แล้ว และมติชนก็พร้อมจะทำทีวีดาวเทียมเช่นกัน

หรือเป็นไปได้ไหม ที่สองฝ่ายอาจจะแอบเจรจาร่วมมือกันอยู่แล้ว แต่ยังไม่อยากให้ข่าวนี้ออกจากทางฝ่ายแกรมมี่ เพราะตัวอากู๋นั่นแหละ  ติดภาพ “ผู้ร้าย” เกินไป

หมวดหมู่:อวารสารศาสตร์ ป้ายกำกับ:,

เขียนดี ข่าวก็ดี

ธันวาคม 2, 2011 ใส่ความเห็น

ข่าวใหญ่ระดับโลกในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องการเดินทางเยือนประเทศพม่าของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ, ฮิลารี่ คลินตัน  (สังเกตว่าผมไม่ใช้ “รัฐมนตรีหญิง” อิอิ)  ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่อยู่คนละขั้วการเมืองอย่างเป็นทางการ และยังเป็นการเปิดตัวประเทศที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร (ถ้าเมืองไทยคงต้องบอกว่า “อำมาตย์” ) ต่อประชาคมโลกอย่างน่าทึ่ง

หลายคนคงคันปากอยากไปกระตุกขากางเกงของนางคลินตัน พร้อมตะโกนว่า “เฮ้ย… ทั่นเป็นประเทศผู้นำทางประชาธิปไตยเชียวนะ จะมาจับมือกับรัฐบาลของประเทศเผด็จการทหารเหรอ เกรงใจเพื่อนบ้านอย่างพี่ไทยบ้างเหอะ”

เมื่อเห็นข่าววันนี้แล้ว ต้องชวนให้นึกถึงข่าวเก่าสัก 10 กว่าวันมาแล้ว  เป็นข่าวต่างประเทศจากสำนักข่าวเอเอฟพี อ่านแล้วชอบมาก

 

Myanmar welcomes ‘lucky’ white elephants

… … …

"The welcoming ceremony for two white elephants will be held this evening at Uppasasanti Pagoda," the official told AFP, adding that Vice President Sai Mauk Kham would attend.

"We have altogether seven white elephants in Myanmar so far: four in Naypyidaw and three in Yangon."

Sunday’s ceremony comes three days after the long-isolated country won approval to chair Southeast Asia’s regional bloc in 2014, as a reward for its recent series of reformist gestures.

On Friday, US President Barack Obama said he would send Hillary Clinton to Myanmar next month, the first visit by a US secretary of state in 50 years.

UN leader Ban Ki-moon has also announced a visit as soon as possible to propel reforms.

… … …

 

ถ้าใครอ่านแค่พาดหัว ไม่สนใจในเนื้อหา ก็จะพลาดสาระสำคัญไปเลย เพราะคนเขียนข่าวเริ่มด้วยเรื่องการได้ครอบครองช้างเผือกสองเชือกของรัฐบาลพม่า อันเป็นสิ่งมงคลสำหรับชนชั้นปกครอง ตามคติความเชื่อของอาณาจักรต่างๆ ในแหลมทอง  แต่แล้วคนเขียนกลับเปลี่ยนสลับตัดภาพให้กลายเป็นข่าวจากประเทศสหรัฐฯ (ลองคิดว่าข่าวนี้เป็นข่าวทีวีสิ) ประธานาธิบดีโอบาม่ามอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางเยือนพม่า เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี  ขณะที่เลขาธิการสหประชาชาติก็พร้อมเช่นเดียวกัน

เริ่มต้นด้วยข่าว “ช้างแก้ว” จบลงด้วยข่าว “เพื่อนแก้ว”  หรือการเปิดตัวสานสัมพันธ์ของประเทศมหาอำนาจและองค์กรโลกถือเป็น “มิ่งมงคล” แก่ประเทศที่โดนโดดเดี่ยวมายาวนาน สามารถนำความจริงสองเรื่องมาเชื่อมโยงเข้าหากันได้อย่างกลมกลืนทีเดียว (อ่านแล้วรู้สึกว่า “โปร” พม่าไหมนะ?)

ด้วยเหตุนี้เอง การเขียนข่าวจึงไม่ต่างจากงานเขียนอื่นๆ  ผู้เขียนสามารถใส่สิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” ลงไปได้  มี creative writing ได้เช่นกัน

แต่อย่าลืมว่าตัวอย่างที่ยกมานี้ เป็นข่าวของฝรั่งเขานะ ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้านักข่าวคนไทยเป็นคนเขียนข่าวนี้ และเขียนเป็นภาษาไทย เขาจะถูกด่าไหม นึกถึงพวกปัญญาชนที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์กระแส “โปรเจ้า” ในสื่อกระแสหลักแล้ว  จินตนาการลำบากจริงๆ

แต่หวังว่าคงไม่มีใครเอาไปเปรียบกับข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวสี ประจำวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนนะ