Archive

Archive for พฤษภาคม, 2013

ประชาธิปไตยอันล่วงละเมิดมิได้

พฤษภาคม 27, 2013 ใส่ความเห็น

somsakj

น่าสนใจความคิดของเสด็จพ่อ “สมศักดิ์ เจียม” ข้างล่างนี้นะครับ  แปลกใจเหมือนกันที่เห็นแกคิดแบบนี้ ขอบันทึกไว้ก่อน:

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
April 22
(ต่อเนืองจากกระทุ้ “ยุว ปชป ออกแบบ อนุสาวรีย์ ปชต ใหม่” ข้างลางนะครับ)

จริงๆ ผมท้าเลย ท้าให้ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะคุณกรณ์ (ที่พูดว่าการออกแบบใหม่ เป็นอะไรที่ “น่าสนใจ”)

ให้อย่าทำเป็นแค่เป็น exercise ของเยาวชนของพรรคเลยครับ ชูเป็นนโยบายพรรคเลยครับ

ว่า ปชป จะรื้ออนุสารีย์ ประชาธิปไตยออก แล้่วสร้างอนุสาวรีย์อะไรสักอย่างเพื่อเชิดชูราชวงศ์จักรี แทน

เอาเลยครับ

[https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/491045457615405]

…………………………………………………….
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล shared เจเจ สาทร’s photo.
April 22

ผมไม่แน่ใจว่า เรื่อง “ออกแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยใหม่” ของ “ยุว ปชป” นี่ซีเรียสแค่ไหนนะ แต่แค่เป็นการ exercise ก็นับว่า แย่ แล้ว คือ ทั้งไร้สาระ และโง่มากๆ

คนทีเป็น “ผู้ใหญ่” ในพรรค ไม่รู้ว่า ไฟเขียว ไอเดียนี้ แต่แรกได้ยังไง

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ ที่ “บันทึก” การเปลี่ยนแปลงการปกครองและคณะราษฎร (คงไม่ต้องอธิบายว่า องค์ประกอบต่างๆของอนุสาวรีย์ถูกสร้างให้สะท้อนเรื่องราวของคณะราษฎร ยังไง)

หรือ ประชาธิปัตย์ ต้องการให้กลับไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ? ถ้าต้องการแบบนั้น ก็บอกกันมาตรงๆ

สรุปแล้ว เป็นเรือง STUPID, IDIOT มากๆเลยครับ

[– https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/491043577615593%5D

งานข่าวภาคสนาม

พฤษภาคม 26, 2013 ใส่ความเห็น

งานของนักข่าวภาคสนาม หรือที่ผมชอบเรียกว่า “นักข่าวรากหญ้า” เพราะว่าทำหน้าที่อยู่ส่วนปลายล่างสุดของสายพาน “งานข่าว” แต่กลับเป็นงานที่มีเสน่ห์ จนหลายต่อหลายคนไม่อยากทิ้งไป แม้จะได้รับเลื่อนชั้นเป็นหัวหน้าก็ตาม

ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากไปนั่งจับเจ่าอยู่ในสำนักงานหรืออาคารออฟฟิศ ในภาคสนามก็มีออฟฟิศเหมือนกัน แต่ละหน่วยงานที่เป็นจุดรวมหลักของนักข่าวภาคสนาม แม้ในม็อบก็จัด “ห้องทำงานนักข่าว” ไว้ให้ มันก็กึ่งออฟฟิศดีๆ นั่นละ บางที่ห่วยกว่าสำนักงานของตัวเองเสียอีก

บรรยากาศงานข่าวภาคสนามต่างหาก ในห้องนักข่าว คนข่าวภาคสนามได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆ จากสำนักงานอื่นๆ เป็นการทำงานร่วมกับ “เพื่อนร่วมอาชีพ” มากกว่าทำงานร่วมกับ “เพื่อนร่วมงาน”

หมวดหมู่:อวารสารศาสตร์ ป้ายกำกับ:

เธอเล่าเรื่อง

พฤษภาคม 22, 2013 ใส่ความเห็น

Jane

หัวค่ำของวันทำงานสุดท้ายก่อนหยุดสงกรานต์ จังหวะจะโคนจากเสียงดนตรีลากตัวเราให้เข้ามาในบาร์แห่งนี้ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในสองของย่านที่มีวงดนตรีบรรเลงสด เป็นวงดนตรีวงใหญ่ประกอบเครื่องเป่า เล่นเพลงทั่วทุกยุคที่จัดว่าฮิต ยั่วเย้าอารมณ์คึกคักดีเหลือเกิน จากเริ่มต้นด้วยเบียร์เย็นๆ ต้องขอเปลี่ยนเป็นวิสกี้ดุๆ แทน

และด้วยเป็นคนไทยเพียงคนเดียวในนั้น เธอจึงเดินเข้ามาหา ชวนพูดคุย แต่จะเรียกว่าเป็นการสนทนาก็กระไรอยู่ เพราะเธอเป็นคนเล่า เราพยักหน้ารับเป็นหลัก

“ตอนนั้นโบกแท็กซี่ไปที่โพไซดอน เขาว่ามีงานแคชเชียร์ แต่พอไปถึงเขาบอกไม่มีหรอก อย่างเธอต้องมาเป็นหมอนวด หนูไม่เอา กลับมานั่งร้องไห้ เพราะเราไปไหนไม่เป็น คนขับแท็กซี่เขาสงสารเลยบอกว่าจะพาไปหางาน ที่เดียวกับหลานสาวของเขา แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว มีฝรั่งเลี้ยงดู เขาก็พามาที่นี่แหละ มาทำงานเป็นเพื่อนนั่งดื่มกับแขก”

พอเริ่มดึกแขกเริ่มหนาตา ทั้งฝรั่งทั้งตี๋ รอบโต๊ะพูลเดินกันวุ่นวาย มีบาร์เกิร์ลคอยดูแลแทคแคร์ วงดนตรียังเพลิดเพลินกับเพลงฮิตต่อไป ช่วงนี้ยังเป็น “แฮปปี้อาว” ราคาค่าดื่มของลูกค้าถูกกว่าปกติ

“ช่วงนี้กลางวันเป็นลูกมือร้านเสริมสวย ทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้ายันบ่ายสอง แล้วก็มาร้านให้ทันร้านเปิดตอนบ่ายสี่ เลิกงานประมาณตีสาม ทำทุกวันไม่มีวันหยุด ถ้าใครขาดงานโดนปรับวันละพัน อย่างช่วงสงกรานต์นี้ก็ไม่มีหยุด ยิ่งต้องมาเลย”

แขกฝรั่งทั้งหมดเป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน บ้างก็เลยวัยนั้นแล้ว บางคนพาเมียไทยมาทานข้าวก็มี เราจึงได้ฟังเพลงหลากหลายย้อนไปไกลถึงคลิฟ, เอลวิส, เดอะบีเทิล ฯลฯ จนกระทั่ง “ซมซาน”  ที่เรียกความสนใจจากเด็กเสิร์ฟและบาร์เกิร์ล ให้ออกลีลาท่าทางพร้อมโห่ฮาอย่างสนุกสนาน ทุกคนยิ้มแย้ม

“ตอนนี้กลับบ้านไปหาลูก ก็ไม่มีบ้านแล้วนะ ต้องเปิดโรงแรมนอน พ่อกับแม่เขาเลิกกันแล้ว ต่างก็ต่างอยู่ พ่อไปอยู่บ้านเมียใหม่ เราจะไปนอนบ้านเขาก็ไม่สะดวกใจ แค่เขาให้ลูกเราอยู่ก็ดีแล้วละ หนูฝากลูกไว้กับพ่อ จ้างพ่อเลี้ยงนั่นแหละ เลิกกับแฟนมาสิบปีได้แล้วมั้ง อยู่ด้วยไม่ไหว ขนาดหนูท้องมันยังซ้อมเอาเงิน ตอนนี้เขาให้ออกจากราชการไปเรียบร้อยแล้วละ”

หนุ่มใหญ่วัยตั้งต้นเกษียณ แต่ท่วงท่ายังดูผึ่งผาย ซึ่งนั่งดื่มอย่างสนุกสนานอยู่โต๊ะข้างๆ โผล่ผลุนไปหน้าเวที แปลงตัวเป็นนักร้องกับเขาบ้าง  “อีฟทูมอโร่เนเวอร์คัม” ดังกังวานเต็มเสียง และบาดหัวใจ… ถ้าไม่มีเช้าวันพรุ่งนี้ละ…

หมวดหมู่:เรื่องส่วนตัว

ย้อนอดีตนักวิชาการสันติประชาธรรม

พฤษภาคม 19, 2013 ใส่ความเห็น

ย่อยกลับไปหาอะไรเก่าๆ อ่าน และได้ทดสอบฟังก์ชั่น Reblog ของ WordPress ด้วย (เพิ่งเห็น)

thanaitime

ถึงเวลานำประเทศกลับสู่ระบบนิติรัฐ

ยุติการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร

ผู้นำทุกฝ่ายต้องควบคุมมวลชนของตนให้ตั้งอยู่ในความสงบและปราศจากอาวุธ

View original post 69 more words

หมวดหมู่:การเมือง

ตั้งเฟรนด์ออฟมติชนต้านกลุ่มทุนครอบกอง บ.ก. – แฟ้มข่าว

พฤษภาคม 7, 2013 ใส่ความเห็น

วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน 2006 เวลา 00:00 น.

…………………………………………………..

 

ผู้อ่านเทกำลังใจ-ศิษย์เก่า

นักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อมวลชน จับมือตั้งกลุ่ม เฟรนด์ ออฟ มติชน หวัง รักษาสื่ออิสระ ปราศจากการครอบงำของกลุ่มทุน – การเมือง พร้อมเชิญชวนลงชื่อผ่านเวบ ไซต์ http://www.thaisolidarity.org ต้านกลุ่มทุนการเมือง ขณะที่สมาคมนักข่าวฯ เตรียมจัด เสวนาระดมความเห็นเสรีภาพสื่อมวลชนยุคกลุ่มทุนการเมืองครอบงำ ด้านความเคลื่อน ไหวในมติชน ตั้ง”พิเชียร คุระทอง” เป็นโฆษก ยืนยันคงความเป็นอิสระของ บ.ก. เผยมีผู้อ่าน เทกำลังใจเชียร์ ศิษย์เก่ามติชนมอบหุ้น “ขรรค์ชัย บุนปาน” หวังเพิ่มสัดส่วนหุ้นสู้แกรมมี่ นัก กฎหมายหารือผู้ประกอบการสื่อ ศึกษารูปแบบคุ้มครองอิสระการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร

นางสาววิภา ดาวมณี อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรัง สิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการรวมพลังระหว่างนักวิชาการ ภาคประชาชน แฟนพันธุ์แท้มติชน ตลอดจนกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ก่อตั้งกลุ่ม เฟรนด์ ออฟ มติชน (Friend of Matichon) เพื่อเรียกร้องให้มติชนเป็นสื่ออิสระปราศจาการครอบงำจากกลุ่มทุน และอำนาจทางการเมือง เนื่องจากการเข้ามาซื้อหุ้นของกลุ่ม จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่นั้น หลายฝ่ายคิดว่าไม่ใช่การลงทุนแบบปกติทั่วไป แต่เชื่อว่าน่าจะมีอำนาจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ประชาชนในฐานะ ผู้บริโภคสื่อจะได้รับผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในครั้งนี้

“การเทกโอเวอร์ธุรกิจสื่อ ไม่เหมือนการซื้อขายธุรกิจทั่วไปๆ เพราะสื่อต้องรับ ผิดชอบต่อสังคม การเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ โดยที่ผู้ก่อตั้งมติชนไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดยเอาเงินมา เป็นตัวตัดสินนั้น แกรมมี่จะต้องอธิบายถึงอุดมการณ์ในการทำสื่อที่มีอุดมการณ์ให้ชัดเจน”

นางสาววิภากล่าวและว่า สังคมเข้าใจว่าเครือแกรมมี่มีความเชื่มอโยงกับพรรครัฐบาล จาก กรณีซื้อหุ้นลิเวอร์พูล หลังจากนายกฯ มีความต้องการซื้อหุ้นลิเวอร์พูล และได้ให้แกรมมี่เข้า มาดำเนินการต่อในที่สุด ความเคลื่อนไหวที่จะดำเนินการในส่วนแรก คือการเปิดให้ประชาชน และผู้สนับสนุนความเป็นอิสระของหนังสือพิมพ์มติชน เข้าไปแสดงความคิดเห็น ในเวบไซต์ http://www.thaisodarity.org โดยจะมีป็อปอัพให้คลิกเข้าไปร่วมลงชื่อได้

ขณะนี้ได้ มีนักวิชาการ และประชาชน ผู้ทรงคุณวุฒิในสังคม เข้าร่วมลงชื่อแล้ว ได้แก่ นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายวิทยากร เชียงกูร นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นางสาวรสนา โตสิตระกูล นาย พิเชียร อำนาจวรเสิรฐ นายอนุสรณ์ ศรีแก้ว นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ นางสาวนิตินันท์ ยอแสงรัตน์ ฯลฯ ขณะเดียวกันทางกลุ่มได้เตรียมประสานเครือข่ายต่างๆ ซึ่งมีทั้งเครือข่าย ภาคประชาชน นักวิชาการต่างๆ ผู้ใช้แรงงาน เพื่อแสดงจุดยืน จาทุกส่วนของสังคม ให้เห็นว่าความมีอิสระของสื่อจำเป็นต้องคงไว้ เพื่อเป็นความต้องการของประชาชน

โดยในวันเสาร์ ที่ 17 ก.ย.นี้ กลุ่มเฟรนด์ ออฟ มติชน จะมีการระดมสมองที่ ศูนย์ศึกษาวิภาวดี มหาวิทยาลัยรังสิต อาคารทีเอสที ถ.วิภาดีฯ 9 ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น เพื่อแสดงความคิดเห็น ตลอดจนหามาตรการเพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นสื่อ อิสระ เนื่องจากมติชน เป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพ เคียงข้างประชาชนมาโดยตลอด

นางสาววิภา กล่าวต่อว่า ทางกลุ่มต้องการสื่อสารให้สังคมเล็งเห็นผลเสียของ กลุ่มสื่อ ที่มีกลุ่มทุนเข้ามาเกี่ยวข้องในธุรกิจ ซึ่งมีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ เนื่องจากสื่อ สารมวลชนต้องมีอิสระ เสรีภาพ ในการนำเสนอข้อเท็จจริง ให้สังคมรับรู้ความเป็นไปของ สังคม ดังนั้นสังคมจึงควรสะท้อนอุดมการณ์ความเป็นสื่อเพื่อประชาชนไว้ เนื่องจากที่ผ่าน มาได้สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์กรณีไอทีวี ที่ถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนการเมือง โดยในที่สุดชัดเจนว่าได้กลายเป็นบริษัทของกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจใน ครอบครัวของตระกูลชินวัตร

 

สมาคมนักข่าวฯ ระดมสมองกู้เสรีภาพสื่อ

อย่างไรก็ตามในวันนี้ (พฤหัส 15 ก.ย.) เวลา 10.00 น. สมาคมนักข่าวนัก หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ขอเชิญสื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ เข้าร่วมฟังการเสวนาใน กิจกรรม ราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 22 ประจำปี 2548 หัวข้อ “มองปรากฏการณ์ แกรมมี่ ซื้อ หุ้นโพสต์-มติชน ธุรกิจการเมือง และเสรีภาพสื่อมวลชน?” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือ พิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน ตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ วิทยากรร่วมเสวนาประกอบด้วย นายมานิจ สุขสมจิตร อดีตประธานสภาการ หนังสือพิมพ์แห่งชาติ ดร.พันธ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ดร.เจษฎ์ โทณวนิก คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และนายพิภพ ธงไชย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย

ด้านความเคลื่อนไหวในมติชน วานนี้(14 ก.ย.) นายพิเชียร คุระทอง บรรณาธิการอำนวยการ หนังสือพิมพ์มติชน ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นโฆษกเพื่อสื่อสารกับสาธารณชน ซึ่งนายพิเชียร กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (14 ก.ย.)ได้มีผู้อ่านและประชาชนจำนวน มากโทรศัพท์และส่งแฟกซ์เข้ามาแสดงความเห็นใจ นอกจากนี้ยังได้มีศิษย์เก่ามติชน นางนิตินันท์ ยอแสงรัตน์ ได้นำหุ้นเข้ามามอบให้นายขรรค์ชัย บุนปาน เพื่อแสดงเจตจำนงค์เพิ่ม สัดส่วนการถือหุ้นให้มติชน และมีอดีตพนักงานซึ่งถือหุ้นมติชนหลายพันหุ้น โทรศัพท์เข้า แสดงเจตจำนงค์ ที่จะร่วมประชุมผู้ถือหุ้น และอยู่ฝ่ายข้างนายขรรค์ชัย

วันเดียวกันนายขรรค์ชัย ได้เรียกประชุมผู้บริหารหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนทั้ง หมดเพื่อชี้แจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในมติชน ขอให้พนักงานทุกคนมีขวัญ และกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนต่อไป

 

กลุ่มทุนเทกโอเวอร์ผูกขาดอิสระสื่อ

แหล่งข่าวจากนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่าการเข้าไปซื้อหุ้นมติชน ของ นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ผ่านบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย โดยตั้งเป้าหมายไว้สูง 75% เป็นการเข้าไปเทกโอเวอร์แบบล้ำลึก โดยไม่ผ่านการเจรจากับผู้ก่อตั้งที่เป็นผู้ถือหุ้นหลัก แม้ว่าการเข้าไปถือหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯจะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ก็ ตาม จึงมีข้อสงสัยถึงวัตถุประสงค์ของการเข้าไปซื้อหุ้นในครั้งนี้ เพราะภาพลักษณ์ของหนังสือพิมพ์มติชน เป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล ทำให้สามารถถูกมองเป็นเรื่องการเมืองได้

การเข้าไปซื้อกิจการสื่อของกลุ่มทุน จะทำให้บทบาทของสื่อมวลชนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะ สื่อหนังสิ่งพิมพ์ ที่ต้องอาศัยความเป็นอิสระ ความเป็นกลางเพื่อนำเสนอข้อมูลต่อ ประชาชน นอกจากนี้การซื้อกิจการของกลุ่มทุนในสื่อจะส่งผลกระทบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าว สารของประชาชน ทั้งสิทธิการรับรู้ข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง รวมทั้งทำให้เกิด อำนาจผูกขาดด้านสื่อ และข้อมูลข่าวสาร

“การที่สื่อไม่สามารถเป็นกลาง หรือทำหน้าที่ได้ เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เพราะสื่อทำหน้าที่แทนประชาชนด้านการตรวจสอบ หากขาดจุดยืนในส่วนนี้ไป สื่อก็จะขาดความน่าเชื่อ ถือ และจะส่งผลกระทบต่อยอดขาย และธุรกิจในอนาคต” แหล่งข่าวกล่าว

การที่กลุ่มทุนอย่างแกรมมี่ อ้างว่าต้องการเข้าไปลงทุนในเครือมติชน เพื่อวัตถุประสงค์ใน การทำธุรกิจนั้น ต้องดูว่าเป็นการเข้าไป Monopoly หรือเปล่า และเป็นการผูกขาดโดยกลุ่ม ทุนที่มีเบื้องหลังหรือไม่ การที่กลุ่มทุนจะเข้าไปถือหุ้นธุรกิจสื่อ จะต้องเข้าใจรูปแบบการทำงานของสื่อด้วยว่าต้องมีความเป็นอิสระสูงในการเสนอข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นธุรกิจสิ่งพิมพ์ไม่ น่าจะกลุ่มที่ทำกำไรได้ดีเมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ ที่แกรมมี่ดำเนินการอยู่

 

ศึกษากฎหมายลูกมาตรา41 คุ้มครองสื่อ

แหล่งข่าวนักวิชาการด้านกฎหมาย กล่าวว่า ขณะนี้นักวิชาการด้านกฎหมาย กำลังศึกษาโมเดลกฎหมายที่เป็นมิติด้านความเป็นอิสระ และแนวทางการคุ้มครองนักข่าวจากประเทศสหรัฐ ฝรั่งเศส และเยอรมัน แต่หลังเกิดกรณีกลุ่มทุนแกรมมี่ซื้อกิจการหนังสือพิมพ์เครือมติชน ทำให้ต้องเร่งศึกษาโมเดลสัดส่วนการถือครองหุ้นสื่อของกลุ่มทุนที่เหมาะ สมด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการครอบงำสื่อ

ที่ผ่านมากลุ่มนักวิชาการไม่ได้มองประเด็นนี้ เป็นประเด็นหลักในการเร่งศึกษา เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์กลุ่มทุนเข้ามาซื้อหุ้นสื่อเร็วขนาดนี้ หลังจากเกิดกรณีกลุ่มชินฯ ซื้อหุ้นไอทีวี โดยในสัปดาห์หน้าจะเชิญผู้ประกอบการกลุ่มสื่อ นักวิชาการด้านสื่อ และนัก ข่าว มาพูดคุย เพื่อศึกษาข้อมูล และรวบรวมนำเสนอสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

ปัจจุบันหากพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับความเป็นอิสระของสื่อ คือ มาตรา 41 ที่ว่าด้วย พนักงาน หรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุ กระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าว และแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของ รัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ

ทั้งนี้กรณีที่กลุ่มทุนเข้าไปซื้อกิจการสื่อด้วยสัดส่วนสูง เป็นไปสูงว่ากลุ่มทุนจะ เข้ามากำหนดทิศทางการนำเสนอข่าวสาร และเกิดการครอบงำ แต่ขั้นตอนการพิสูจน์เรื่อง ความเป็นอิสระในการเสนอข่าวสารในประเทศไทย เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก และหากมีการฟ้องร้องกันในศาล ก็มักไม่นำเอากฎหมายรัฐธรรมนูญมาตีความ

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า แนวทางการคุ้มครองสื่อให้มีความอิสระด้านการนำเสนอ อาจจะต้องพิจารณาจัดทำกฎหมายลูกของมาตรา 41 ที่จะมาช่วยคุ้มครองแรงงานในกลุ่มนี้ รวมทั้งกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นที่เหมาะสมของกลุ่มทุนในสื่อ

 

 

ที่มา: http://bit.ly/YBEILt

หมวดหมู่:การเมือง ป้ายกำกับ:, ,

ว่าด้วยปัญหาสมองเล็ก/หน้าอกใหญ่: จากตั๊กถึงสังคมไทย – แฟ้มข่าว

พฤษภาคม 6, 2013 ใส่ความเห็น

Tuk%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
http://www.thairath.co.th/content/ent/259375

กรณีคุณบงกช คงมาลัยคอมเมนต์ต่อการเสียชีวิตในคุกของอากงอย่างเลือดเย็นนั้น เอาเข้าจริงเราพบเห็นได้บ่อยครั้งระยะหลังนี้ มันเป็นเรื่องของดารา/เซเล็บ ผู้มีชื่อเสียงในวงสังคม แสดงทรรศนะอนุรักษ์นิยมกระแสหลักแบบเห่ย ๆ ไร้เดียงสา ไม่คิด ไม่่รับผิดชอบ ออกมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เขาได้รับรู้เรียนรู้กล่อมเกลามาจากระบบการศึกษาและสื่อมวลชนหลักตลอดช่วงชีวิตของเขา ว่าที่ถูกที่ดีเป็นอย่างนี้ ที่ผิดที่เลวเป็นอย่างนั้น เขาก็บ้วน/อ้วกมันออกจากท้องผ่านริมฝีปาก/ปลายนิ้วมาคืนให้สังคมเท่านั้นเอง จริง ๆ แล้วถ้ามีแรงสำรวจคอมเมนต์ตามเฟซบุ๊คไทย ๆ ทั้งหมด ก็คงมีการแสดงโวหารและความ “ห้าวหาญ” แบบนี้เต็มไปหมดจนนับไม่ถ้วน

แต่การแสดงบ้วน/อ้วกสามัญสำนึกกระแสหลักคืนมาให้สังคมของคนอื่นไม่กลายเป็นข่าว ที่ของคุณบงกชเป็นข่าวก็เพราะแกเป็นดารา/เซเล็บ (the author function) แค่นั้นเอง

และที่แกเป็นดารา/เซเล็บ ส่วนสำคัญก็เพราะหน้าอกหน้าใจอันใหญ่โตสมบูรณ์ของแก…..

เอาเข้าจริงนี่เป็นเรื่องน่าเห็นใจ มันอาจเป็นพรสวรรค์ที่ช่วยให้เธอโด่งดังในวงการแสดง แต่มันก็อาจเป็นคำสาปแช่งในทางกลับกันได้ ผมนึกถึงดาราดาวยั่วอีกคนหนึ่งซึ่งโผล่ออกมาในวงการช่วงสั้น ๆ ด้วยเหตุผลสำคัญคือหน้าอกขนาดใหญ่โตมโหฬารของเธอ ผมเคยดูรายการเกมโชว์ที่เธอได้รับเชิญไปร่วมแข่งขัน ปรากฎว่าตลอดรายการนั้นเธอถูกทักถูกล้อถูกแซวจากโฆษกและเพื่อนร่วมรายการไม่เว้นวาง และทุกคนพูดกับ “หน้าอกของเธอ” ไม่ใช่ตัวเธอ ราวกับเธอซึ่งเป็นมนุษย์ครบ ๓๒ ถูกลดทอนลงเหนือแค่นมใหญ่โต ๒ เต้าเท่านั้นเอง ไม่มีใครเห็นส่วนอื่นในความเป็นมนุษย์ของเธอ ไม่ว่าสติปัญญา ความคิด ความรู้ ความรู้สึก ภูมิหลัง ประสบการณ์ชีวิต ฯลฯ เห็นแต่นมสองเต้าของเธอเท่านั้น

พวกเขาทำกับเธอไม่เหมือนคน แต่เหมือนนมมีชีวิต/วัตถุแห่งการบำบัดความใคร่ทางตาเท่านั้น

ในที่สุด เรื่องทั้งหมดจึงเกี่ยวอยู่แหละครับ แต่แบบอ้อม ๆ กับขนาดของสมองและหน้าอกของคุณบงกชและพวกเราในสังคมไทย

สิ่งที่ต้องคิดเพื่อช่วยกันแก้จึงไม่ใช่แค่สามัญสำนึกกระแสหลักแบบอนุรักษ์นิยมที่ activate ให้เราพูดแบบไม่เฉลียวคิดและทำร้ายกันและกันอย่างเชื่อว่าถูกต้องดีงามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมการลดทอนความเป็นมนุษย์ลงเหลือแค่นมสองเต้าด้วย

หมวดหมู่:การเมือง