Archive

Archive for the ‘การเมือง’ Category

กำเนิด “ชินวัตร”

พฤษภาคม 13, 2014 ใส่ความเห็น

สักสองสามเดือนก่อน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่จู่โจมเข้าใส่รัฐบาลชินวัตร เกิดงานเขียนที่ว่าด้วยกำพืดของตระกูล "ชินวัตร" ขึ้นมาหลายชิ้นหลายสำนวน มีการส่งต่อหรือแชร์กันอ่านในโลกอินเตอร์เน็ทมากมาย

งานเขียนของบัณรส บัวคลี่ นักเขียนประจำผู้จัดการ คนเมืองเชียงใหม่เฉกเช่นคนตระกูลชินวัตร ดูน่าสนใจที่สุด เพราะติดตามหรือเขียนเรื่องนี้มานาน

บัณรสบอกว่า จากครอบครับชาวจีนแคะ "แซ่คู"  คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีเปลี่ยนมาใช้นามสกุล "ชินวัตร" ก็คือ พ.อ.พิเศษ ศักดิ์ ชินวัตร

 

แซ่คูนี่เป็นแซ่เฉพาะของพวกฮากกา จีนกลุ่มอื่นไม่มีแซ่นี้ คำถามคือ แซ่คู เมื่อเปลี่ยนเป็นไทยไม่เปลี่ยนเป็นนามสกุลให้มีคำว่า คู เช่น คูนะวัตร สาคูสกุล หรืออะไร คูๆ ซะล่ะ อันนี้มีคำอธิบายตามหลักภาษา

"แซ่คู" เป็นการเรียกตามสำเนียงแต้จิ๋วหากเป็นสำเนียงจีนกลางใช้ "แซ่ชิว"

“ชิว" เป็นคำจีนกลาง คนตั้งนามสกุลคงจะใช้รากศัพท์คำนี้มาแปลงเป็นแขกเพื่อให้ไฮโซมโหระทึกขึ้น….

แปลงไปแปลงมาได้เป็น ชินวัตร !

อันนี้ต้องยกนิ้วให้เพราะตั้งได้ดี กล่าวคือมีพยางค์ “ชิ” บวกกับ “วะ” อันเป็นของเดิมซ่อนอยู่ในเครื่องทรงใหม่แบบแขกบาลี ฟังดูแหมผู้ดีมีตระกูลไม่เหลือเค้าเดิม

ซึ่งต้องยกความดีให้กับลุงของทักษิณคือ พ.อ.พิเศษ ศักดิ์ ชินวัตร ซึ่งรับราชการเป็นทหารและมีลูกชายเป็นทหารสืบต่อ (อุทัย ชัยสิทธิ์) แล้วก็เป็นคนตัวตั้งตัวตีเปลี่ยนนามสกุลแซ่คูให้คนในตระกูลเปลี่ยนมาใช้ตามทั้งหมด

คูชุ่นเส็ง อพยพครอบครัวจากเมืองจันทน์ไปถึงเชียงใหม่เมื่อพ.ศ. 2451 ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 อันนี้ชัดเจนเพราะเป็นบันทึกจากปากคำของนายเชียง ลูกชายนายเส็งเป็นหลักฐานที่เชื่อได้ แต่เรื่องมาอยู่เมืองไทยเมื่อไหร่ เกิดที่ไทย หรือเกิดกวางตุ้งอันนี้ไม่ชัดเจน

ตำนานตระกูลชิน ฉบับตีความ (1)

 

แต่ทว่ากำเนิดแท้จริงของ "ชินวัตร" นั้น เมื่อไหร่กันแน่? บัณรสได้สมมติฐานไว้กว้างๆ

 

ตระกูลชินวัตรเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่บัดนั้น เปลี่ยนนามสกุลแซ่ คู มาเป็นชินวัตร เพราะลูกชายชื่อศักดิ์ไปรับราชการเป็นทหาร การเปลี่ยนนามสกุลเป็นชินวัตรคงประมาณหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เล็กน้อย

ตำนานตระกูลชิน ฉบับตีความ (4)

 

หากพิจารณจากเอกสารชั้นต้น แสดงคำร้องขอจดทะเบียนนามสกุล "ชินวัตร" กระทรวงมหาดไทยทำหนังสือแจ้งกลับคณะกรมการจังหวัดเชียงใหม่ อนุมัติให้ "นายเซียง คูซุ่นเส็ง" จดทะเบียนนามสกุลชินวัตรได้ ในวันที่ 11 ตุลาคม 2481  ก็ถือว่าอยู่ในช่วง "หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เล็กน้อย" ตามที่คุณบัณรสคาดไว้พอดี

ทั้งนี้ ในวันที่ 24 กันยายน 2481 พระยาอนุบาลพายัพกิจ คณะกรมการจังหวัดเชียงใหม่ ทำหนังสือราชการถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่อง “นายเซียง คูซุ่นเส็ง ขอเปลี่ยนนามสกุลเป็น “ชินวัตร”” แจ้งว่า คณะกรมการอำเภอสันกำแพงส่งคำร้องของนายเซียง คูซุ่นเส็ง ขอเปลี่ยนนามสกุลจาก “คูซุ่นเส็ง” เป็น “ชินวัตร”  ทางจังหวัดได้ตรวจสอบกับทะเบียนนามสกุลแล้ว ไม่ปรากฎว่าพ้องกับนามสกุลคนอื่น และยังได้ออกประกาศเพื่อให้ผู้ไม่เห็นด้วยคัดค้านเป็นเวลา 15 วันแล้ว หามีผู้ใดคัดค้าน จึงเห็นควรให้นายเซียง คูซุ่นเส็ง เปลี่ยนนามสกุลได้ตามคำร้อง

 

ต่อมา "ชินวัตร" ได้กลายเป็นนามสกุลของนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 และ 28   และยังบอกไม่ได้ว่า จะมีคนที่สามอีกต่อไปหรือไม่

 

– หจช. มท.5.4.2/118 ข้าราชการและราสดรจังหวัดเชียงใหม่ ขออนุญาตเปลี่ยนแก้นามสกุลและจดทะเบียนนามสกุลใหม่ –

20140508164105_00001

 

20140508164105_00002

 

20140508164105_00003

 

20140508164105_00004

 

20140508164105_00005

Advertisements
หมวดหมู่:การเมือง ป้ายกำกับ:,

ย้อนอ่านวิวาทะจำนำข้าว

มกราคม 31, 2014 ใส่ความเห็น

เมื่อปีกว่าๆ มานี้เอง ไม่นานเลย นักวิชาการรุ่นใหญ่สายอำมาตย์กับสายไพร่ดีเบทในเรื่องจำนำข้าว (แต่ พ.ศ.นี้ต้องพูดว่านักวิชาการกรุงเทพฯ กับนักวิชาการต่างจังหวัดสินะ – แต่ดูเหมือนปลุกไม่ขึ้นเลย) ตัดเก็บไว้อ่านแบบละเอียดอีกครั้ง:

ลองย้อนอ่านคร่าวๆ ก็ต้องสะดุดในประเด็นเรื่องแรงงานภาคเกษตร:

"เป็นไปได้หรือไม่ว่า หากเขามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาวแล้ว ชาวนาจะหันไปทำอาชีพอื่นๆ มากกว่าทำนา เพราะราคาจำนำ 15,000 บาทต่อข้าวหนึ่งตันนั้น ใช่ว่าจะทำให้รายได้เพิ่มสูงขึ้นมากนัก หากเปรียบกับการมีงานจ้างประจำทั้งปี หรือมีโอกาสค้าขายอย่างเป็นกอบเป็นกำมากขึ้น โครงการรับจำนำข้าวจึงอาจเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชาวนาจำนวนหนึ่งหันไปสู่อาชีพอื่น ในขณะที่ผู้ยังอยู่ในอาชีพทำนา ก็จะมีโอกาสพัฒนาผลิตภาพของตนเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น"
– นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เปลี่ยนประเทศไทย ด้วยการรับจำนำข้าว (กระแสทรรศน์ มติชน 5 พ.ย. 2555) –

"แต่เราขอตั้งข้อสงสัยกับความเห็นที่ว่าอาจเป็นไปได้ที่ชาวนาจะนำเงินขายข้าวในราคาจำนำ 15,000 บาทไปทำอาชีพอื่นๆมากกว่าการทำนา
ตรงกันข้าม การกำหนดราคาจำนำข้าว 15,000 บาท กำลังดึงดูดแรงงานที่อยู่นอกภาคเกษตรให้กลับเข้ามาทำนา รวมทั้งการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรที่ใช้ปลูกพืชชนิดอื่น มาปลูกข้าวแทนเพราะปลูกข้าวได้รายรับมากกว่า ถ้าเช่นนั้นเงินสงเคราะห์ชาวนาก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย"
– เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว: ข้อเท็จจริงสำหรับ อ.นิธิ และประชาชน โดย นิพนธ์ พัวพงศกรและอัมมาร สยามวาลา –

ใครจะถูกใครจะผิดไม่ทราบ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อนที่อยู่ในธุรกิจร้านอาหารเปรยให้ฟังว่า ลูกจ้างเด็กเสิร์ฟของตัวเองเวลานี้กลับบ้านไปทำนาหมด เพราะนโยบายรับจำนำข้าว จ้างที่เคยจ้างคนไทยเป็นหลัก ต้องหันมาจ้างคนต่างด้าวแทน

หมวดหมู่:การเมือง ป้ายกำกับ:

ยืมปาก ‘มหาเธร์’ ด่านายกฯ ฟอกน้องขุนคลังพร้อมทาสี (20 ตุลาคม 2542)

กันยายน 15, 2013 ใส่ความเห็น

กรุงเทพ–20 ต.ค.–ไทยโพสต์–ทำเนียบรัฐบาล – รายงานอัปยศสอบแบงก์กรุงไทยอุ้มน้อง รมว.คลัง  แอบเคลียร์ให้หมดโดยไม่ต้องสั่ง  ผู้ตรวจการอ้างเพื่อให้สังคมสงบสุข ปกปิดรายละเอียดอ้างกฎหมายไม่อนุมัติ  ฝ่ายค้านหยันนายกฯเป็นตัวตลก โดนมหาเธร์ด่าโง่เง่าไม่รู้ตัว  ชี้ผู้นำมาเลเซียตบหน้าแก้ปัญหาไร้ภูมิปัญญาตามก้นฝรั่ง  ชวนโต้จิ๋วอยู่วัดอยู่กับคนดีไม่ใช่อยู่กับโจร

คณะผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ที่มีนายกำจร สถิรกุล เป็นประธาน ได้เสนอรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีปัญหาธนาคารกรุงไทยต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 19 ต.ค.นี้
         
ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ปฏิเสธข้อบกพร่องของธนาคารกรุงไทยตามรายงานของบริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์สทั้งหมด ไม่ว่าตัวเลขสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้  ขั้นตอนการให้สินเชื่อที่บกพร่อง  หรือการอนุมัติสินเชื่อก่อนแล้วจึงให้คณะกรรมการให้สัตยาบันภายหลัง
         
ในกรณีของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้  ซึ่งไพร้ซ  วอเตอร์เฮาส์รายงานว่าสูงถึง 84%  คณะผู้ตรวจการเห็นว่า  ข้อมูลของธนาคารกรุงไทยแสดงฐานะตามความเป็นจริงมากกว่า PwC โดยระบุว่า  รายงานของ PwC  ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างสินเชื่อ 42%  โดยมุ่งกลุ่มธุรกิจที่น่าจะมีปัญหามากกว่ากลุ่มอื่นๆ  และข้อมูลสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ตามรายงานของ PwC ที่อ้างว่าได้จัดทำตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด แต่ปรากฏว่า  ในหลายกรณีได้ดำเนินการเกินกว่าเกณฑ์ดังกล่าว  เช่น  กรณีที่รัฐค้ำประกัน  หรือกรณีกลุ่มธุรกิจที่มิได้คำนึงถึงข้อยกเว้น
         
ในกรณีเกี่ยวกับการสอบทานขั้นตอนการให้สินเชื่อ ซึ่ง PwC ระบุว่ามีข้อบกพร่องจำนวนมาก  คณะผู้ตรวจการระบุว่า  ได้ตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏข้อบกพร่องมากมายเช่นที่กล่าว สอดคล้องกับผลการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ ธปท.ที่เป็นผู้ช่วยทำงาน ผลการสอบทานของ PwC ในเรื่องนี้ในบางกรณีอาจเป็นเพราะได้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์หรือไม่กระจ่าง  หรือพิจารณาจากทัศนะและทักษะที่แตกต่างกัน
        
ในกรณีการอนุมัติสินเชื่อก่อนแล้วเสนอขอสัตยาบันจากคณะกรรมการธนาคารภายหลัง คณะผู้ตรวจการระบุว่า  เป็นเรื่องที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปถือปฏิบัติกันอยู่เป็นปกติ ในกรณีของธนาคารกรุงไทยที่มีการอนุมัติก่อนแล้วขอสัตยาบันภายหลัง  มีเหตุผลที่น่าจะถือได้ว่าเป็นการสมควรทั้งสิ้น
         
คณะผู้ตรวจการยังระบุด้วยว่า  การขอสัตยาบันการอนุมัติสินเชื่อนี้ ธนาคารกรุงไทยได้ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ในระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่และคณะกรรมการบริหารแต่ละชุด  ทั้งในอดีตและชุดที่เพิ่งจะพ้นจากตำแหน่งโดยการลาออก เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2542 จึงกล่าวได้ว่า  ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเป็นเรื่องผิดปกติหรือส่อแสดงไปในทางไม่สุจริตทุกกรณี  เพราะแม้แต่กรณีของลูกหนี้รายบริษัท  โรยัลเจริญกรุง  จำกัด  ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า  ได้รับการอนุมัติวงเงินสินเชื่อมาตั้งแต่ปี2533 โดยคณะกรรมการบริหารซึ่งมีนายเธียรชัย  ศรีวิจิตร  เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่  และได้มีการนำเสนอเพื่อขอสัตยาบันการอนุมัติสินเชื่อในคณะกรรมการบริหารชุดต่อๆ มาอีกหลายครั้ง  แม้แต่ในคณะกรรมการบริหารชุดที่เพิ่งพ้นไป  ได้ให้สัตยาบันตามที่อนุมัติสินเชื่อเช่นกัน
         
"3.4 จากผลการสอบทานลูกหนี้ที่ผ่านการนำเสนอขอสัตยาบันการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยในช่วงปี2535 ถึงปี 2542 (มิถุนายน) นั้นปรากฏว่า  ทุกรายล้วนแต่ได้รับการให้สัตยาบันทั้งสิ้น ผลการสอบทานการขอสัตยาบันการอนุมัติสินเชื่อมีข้อสังเกตเพียงหนึ่งราย  ในเรื่องระยะเวลาการนำเสนอที่เนิ่นนานไปบ้าง  แต่ก็ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า  เป็นการปฏิบัติงานที่ล่าช้าและขาดประสิทธิภาพหรือมีการติดตามดูแลที่กระทำได้อย่างไม่ทั่วถึง  หรือมีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริต  หรือมีการเอื้ออำนวยประโยชน์เป็นกรณีพิเศษ"  คณะผู้ตรวจการระบุ
         
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ข้อความส่วนนี้จงใจปัดความรับผิดของนายศิรินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่  ธนาคารกรุงไทย อย่างสิ้นเชิง  แต่หลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อนายศิรินทร์  เพราะนายศิรินทร์ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ตั้งแต่ปี 2535 มาจนถึงต้นปีนี้  นอกจากนี้  ในกรณีที่นายศิรินทร์ตกเป็นข่าวว่า  อนุมัติสินเชื่อให้โครงการโรยัลเจริญกรุง  ของนางราศรี บัวเลิศ คณะผู้ตรวจการก็แก้ข้อหาให้ว่า  เป็นการอนุมัติมาตั้งแต่สมัยนายเธียรชัย  พร้อมกับยังกล่าวย้อนคณะกรรมการชุดก่อนที่มีนายมีชัย  วีระไวทยะ  เป็นประธานด้วยว่า  เคยให้สัตยาบันการอนุมัติสินเชื่อแบบนี้หลายครั้ง  รวมทั้งรายโรยัลเจริญกรุงด้วย
         
อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  โครงการโรยัลเจริญกรุงนั้น  ครั้งแรกเป็นของนายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ  ต่อมาเมื่อนายรังสรรค์มีปัญหา  นางราศรีจึงมาดำเนินการแทน
         
ทั้งนี้  ยังน่าสังเกตว่า  รายงานดังกล่าวจัดทำเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 5ต.ค.  แต่นายธารินทร์  นิมมานเหมินท์  รมว.คลัง  ใช้เวลา 14 วันจึงนำเข้าคณะรัฐมนตรี
         
นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรีว่า  ได้มีคณะผู้ตรวจการเข้าร่วมชี้แจง 2 คน  จึงเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีทุกคนซักถามอย่างละเอียด  เมื่อผู้สื่อข่าวบอกว่า  สังคมยอมรับผลสอบสวนนี้ไม่ได้  เพราะคณะผู้ตรวจการพยายามโยงเรื่องไม่ให้พาดพิงนายศิรินทร์นายกรัฐมนตรีก็กล่าวว่า  ขึ้นกับข้อเท็จจริง  ประชาชนติดตามข้อเท็จจริงตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครบิดเบือนข้อเท็จจริงได้  สิ่งใดที่เกิดในวันนี้จะมีผลในวันหน้า
         
เมื่อถามว่า  พอใจกับผลการสอบสวนหรือไม่  นายชวนเลี่ยงว่า  คณะรัฐมนตรีไม่ได้รู้ข้อเท็จจริงภายใน  เพียงแต่ฟังหรืออ่านเอกสารย่อๆ เท่านั้น  แต่ก็เป็นรายงานข้อเท็จจริงกว้างๆ
         
ผู้สื่อข่าวแย้งอีกว่า  ธนาคารกรุงไทยจะปลดพนักงานถึง 6 พันคน  หากสถานะดีทำไมจึงต้องปลดจำนวนมากเพียงนี้ นายชวนกล่าวว่า  คงเป็นคนละประเด็นกัน เข้าใจว่า  ทุกสถาบันการเงินจำเป็นต้องปรับลดกำลังคน  และธนาคารกรุงไทยก็รับพนักงานจากสถาบันการเงินอื่นเข้ามาหลายแห่ง  พื้นที่เดียวกันที่มีสาขามากกว่าหนึ่งแห่งก็ต้องยุบ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี  รองนายกรัฐมนตรี  ยอมรับว่า  เป็นการรายงานเพื่อทราบเท่านั้น  คณะรัฐมนตรีได้ซักถามค่อนข้างมากว่า  เหตุใดรายงานจึงไม่มีรายละเอียด  แต่คณะผู้ตรวจการยืนยันว่า ไม่สามารถเปิดเผยได้  เพราะผิดกฎหมาย
         
นายอรรคพล  สรสุชาติ  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า  ข้อมูลของคณะผู้ตรวจการไม่ใช่ข้อมูลใหม่ เป็นการนำข้อมูลของ PwC  มาเปรียบเทียบกับข้อมูลของธนาคารกรุงไทย  แล้วนำมาสรุปให้เกิดความชัดเจน  โดยยึดข้อมูลของ ธปท.เป็นหลัก  ส่วนรายละเอียดที่ต้องการทราบมากกว่านี้นั้น  รมว.คลังจะหารือกับคณะผู้ตรวจการอีกครั้งว่า ควรมีรายละเอียดเพิ่มเติมอะไรบ้าง  เพราะรัฐบาลคงต้องตอบคำถามของประชาชน แต่ก็ต้องคำนึงถึงกฎหมายของธนาคารพาณิชย์เกี่ยวกับการเปิดเผยความลับด้วย  อย่างไรก็ตาม  ในเบื้องต้นคณะผู้ตรวจการยืนยันว่า  ไม่มีอะไรที่ผิดปกติจากข้อพึงปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป  ไม่มีใครอนุมัติสินเชื่อโดยมีเจตนาไม่บริสุทธิ์  ซึ่งคณะรัฐมนตรีถือเป็นรายงานเบื้องต้น
         
ด้านนายธารินทร์  กล่าวยืนยันว่า  มีเจตนาจะสร้างความชัดเจนให้มากที่สุด  เพื่อประโยชน์ของสถาบันการเงิน  โดยไม่มีอะไรซ่อนเร้น และไม่มีปัญหาใดๆ  ที่ไม่มีการพาดพิงถึงนายศิรินทร์น้องชายนั้น  ก็มีการชี้แจงตามขั้นตอนตามข้อเท็จจริงอยู่แล้ว  แต่ไม่สามารถนำข้อมูลมาพูดทั้งหมดได้  ทั้งนี้  ได้หารือกับคณะผู้ตรวจการว่า  หากเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม  จะขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบต่างๆ หรือไม่ ซึ่งคาดว่า  อาจจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม  โดยคณะผู้ตรวจการขอเวลากลับไปหารืออีกครั้ง
         
นายสัมพันธ์  ลิ้มตระกูลหนึ่งในคณะผู้ตรวจการ ยืนยันว่า  การอนุมัติสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยมีการควบคุมที่ดีพอสมควร สตง.และ ธปท.ได้ตรวจสอบเป็นประจำอยู่แล้ว  พบว่าเป็นไปตามขั้นตอนทุกประการ  แม้จะบกพร่องบ้าง  ก็เป็นเพียงเล็กน้อย  ไม่ถือเป็นสาระสำคัญ การอนุมัติสินเชื่อเกินอำนาจแล้วจึงขอสัตยาบันภายหลังก็มีเหตุผล  และเป็นเรื่องปกติที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งปฏิบัติ
         
นายเศรษฐชัย ศรีวีรกุล ผู้ตรวจการอีกรายหนึ่ง  กล่าวว่า ทราบดีว่าสังคมคาดหวังอะไรกับการตรวจสอบ แต่การปฏิบัติต้องมีมาตรฐาน สิ่งที่เกิดขึ้นกับการคาดหวังอาจไม่ตรงกัน คณะผู้ตรวจการพยายามทำเต็มที่  เพื่อให้สังคมอยู่กันได้ด้วยดี ไม่ต้องการเอาเรื่องมาทำลายใคร  เป็นจุดยืนของคณะผู้ตรวจการ  เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถฝ่าฟันวิกฤติไปได้

ทีมเศรษฐกิจพรรคความหวังใหม่  โดยนายสุรศักดิ์ นานานุกูล  และนายอัครเวช  โชตินฤมล  ออกมาแถลงวันเดียวกันนี้ ระบุว่า  ผลการตรวจสอบที่ออกมาไม่น่าแปลกใจ  เป็นความพยายามลดความน่าเชื่อถือของรายงาน PwC เพราะรัฐบาลเกรงว่า   ฝ่ายค้านจะนำรายงานดังกล่าวมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงต้องหาทางบอกประชาชนว่า  รายงานของ PwC ไม่น่าเชื่อถือ  แต่ก็ต้องย้อนถามว่า  หาก PwC ไม่น่าเชื่อ  เหตุใดธนาคารจึงว่าจ้างบริษัทระดับโลกแห่งนี้มาตรวจสอบ ฝ่ายค้านขอเรียกร้องให้ขยายการตรวจสอบว่า  หนี้ที่มีเอ็นพีแอลสูงมีการอนุมัติกันมาอย่างไร
         
ทั้งนี้  แกนนำพรรคความหวังใหม่ยังได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีและนายมหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย  ในการประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม  ซึ่งนายมหาเธร์กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า  มาเลเซียสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจตามหนทางของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งไอเอ็มเอฟ ขณะที่ผู้นำเอเชียจำนวนมากโง่จนเหลือเชื่อที่ทำตามใบสั่งไอเอ็มเอฟ เป็นเหมือนแกะเชื่องๆ ที่ลองยาทุกอย่างที่มีคนสั่งให้  เป็นเหมือนไอ้งั่งที่ถูกตัดขาทิ้งไปแล้วเหลือแต่หัวเข่าก็ยังเป็นไอ้งั่งอยู่ดี
         
นายลิขิต  ธีรเวคิน  รองเลขาธิการพรรคความหวังใหม่  กล่าวว่า  คำพูดของนายมหาเธร์แม้จะไม่ชี้ชัดว่าหมายถึงผู้นำประเทศไหนแต่เนื้อหาที่บอกว่า  มาเลเซียฟื้นตัวได้ด้วยนโยบายของตัวเอง  ไม่ต้องขายทรัพย์สมบัติมรดกตกทอดให้คนต่างชาติในราคาถูกนั้น  สอดคล้องกับที่ประเทศไทยกำลังทำอยู่
         
นายสุรพร  ดนัยตั้งตระกูล  รองเลขาธิการพรรคอีกคน  กล่าวว่า  ผู้นำมาเลเซียใช้คำว่าโง่และปัญญาอ่อนอย่างสมบูรณ์กับผู้นำบางประเทศ ซึ่งคำกล่าวนี้กระทบต่อประเทศที่กำลังแก้ปัญหาเศรษฐกิจตามแนวทางไอเอ็มเอฟซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็คงไม่สามารถชี้เป็นประเทศอื่นได้นอกจากประเทศไทย ไม่ทราบว่า  นายกรัฐมนตรีแถลงถึงความสำเร็จในการไปร่วมประชุมครั้งนี้ได้อย่างไร  และจะแบกรับสิ่งที่ผู้นำมาเลเซียพูดไว้คนเดียวหรือไม่
         
นายสุรศักดิ์ นานานุกูล กล่าวว่า  นายชวนแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีโลกอย่างไร้เดียงสา และยังไปกล่าวย้ำถึงการขายทรัพย์สินให้ต่างชาติอย่างภาคภูมิใจ  โดยไม่คำนึงว่าประเทศจะย่อยยับ  ทำให้ถูกผู้นำมาเลเซียตบหน้ากลับมา  โดยสอนว่า  คนเอเชียควรใช้ภูมิปัญญาของตัวเองแก้ปัญหา  ไม่ใช่เดินตามก้นคนที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งจนต้องเสียผลประโยชน์ เชื่อว่า  ประชาชนไทยฟังแล้วจะพอใจคำปราศรัยของนายมหาเธร์มากกว่า  มีนายชวนคนเดียวที่ยังคิดว่านำประเทศไปในทางที่ถูกต้อง  ทั้งที่นำไปสู่หายนะ
         
นายวีระ  มุสิกพงศ์  รองหัวหน้าพรรคความหวังใหม่  กล่าวว่า  นายชวนทราบหรือไม่ว่า  การไปร่วมประชุมครั้งนี้ได้นำประเทศไทยไปสู่การเป็นตัวตลกในเวทีโลก คำพูดของนายมหาเธร์เป็นเรื่องน่าตกใจ  ไม่ทราบว่า  นายชวนรู้ตัวหรือไม่ว่าทำอะไรลงไป  ฟังนายมหาเธร์พูดจบ  นายชวนก็อาจจะหลงปรบมือให้  เพราะฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ทราบว่าคิดปกป้องเกียรติภูมิคนไทยหรือไม่ คำกล่าวของนายมหาเธร์เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยอย่างถึงพริกถึงขิง
         
นายวีระยังกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรค  ท้าทายนายกรัฐมนตรีให้ออกทีวีร่วมกันว่า ต้องการให้ออกทีวีร่วมกัน  เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาของชาติ ถือว่าพบกันในกรอบวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์  แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับกล่าวหาต่างๆ นานา  เช่นว่าท้าทายไม่เป็นสุภาพบุรุษ หรือพยายามเบี่ยงเบนว่า  พล.อ.ชวลิตไม่ค่อยมาประชุมสภา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน หากนายชวนไม่พร้อม  ก็ขอให้บอกมา  ไม่ใช่มาเบี่ยงเบนเช่นนี้ …

นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์  แถลงว่า  ในที่ประชุมพรรควันเดียวกันนี้  สมาชิกพรรคได้ซักถามนายชวนกรณีที่ พล.อ.ชวลิตกล่าวหาว่ามีวิสัยทัศน์แบบเด็กวัด  ว่าคิดอย่างไร  ซึ่งนายชวนก็ตอบว่า  ไม่กังวลอะไร  เพราะอยู่วัดมา 8 ปี  อยู่กับคนดีทั้งนั้น  ไม่ใช่อยู่กับโจร  จึงไม่ใช่เรื่องแปลก  ความดีทั้งหมดก็ซึมซับอยู่
         
นายยงยุทธยังกล่าวด้วยว่า  ในช่วงปิดสมัยประชุมสภา  พรรคจะจัดกิจกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ  โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคกลาง เพราะหลังจากที่พรรคประกาศยุทธการส่งพ่อใหญ่จิ๋วกลับเมืองนนท์ ก็สร้างความปั่นป่วนให้พรรคความหวังใหม่ได้มาก ดังนั้น  จึงขอให้แกนนำพรรคไปช่วย ส.ส.หาเสียง  เพื่อนำเสนอสิ่งดีๆ ใหม่ๆ ให้ชาวอีสาน

ประชาธิปไตยอันล่วงละเมิดมิได้

พฤษภาคม 27, 2013 ใส่ความเห็น

somsakj

น่าสนใจความคิดของเสด็จพ่อ “สมศักดิ์ เจียม” ข้างล่างนี้นะครับ  แปลกใจเหมือนกันที่เห็นแกคิดแบบนี้ ขอบันทึกไว้ก่อน:

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
April 22
(ต่อเนืองจากกระทุ้ “ยุว ปชป ออกแบบ อนุสาวรีย์ ปชต ใหม่” ข้างลางนะครับ)

จริงๆ ผมท้าเลย ท้าให้ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะคุณกรณ์ (ที่พูดว่าการออกแบบใหม่ เป็นอะไรที่ “น่าสนใจ”)

ให้อย่าทำเป็นแค่เป็น exercise ของเยาวชนของพรรคเลยครับ ชูเป็นนโยบายพรรคเลยครับ

ว่า ปชป จะรื้ออนุสารีย์ ประชาธิปไตยออก แล้่วสร้างอนุสาวรีย์อะไรสักอย่างเพื่อเชิดชูราชวงศ์จักรี แทน

เอาเลยครับ

[https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/491045457615405]

…………………………………………………….
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล shared เจเจ สาทร’s photo.
April 22

ผมไม่แน่ใจว่า เรื่อง “ออกแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยใหม่” ของ “ยุว ปชป” นี่ซีเรียสแค่ไหนนะ แต่แค่เป็นการ exercise ก็นับว่า แย่ แล้ว คือ ทั้งไร้สาระ และโง่มากๆ

คนทีเป็น “ผู้ใหญ่” ในพรรค ไม่รู้ว่า ไฟเขียว ไอเดียนี้ แต่แรกได้ยังไง

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ ที่ “บันทึก” การเปลี่ยนแปลงการปกครองและคณะราษฎร (คงไม่ต้องอธิบายว่า องค์ประกอบต่างๆของอนุสาวรีย์ถูกสร้างให้สะท้อนเรื่องราวของคณะราษฎร ยังไง)

หรือ ประชาธิปัตย์ ต้องการให้กลับไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ? ถ้าต้องการแบบนั้น ก็บอกกันมาตรงๆ

สรุปแล้ว เป็นเรือง STUPID, IDIOT มากๆเลยครับ

[– https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/491043577615593%5D

ย้อนอดีตนักวิชาการสันติประชาธรรม

พฤษภาคม 19, 2013 ใส่ความเห็น

ย่อยกลับไปหาอะไรเก่าๆ อ่าน และได้ทดสอบฟังก์ชั่น Reblog ของ WordPress ด้วย (เพิ่งเห็น)

thanaitime

ถึงเวลานำประเทศกลับสู่ระบบนิติรัฐ

ยุติการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร

ผู้นำทุกฝ่ายต้องควบคุมมวลชนของตนให้ตั้งอยู่ในความสงบและปราศจากอาวุธ

View original post 69 more words

หมวดหมู่:การเมือง

ตั้งเฟรนด์ออฟมติชนต้านกลุ่มทุนครอบกอง บ.ก. – แฟ้มข่าว

พฤษภาคม 7, 2013 ใส่ความเห็น

วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน 2006 เวลา 00:00 น.

…………………………………………………..

 

ผู้อ่านเทกำลังใจ-ศิษย์เก่า

นักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อมวลชน จับมือตั้งกลุ่ม เฟรนด์ ออฟ มติชน หวัง รักษาสื่ออิสระ ปราศจากการครอบงำของกลุ่มทุน – การเมือง พร้อมเชิญชวนลงชื่อผ่านเวบ ไซต์ http://www.thaisolidarity.org ต้านกลุ่มทุนการเมือง ขณะที่สมาคมนักข่าวฯ เตรียมจัด เสวนาระดมความเห็นเสรีภาพสื่อมวลชนยุคกลุ่มทุนการเมืองครอบงำ ด้านความเคลื่อน ไหวในมติชน ตั้ง”พิเชียร คุระทอง” เป็นโฆษก ยืนยันคงความเป็นอิสระของ บ.ก. เผยมีผู้อ่าน เทกำลังใจเชียร์ ศิษย์เก่ามติชนมอบหุ้น “ขรรค์ชัย บุนปาน” หวังเพิ่มสัดส่วนหุ้นสู้แกรมมี่ นัก กฎหมายหารือผู้ประกอบการสื่อ ศึกษารูปแบบคุ้มครองอิสระการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร

นางสาววิภา ดาวมณี อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรัง สิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการรวมพลังระหว่างนักวิชาการ ภาคประชาชน แฟนพันธุ์แท้มติชน ตลอดจนกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ก่อตั้งกลุ่ม เฟรนด์ ออฟ มติชน (Friend of Matichon) เพื่อเรียกร้องให้มติชนเป็นสื่ออิสระปราศจาการครอบงำจากกลุ่มทุน และอำนาจทางการเมือง เนื่องจากการเข้ามาซื้อหุ้นของกลุ่ม จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่นั้น หลายฝ่ายคิดว่าไม่ใช่การลงทุนแบบปกติทั่วไป แต่เชื่อว่าน่าจะมีอำนาจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ประชาชนในฐานะ ผู้บริโภคสื่อจะได้รับผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในครั้งนี้

“การเทกโอเวอร์ธุรกิจสื่อ ไม่เหมือนการซื้อขายธุรกิจทั่วไปๆ เพราะสื่อต้องรับ ผิดชอบต่อสังคม การเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ โดยที่ผู้ก่อตั้งมติชนไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดยเอาเงินมา เป็นตัวตัดสินนั้น แกรมมี่จะต้องอธิบายถึงอุดมการณ์ในการทำสื่อที่มีอุดมการณ์ให้ชัดเจน”

นางสาววิภากล่าวและว่า สังคมเข้าใจว่าเครือแกรมมี่มีความเชื่มอโยงกับพรรครัฐบาล จาก กรณีซื้อหุ้นลิเวอร์พูล หลังจากนายกฯ มีความต้องการซื้อหุ้นลิเวอร์พูล และได้ให้แกรมมี่เข้า มาดำเนินการต่อในที่สุด ความเคลื่อนไหวที่จะดำเนินการในส่วนแรก คือการเปิดให้ประชาชน และผู้สนับสนุนความเป็นอิสระของหนังสือพิมพ์มติชน เข้าไปแสดงความคิดเห็น ในเวบไซต์ http://www.thaisodarity.org โดยจะมีป็อปอัพให้คลิกเข้าไปร่วมลงชื่อได้

ขณะนี้ได้ มีนักวิชาการ และประชาชน ผู้ทรงคุณวุฒิในสังคม เข้าร่วมลงชื่อแล้ว ได้แก่ นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายวิทยากร เชียงกูร นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นางสาวรสนา โตสิตระกูล นาย พิเชียร อำนาจวรเสิรฐ นายอนุสรณ์ ศรีแก้ว นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ นางสาวนิตินันท์ ยอแสงรัตน์ ฯลฯ ขณะเดียวกันทางกลุ่มได้เตรียมประสานเครือข่ายต่างๆ ซึ่งมีทั้งเครือข่าย ภาคประชาชน นักวิชาการต่างๆ ผู้ใช้แรงงาน เพื่อแสดงจุดยืน จาทุกส่วนของสังคม ให้เห็นว่าความมีอิสระของสื่อจำเป็นต้องคงไว้ เพื่อเป็นความต้องการของประชาชน

โดยในวันเสาร์ ที่ 17 ก.ย.นี้ กลุ่มเฟรนด์ ออฟ มติชน จะมีการระดมสมองที่ ศูนย์ศึกษาวิภาวดี มหาวิทยาลัยรังสิต อาคารทีเอสที ถ.วิภาดีฯ 9 ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น เพื่อแสดงความคิดเห็น ตลอดจนหามาตรการเพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นสื่อ อิสระ เนื่องจากมติชน เป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพ เคียงข้างประชาชนมาโดยตลอด

นางสาววิภา กล่าวต่อว่า ทางกลุ่มต้องการสื่อสารให้สังคมเล็งเห็นผลเสียของ กลุ่มสื่อ ที่มีกลุ่มทุนเข้ามาเกี่ยวข้องในธุรกิจ ซึ่งมีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ เนื่องจากสื่อ สารมวลชนต้องมีอิสระ เสรีภาพ ในการนำเสนอข้อเท็จจริง ให้สังคมรับรู้ความเป็นไปของ สังคม ดังนั้นสังคมจึงควรสะท้อนอุดมการณ์ความเป็นสื่อเพื่อประชาชนไว้ เนื่องจากที่ผ่าน มาได้สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์กรณีไอทีวี ที่ถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนการเมือง โดยในที่สุดชัดเจนว่าได้กลายเป็นบริษัทของกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจใน ครอบครัวของตระกูลชินวัตร

 

สมาคมนักข่าวฯ ระดมสมองกู้เสรีภาพสื่อ

อย่างไรก็ตามในวันนี้ (พฤหัส 15 ก.ย.) เวลา 10.00 น. สมาคมนักข่าวนัก หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ขอเชิญสื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ เข้าร่วมฟังการเสวนาใน กิจกรรม ราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 22 ประจำปี 2548 หัวข้อ “มองปรากฏการณ์ แกรมมี่ ซื้อ หุ้นโพสต์-มติชน ธุรกิจการเมือง และเสรีภาพสื่อมวลชน?” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือ พิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน ตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ วิทยากรร่วมเสวนาประกอบด้วย นายมานิจ สุขสมจิตร อดีตประธานสภาการ หนังสือพิมพ์แห่งชาติ ดร.พันธ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ดร.เจษฎ์ โทณวนิก คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และนายพิภพ ธงไชย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย

ด้านความเคลื่อนไหวในมติชน วานนี้(14 ก.ย.) นายพิเชียร คุระทอง บรรณาธิการอำนวยการ หนังสือพิมพ์มติชน ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นโฆษกเพื่อสื่อสารกับสาธารณชน ซึ่งนายพิเชียร กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (14 ก.ย.)ได้มีผู้อ่านและประชาชนจำนวน มากโทรศัพท์และส่งแฟกซ์เข้ามาแสดงความเห็นใจ นอกจากนี้ยังได้มีศิษย์เก่ามติชน นางนิตินันท์ ยอแสงรัตน์ ได้นำหุ้นเข้ามามอบให้นายขรรค์ชัย บุนปาน เพื่อแสดงเจตจำนงค์เพิ่ม สัดส่วนการถือหุ้นให้มติชน และมีอดีตพนักงานซึ่งถือหุ้นมติชนหลายพันหุ้น โทรศัพท์เข้า แสดงเจตจำนงค์ ที่จะร่วมประชุมผู้ถือหุ้น และอยู่ฝ่ายข้างนายขรรค์ชัย

วันเดียวกันนายขรรค์ชัย ได้เรียกประชุมผู้บริหารหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนทั้ง หมดเพื่อชี้แจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในมติชน ขอให้พนักงานทุกคนมีขวัญ และกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนต่อไป

 

กลุ่มทุนเทกโอเวอร์ผูกขาดอิสระสื่อ

แหล่งข่าวจากนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่าการเข้าไปซื้อหุ้นมติชน ของ นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ผ่านบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย โดยตั้งเป้าหมายไว้สูง 75% เป็นการเข้าไปเทกโอเวอร์แบบล้ำลึก โดยไม่ผ่านการเจรจากับผู้ก่อตั้งที่เป็นผู้ถือหุ้นหลัก แม้ว่าการเข้าไปถือหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯจะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ก็ ตาม จึงมีข้อสงสัยถึงวัตถุประสงค์ของการเข้าไปซื้อหุ้นในครั้งนี้ เพราะภาพลักษณ์ของหนังสือพิมพ์มติชน เป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล ทำให้สามารถถูกมองเป็นเรื่องการเมืองได้

การเข้าไปซื้อกิจการสื่อของกลุ่มทุน จะทำให้บทบาทของสื่อมวลชนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะ สื่อหนังสิ่งพิมพ์ ที่ต้องอาศัยความเป็นอิสระ ความเป็นกลางเพื่อนำเสนอข้อมูลต่อ ประชาชน นอกจากนี้การซื้อกิจการของกลุ่มทุนในสื่อจะส่งผลกระทบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าว สารของประชาชน ทั้งสิทธิการรับรู้ข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง รวมทั้งทำให้เกิด อำนาจผูกขาดด้านสื่อ และข้อมูลข่าวสาร

“การที่สื่อไม่สามารถเป็นกลาง หรือทำหน้าที่ได้ เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เพราะสื่อทำหน้าที่แทนประชาชนด้านการตรวจสอบ หากขาดจุดยืนในส่วนนี้ไป สื่อก็จะขาดความน่าเชื่อ ถือ และจะส่งผลกระทบต่อยอดขาย และธุรกิจในอนาคต” แหล่งข่าวกล่าว

การที่กลุ่มทุนอย่างแกรมมี่ อ้างว่าต้องการเข้าไปลงทุนในเครือมติชน เพื่อวัตถุประสงค์ใน การทำธุรกิจนั้น ต้องดูว่าเป็นการเข้าไป Monopoly หรือเปล่า และเป็นการผูกขาดโดยกลุ่ม ทุนที่มีเบื้องหลังหรือไม่ การที่กลุ่มทุนจะเข้าไปถือหุ้นธุรกิจสื่อ จะต้องเข้าใจรูปแบบการทำงานของสื่อด้วยว่าต้องมีความเป็นอิสระสูงในการเสนอข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นธุรกิจสิ่งพิมพ์ไม่ น่าจะกลุ่มที่ทำกำไรได้ดีเมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ ที่แกรมมี่ดำเนินการอยู่

 

ศึกษากฎหมายลูกมาตรา41 คุ้มครองสื่อ

แหล่งข่าวนักวิชาการด้านกฎหมาย กล่าวว่า ขณะนี้นักวิชาการด้านกฎหมาย กำลังศึกษาโมเดลกฎหมายที่เป็นมิติด้านความเป็นอิสระ และแนวทางการคุ้มครองนักข่าวจากประเทศสหรัฐ ฝรั่งเศส และเยอรมัน แต่หลังเกิดกรณีกลุ่มทุนแกรมมี่ซื้อกิจการหนังสือพิมพ์เครือมติชน ทำให้ต้องเร่งศึกษาโมเดลสัดส่วนการถือครองหุ้นสื่อของกลุ่มทุนที่เหมาะ สมด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการครอบงำสื่อ

ที่ผ่านมากลุ่มนักวิชาการไม่ได้มองประเด็นนี้ เป็นประเด็นหลักในการเร่งศึกษา เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์กลุ่มทุนเข้ามาซื้อหุ้นสื่อเร็วขนาดนี้ หลังจากเกิดกรณีกลุ่มชินฯ ซื้อหุ้นไอทีวี โดยในสัปดาห์หน้าจะเชิญผู้ประกอบการกลุ่มสื่อ นักวิชาการด้านสื่อ และนัก ข่าว มาพูดคุย เพื่อศึกษาข้อมูล และรวบรวมนำเสนอสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

ปัจจุบันหากพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับความเป็นอิสระของสื่อ คือ มาตรา 41 ที่ว่าด้วย พนักงาน หรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุ กระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าว และแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของ รัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ

ทั้งนี้กรณีที่กลุ่มทุนเข้าไปซื้อกิจการสื่อด้วยสัดส่วนสูง เป็นไปสูงว่ากลุ่มทุนจะ เข้ามากำหนดทิศทางการนำเสนอข่าวสาร และเกิดการครอบงำ แต่ขั้นตอนการพิสูจน์เรื่อง ความเป็นอิสระในการเสนอข่าวสารในประเทศไทย เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก และหากมีการฟ้องร้องกันในศาล ก็มักไม่นำเอากฎหมายรัฐธรรมนูญมาตีความ

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า แนวทางการคุ้มครองสื่อให้มีความอิสระด้านการนำเสนอ อาจจะต้องพิจารณาจัดทำกฎหมายลูกของมาตรา 41 ที่จะมาช่วยคุ้มครองแรงงานในกลุ่มนี้ รวมทั้งกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นที่เหมาะสมของกลุ่มทุนในสื่อ

 

 

ที่มา: http://bit.ly/YBEILt

หมวดหมู่:การเมือง ป้ายกำกับ:, ,

ว่าด้วยปัญหาสมองเล็ก/หน้าอกใหญ่: จากตั๊กถึงสังคมไทย – แฟ้มข่าว

พฤษภาคม 6, 2013 ใส่ความเห็น

Tuk%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
http://www.thairath.co.th/content/ent/259375

กรณีคุณบงกช คงมาลัยคอมเมนต์ต่อการเสียชีวิตในคุกของอากงอย่างเลือดเย็นนั้น เอาเข้าจริงเราพบเห็นได้บ่อยครั้งระยะหลังนี้ มันเป็นเรื่องของดารา/เซเล็บ ผู้มีชื่อเสียงในวงสังคม แสดงทรรศนะอนุรักษ์นิยมกระแสหลักแบบเห่ย ๆ ไร้เดียงสา ไม่คิด ไม่่รับผิดชอบ ออกมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เขาได้รับรู้เรียนรู้กล่อมเกลามาจากระบบการศึกษาและสื่อมวลชนหลักตลอดช่วงชีวิตของเขา ว่าที่ถูกที่ดีเป็นอย่างนี้ ที่ผิดที่เลวเป็นอย่างนั้น เขาก็บ้วน/อ้วกมันออกจากท้องผ่านริมฝีปาก/ปลายนิ้วมาคืนให้สังคมเท่านั้นเอง จริง ๆ แล้วถ้ามีแรงสำรวจคอมเมนต์ตามเฟซบุ๊คไทย ๆ ทั้งหมด ก็คงมีการแสดงโวหารและความ “ห้าวหาญ” แบบนี้เต็มไปหมดจนนับไม่ถ้วน

แต่การแสดงบ้วน/อ้วกสามัญสำนึกกระแสหลักคืนมาให้สังคมของคนอื่นไม่กลายเป็นข่าว ที่ของคุณบงกชเป็นข่าวก็เพราะแกเป็นดารา/เซเล็บ (the author function) แค่นั้นเอง

และที่แกเป็นดารา/เซเล็บ ส่วนสำคัญก็เพราะหน้าอกหน้าใจอันใหญ่โตสมบูรณ์ของแก…..

เอาเข้าจริงนี่เป็นเรื่องน่าเห็นใจ มันอาจเป็นพรสวรรค์ที่ช่วยให้เธอโด่งดังในวงการแสดง แต่มันก็อาจเป็นคำสาปแช่งในทางกลับกันได้ ผมนึกถึงดาราดาวยั่วอีกคนหนึ่งซึ่งโผล่ออกมาในวงการช่วงสั้น ๆ ด้วยเหตุผลสำคัญคือหน้าอกขนาดใหญ่โตมโหฬารของเธอ ผมเคยดูรายการเกมโชว์ที่เธอได้รับเชิญไปร่วมแข่งขัน ปรากฎว่าตลอดรายการนั้นเธอถูกทักถูกล้อถูกแซวจากโฆษกและเพื่อนร่วมรายการไม่เว้นวาง และทุกคนพูดกับ “หน้าอกของเธอ” ไม่ใช่ตัวเธอ ราวกับเธอซึ่งเป็นมนุษย์ครบ ๓๒ ถูกลดทอนลงเหนือแค่นมใหญ่โต ๒ เต้าเท่านั้นเอง ไม่มีใครเห็นส่วนอื่นในความเป็นมนุษย์ของเธอ ไม่ว่าสติปัญญา ความคิด ความรู้ ความรู้สึก ภูมิหลัง ประสบการณ์ชีวิต ฯลฯ เห็นแต่นมสองเต้าของเธอเท่านั้น

พวกเขาทำกับเธอไม่เหมือนคน แต่เหมือนนมมีชีวิต/วัตถุแห่งการบำบัดความใคร่ทางตาเท่านั้น

ในที่สุด เรื่องทั้งหมดจึงเกี่ยวอยู่แหละครับ แต่แบบอ้อม ๆ กับขนาดของสมองและหน้าอกของคุณบงกชและพวกเราในสังคมไทย

สิ่งที่ต้องคิดเพื่อช่วยกันแก้จึงไม่ใช่แค่สามัญสำนึกกระแสหลักแบบอนุรักษ์นิยมที่ activate ให้เราพูดแบบไม่เฉลียวคิดและทำร้ายกันและกันอย่างเชื่อว่าถูกต้องดีงามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมการลดทอนความเป็นมนุษย์ลงเหลือแค่นมสองเต้าด้วย

หมวดหมู่:การเมือง