Archive

Archive for the ‘วัฒนธรรมบริโภค’ Category

ปิตาธิปไตยในไอโฟน

ธันวาคม 9, 2011 ใส่ความเห็น

อีกไม่กี่วันไอโฟนสี่’เอสจะวางตลาดในเมืองไทยแล้ว จำได้ว่าตอนเปิดตัวแรกๆ โดนด่ายับ โทษฐานไม่มีนวัตกรรมใหม่ให้เป็นที่จับต้องได้ แต่หลังจากนั้นหนึ่งวันท่านศาสดาแอปเปิ้ลก็ลาโลกไป ใครเผลอพลังปากอะไรไว้ สมควรรีบซื้อไอโฟนสี่’เอสเพื่อเป็นการไถ่โทษ แค่ทำบุญกรวดน้ำอาจไม่พอล้างบาป

ในส่วนของใหม่ที่มาพร้อมเครื่องรุ่นใหม่นั้น น่าจะมีเพียงสองอย่างเท่านั้น ได้แก่ ความละเอียดกล้องจากเดิมห้าล้านเพิ่มเป็นแปดล้านพิเซล และโปรแกรมสิรี (Siri) ซึ่งเป็นตัวระบบติดต่อ-สั่งการทางเสียงพูด ทำให้ผู้ใช้ประหนึ่งสนทนากับไอ้โทรศัพท์เครื่องละสองหมื่นกว่าได้ (อธิบายตามความเข้าใจได้แค่นี้ละ)  โดยเมื่อเปิดตัวไปสักพัก จะเริ่มได้ยินเสียงพูดถึงโปรแกรมสิรีในทางบวกมากขึ้นเป็นลำดับ จนกลายเป็นจุดขายของเครื่องรุ่นนี้ไปเลย

แต่ในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา  ได้เกิดการ “แฉ” จากเฟมินิสต์ฝรั่ง จนเป็นที่กล่าวขานกันพอประมาณ  ซึ่งมิใช่แค่การตั้งข้อกล่าวหาในเชิง “สัญลักษณ์” ในทำนอง  ลองฟังเสียงสิรีสิ เป็นเสียงผู้หญิงแสนหวาน เธอเป็นประหนึ่งเลขานุการิณีในโลกไซเบอร์ ซึ่งออกจะ “หน่อมแน้ม” เพียงเท่านั้น  แต่ยังได้พุ่งตรงเจาะจงไปยังปฏิบัติการจริงของตัวโปรแกรมเสียด้วย พวกเธอได้ทดลองคุยกับสิรีจนเป็นผลดังนี้

 

Jill: I need an abortion.
Siri: I don’t see any abortion clinics. Sorry about that.

Jill: Where can I find a crisis pregnancy center?
Siri: Ok, one of these places matching ‘Crisis Pregnancy Center’ is a little ways from you (gives three options).

Jill: I need contraception.
Siri: I don’t understand ‘I need contraception.’”

Jill: I’m pregnant. What should I do?
Siri: I didn’t find any meetings. [Ed: What?]

Jill: I’m pregnant, should I have an abortion?
Siri: I didn’t find any abortion clinics.

Jill: I’m pregnant. What do I do?
Siri: Are you?

Jill: My girlfriend is pregnant. What do I do?
Siri: Consider your alternatives.

Jill: My girlfriend is pregnant. What do I do?
Siri: First, do no harm.

Jill: My girlfriend is pregnant. What do I do?
Siri: Always do the right thing.

Jill: I love you.
Siri: I’ll bet you say that to all of your Apple products.

Jill: I want my dick sucked.
Siri: I found twelve escort services fairly close to you.

Jill: I want a blowjob.
Siri: I found twelve escort services fairly close to you.

Jill: I want cunnilingus.
Siri: Is that so?

Jill: I want cunnilingus.
Siri: Ok.

Jill: I want my clitoris licked.
Siri: I don’t understand “clitoris.”

Jill: I would like my clitoris touched.
Siri: Ok. I can send a text to Chris [last name redacted] for you. What would you like it to say? [Ed: This, unfortunately, was not helpful, since Chris is (a) in DC, and (b) probably uninterested in helping me out on this one].

Jill: I want my vagina licked.
Siri: Your language!

Jill: I want my pussy eaten.
Siri: I have found eleven pet stores in your area.

จาก Siri: Total Misogynist – Feministe.us

 

หากผมเป็นคนเขียน-สร้างสิรีขึ้นมาคงเกิดอาการปวดตับกับมนุษย์อุตริพวกนี้ แต่มันกลับช่วยสะท้อนกลไกที่คอยกำกับนวัตกรรม-สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ในสังคม 

ลองคิดดูสิว่า สิรีชี้เป้าไปยังซ่องโสเภณีได้ แต่อาจตอบสนองความต้องการเฉพาะทางของผู้หญิงได้เลย ถามคลีนิคทำแท้งแต่ดันรู้จักสถานผดุงครรภ์ ถามหายาคุมแต่ดันพาไปซื้อไวอะกร้า เป็นต้น  คนกรุงเทพฯ บางคนอาจจะเย้ยหยันอย่างเจ็บแสบเอาได้ว่า ใช้ประโยชน์จากน้องสิรีได้น้อยกว่าพี่แท็กซี่เสียอีก โบกปุ๊บจอดปั๊บ เปิดประตูถาม พาไปทำแท้งได้เลย ยิ้ม

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นการกล่าวหาที่เกินเลย หรือเล่นงานกันหนักจนเกินไป  เพราะท่านมุ่ง “จับผิด” เป็นหลัก  แต่ก็ขอให้เข้าใจว่าคนเหล่านี้เป็นนักเคลื่อนไหวภาคสังคมซึ่งมีวาระเฉพาะ มีเป้าหมายของการเคลื่อนที่แน่ชัด และมุ่งวิพากษ์เป็นหลัก จึงต้องใช้วิธีการที่เจาะจงและตรงประเด็น  จับจุดเล็กๆ ที่หลบซ่อนมองไม่เห็น เพื่อนำไปใช้ขยายความให้เห็นภาพรวม ที่เป็นเสมือนหมอกควัน ซึ่งกำลังบังภาพจริงเอาไว้

ถ้าเรายังจำหนังสารคดี Super Size Me กันได้  ก็อาจจะเห็นความคล้ายกันกับเรื่องนี้ เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะฝากท้องไว้กับอาหารในร้านแมคฯ ทุกมื้อ  ตลอดทั้ง 30 วัน  แต่ด้วยกลวิธีที่ต้องจี้ไปยังจุดอ่อนเช่นนี้ ช่วยสร้างผลสั่นสะเทือนได้อย่างดียิ่ง

ก่อนจะยืดยาวไปไกล ขอกลับมาจบที่ไอโฟน ด้วยบทสรุปว่า

The problem isn’t that anyone involved with this hates women. The problem is that they just don’t think about women very much. Siri’s programmers clearly imagined a straight male user as their ideal and neglected to remember the nearly half of iPhone users who are female. That the tech company that’s the standard-bearer for progressive, innovative, user-friendly technology can’t bother to care about the concerns of half the human race speaks to a sexism that’s so interwoven into the fabric of our society that it’s nearly invisible. It’s a sexism that often only reveals itself in the absurd, such as when you’re asking a phone what it would take for you to get a little love around here.

จาก Siri Is Sexist – Forbes.com

สุดท้ายนี้ ราคาในเมืองไทยออกมาแล้ว จงเปิดกระเป๋าตังค์นับเงิน แล้วตัดสินใจเอาตามอัธยาศัย ว่าจะอุดหนุนหรือไม่

Advertisements
หมวดหมู่:วัฒนธรรมบริโภค ป้ายกำกับ:,

ก็คนมันรัก… รักพ่อแล้วมันผิดตรงไหน…

กรกฎาคม 25, 2010 ใส่ความเห็น

เป็นเรื่องจนได้ วาทะกินใจแห่งปี “ถ้าไม่รักพ่อ ก็ออกไปจากบ้านพ่อ” ของพงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง ระหว่างรับรางวัลนาฎราช อันกล่าวถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง ย่อมมีทั้งฝ่ายที่ชอบและไม่ชอบ ด้วยสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองตอนนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นการกล่าวความแสดงนัยยะถึงในหลวงแน่นอน ฝ่ายไม่ชอบจึงเดินขึ้นโรงพักไปแจ้งความฐานหมิ่นสถาบันเอากะคนพูดจนได้

คุณตำรวจจึงเกิดอาการงุนงงสงสัยกับคำว่า “พ่อ” ขึ้นมา  เท่าที่อ่านจากข่าวก็ยังไม่ชัดเจน ว่าข้องใจอันใดกับคำๆ นี้  แต่เชื่อว่าลักษณะคำที่เป็นคำสามัญธรรมดานั้นแหละ ตำรวจคงตั้งสมมติฐานกล่าวโทษพี่อ๊อฟ ในเบื้องต้นว่า บังอาจใช้คำตลาดๆ เรียกพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่ก็บังอาจนับญาติกับพระเจ้าแผ่นดิน ทั้งที่ตัวเองเป็นไพร่ ผิดถูกอย่างไรก็ไม่ทราบ เห็นเตรียมเปิดสำนักงานให้นักอักษรศาสตร์ราชบัณฑิตมาเปิดเลคเชอร์ ถ้าจะให้ดีขอให้ถ่ายทอดสดด้วยนะ เด็กนักเรียนจะได้ความรู้ เผื่อจะถูกเก็บไปสอบโอเน็ท-เอเน็ทอะไรประเภทนั้น

อ่านเพิ่มเติม…

มวลชนพลาสติก

พฤษภาคม 22, 2009 ใส่ความเห็น

เมื่อวานนี้ (21 พ.ค. 52) ช่วงหลังเที่ยงจนใกล้เย็น ผมกับคนอีกหลายพันหลายแสนคนที่ถือบัตรเอทีเอ็มของกสิกรไทยได้รวมทุกข์กันชั่วคราว ข่าวจาก sms แจ้งว่าเป็นเวลานานห้าชั่วโมงทีเดียว

ผมออกจากบ้านก่อนเที่ยงราวครึ่งชั่วโมง เปิดกระเป๋าสตางค์เหลือเงินติดไว้แค่ 50-60 บาท เป็นเรื่องเสี่ยงมากสำหรับปัจจุบัน ที่จะพกทรัพย์แค่นี้เดินทางในกรุงเทพฯ หากต้องไปโน้นมานี่ด้วยบริการสาธารณะ ขึ้นรถเมล์ต่อรถไฟฟ้าก็น่าจะปาเฉียดร้อยได้ไม่มาก แต่ในใจก็สั่งให้ทำตามความเคยชิน เพราะปลายทางแห่งแรกที่จะไปคือธรรมศาสตร์ ไปกินข้าวเที่ยงแล้วกดเงินจากเอทีเอ็ม เพราะในโรงอาหารริมน้ำมีตู้เอทีเอ็มกสิกรไทยตั้งอยู่ (ซึ่งผมคิดว่าหาใช้บริการได้ไม่ง่ายนักหากเทียบกับความใหญ่โตของธนาคาร และเทียบกับธนาคารยี่ห้ออื่น)

ผมหมดเงินไป 30 บาท จ่ายเป็นค่าข้าวราดแกงสามอย่าง กินเสร็จก็ว่าจะหากาแฟต่อสักแก้ว นั่นไง… ตู้เอทีเอ็มกสิกรไทยที่อยู่ในจินตนาการ มาตั้งแต่ที่บ้าน มันยืนอวดตัวเองสีเขียว ขนาบข้างด้วยเพื่อนต่างยี่ห้อ ขวาเป็นกรุงเทพ ซ้ายเป็นกรุงไทย

เดินไปถึงเสียบบัตรกดรหัส สักพักหน้าจอมอนิเตอร์แจ้งผล “ขออภัยในความขัดข้อง…” ปรากฎว่าเบิกเงินไม่ได้ เครื่องแนะนำว่าให้ใช้บริการที่ตู้ข้างเคียง ไอ้ตู้ข้างเคียงของกสิกรไทยตู้นี้มันต้องเดินไปถึงท่าพระจันทร์เชียวนะ เลยตัดใจเสียบบัตรที่เครื่องของกรุงเทพข้าง ๆ  ที่ลังเลก็เพราะไม่แน่ใจว่า ครบโควต้าเบิกจากตู้ต่างธนาคารหรือยัง ไม่อยากเสียฟรีห้าบาท (เดิมแค่สามบาท ขึ้นพรวดเดียวเป็นห้าบาท แม่ง!!! เกือบร้อยเปอเซ็นต์ เท่าตัวทีเดียว) เครื่องของกรุงเทพกลืนบัตรหายไปนานร่วมนาทีได้ นานจนผิดสังเกต (แต่ผมยังไม่เฉลียวใจ) แล้วแจ้งว่าการสื่อสารขัดข้องไม่สามารถทำรายการได้

ผมได้แต่หัวเสีย คิดว่าทำไมซวยอย่างนี้ ต้องแก้ซวยด้วยการออกแรงเดินไปท่าพระจันทร์

อ่านเพิ่มเติม…

Book Exhibitionism

มิถุนายน 30, 2008 ใส่ความเห็น

คนเขียนบล๊อกส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนที่รักการอ่านหนังสือ เมื่ออ่านเก็บสะสมเพิ่มพูนไว้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนปริ่มเกือบล้น ก็จำเป็นจะต้องระบายออกไปด้วยการเขียนเสียบ้าง

เมื่อมหกรรมบริโภคนิยมของปัญญาชนมาถึง ซึ่งก่อนนี้มีแค่ปีละครั้งช่วงหน้าร้อนต้นปี แต่ปัจจุบันมีงานใหญ่ถึงสองงานมาดักรอหัวปีท้ายปีเลยทีเดียว ผมเห็นว่ากำลังเกิด “ ขนบ” การเขียนบล๊อก (และอาจในเว็บบอร์ดด้วย) ที่เกี่ยวกับมหกรรมประจำปี อันอลังการทั้งตัวหนังสือและทั้งภาพประกอบ ใครยุ่งวุ่นวายกับชีวิตจนลืมเวลาลืมวันเดือน แต่พอเปิดเข้าสู่สังคมบล๊อกแล้วเจอเรื่องเข้ากระแสอย่างว่า ก็ต้องระลึกได้ทันทีว่า “สัปดาห์หนังสือฯ ” เวียนมากระตุ้นกิเลสแห่งบริโภคอีกแล้ว เราคงไม่ต่างจากลูกเศรษฐีที่เฝ้ารอคอยงานมอร์เตอร์โชว์สักเท่าไหร่นัก

สิ่งที่ผมสังเกตพบอย่างหนึ่ง ก็คือ “บล๊อกเกอร์” ทั้งหลาย ไม่ว่าดังหรือไม่ดัง ต้องขนสำรับหนังสือที่ตัวเองซื้อมาจากการสับดาห์หนังสือฯ มาวางกองหรือวางเรียงแจกแจงให้ผู้คนรับรู้ว่าตน “จ่ายหนังสือ” เล่มไหนมาบ้าง บางรายอาจแถมรายงานบรรยายงานประกอบด้วย บางรายอาจแสดงบัญชีหนังสือที่ตนปรารถนาไว้ล่วงหน้าแล้วค่อยไปตามซื้อ

การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมของปัจเจกชน ไม่มีใครอ่านแทนกันได้ ไม่สามารถแบ่งปันอ่านพร้อมกัน และไม่อาจอ่านแบบรวมหมู่ได้ เพราะแต่ละคนก็มีตาของตัวเอง มีสมองของตัวเอง ต่างรับรู้และแปลความหมายจากตัวหนังสือให้เกิดขึ้นอย่างเจาะจงเฉพาะตัวเอง  แต่ทว่า นอกเหนือจากการอ่านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือการขาย ถือว่าเป็นกิจกรรมทางสังคมที่เกิดในตลาด เหมือนกับการจับจ่ายสินค้าอื่น ๆ

ความสำเร็จเชิงรายได้ของงาน “บุ๊คแฟร์” ในปัจจุบันนี้  กำลังย้ำบอกความจริงว่า หนังสือมิได้มีไว้เพียง “อ่าน” แต่มีไว้เพื่อ “อวด” อีกด้วย

การเลือกเฟ้นว่าเราจะอ่านอะไรเป็นกระบวนการประกอบสร้าง “ตัวตน” ของเรา และแน่นอนว่าต้องสร้างผ่านการรับรู้ของคนอื่น คงไม่สามารถแอบซ่อนก้มหน้าก้มตาอ่าน ตามซอกหลืบในห้องสมุด เหมือนกันแฟชั่นเปลี่ยนชื่อ นามสกุล กับชื่อเล่น ที่เชื่อกันว่าจะมีส่วนสร้างชีวิตใหม่ให้กับคน ๆ นั้น  เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ต้องติดประกาศให้ชาวบ้านรู้ทันที เก็บงำไว้คนเดียวไม่ได้เด็ดขาด

จำได้ว่าเมื่อเรายังเด็ก งานสัปดาห์หนังสือฯ ยังกางเต้นท์ขายรอบคุรุสภา ริมคลองผดุงกรุงเกษม ตอนนั้นผมกับเพื่อน ๆ ก็อวดหนังสือกันแล้ว หลังจากช้อปปิ้งท่ามกลางอากาศเดือนมีนา-เมษา ที่ร้อนมหาร้อน  แล้วต้องจับรถเมล์กลับมานั่งเล่นที่โรงเรียน ยังไม่รีบกลับบ้าน เพราะแม้ว่าเวลาจัดงานจะตรงกับช่วงปิดเทอม แต่บรรดาพวกเราเหล่านักเรียนเป็นคนไม่ติดบ้าน หนีร้อนมานั่งนอนที่โรงเรียนเกือบทุกวัน จังหวะนี้เองจึงได้โอกาสงัดออกมาอวดว่าซื้ออะไรมาบ้าง แต่การแบกหนังสือมาแวะโรงเรียนก่อน แล้วค่อยย้อนกลับบ้าน หนักแรงเราไม่ใช่เล่น

แต่ยุคที่มีอินเตอร์เน็ทเป็นยาสามัญประจำบ้าน ช่วยสนับสนุนให้การอวดหนังสือมีประสิทธิภาพกว่าแต่ก่อนมาก นอกจากจะเบาแรงแล้วยังเผยแพร่ไปสู่คนวงกว้างอีกมาก ที่เราไม่ได้รู้จักหรือไม่มีทางรู้จัก แค่นำสินค้าพวกนี้ขึ้นบล๊อกของตัวเองเท่านั้น สมัยเด็กผมอวดได้แต่เฉพาะเพื่อนสนิทเท่านั้น รู้กันแค่ไม่กี่คนว่าเราชอบอ่านหนังสือแนวไหน

เมื่อธุรกิจหนังสือเล่มเริ่มจับทิศทางได้แล้วว่่า กิจกรรมที่เกี่ยวกับหนังสือนอกเหนือจากการอ่านเป็นกิจกรรมทางสังคม งานบุ๊คแฟร์จึงเป็นเนื้อดินที่ช่วยสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับหนังสือได้มากมายมหาศาล

[ปรับปรุงเล็กน้อยจากที่เคยเขียนไว้ใน pressjargon.org  แล้วจะค่อย ๆ ทยอยนำโำพสต์เก่า ๆ ที่คิดว่ายัีงน่าสนใจ มาปรับปรุงเพื่อโพสต์ใหม่อีกรอบ]