Archive

Posts Tagged ‘นายกฯ’

ลุุยน้ำ-ลุยไฟ

เมษายน 6, 2012 ใส่ความเห็น

หลังเกิดระเบิดที่ปักษ์ใต้ 31 มีนาคม  เผอิญว่าเพื่อนชี้ชวนให้ดูลิงก์ข่าวจาก “มติชนออนไลน์” ลิงก์นี้

 

Matichon

ดูกันจะๆ เปรียบเทียบภาพ "อภิสิทธิ์ -ยิ่งลักษณ์ " กลางวิกฤตไฟใต้ ใครเนียนกว่ากัน ???

 

เพื่อนหลายคนออกอาการไม่พอใจกันการกระทำเฉกเช่นนี้ของ “สื่อเสี้ยม” ที่ใส่เสื้อสี  หลังจากอ่านดูแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามันเลวร้ายอะไรหนัก เพียงแต่การ “พาดหัวข่าว” ออกจะหวือหวาในสไตล์ของหนังสือพิมพ์หัวเล็กไปสักหน่อย

แต่การเปรียบเทียบเช่นนี้ ทำให้นึกถึงงานเขียนชิ้นหนึ่งจากบลอกของ “ปัจเจกชน” นาม “นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์” ขึ้นมาในทันใด (ผมอ่านงานชิ้นนี้จากบลอก ไม่ได้อ่านจากเนชั่นสุดฯ)

 

Noppatjak

สองนายกรัฐมนตรี: กับภาพลักษณ์ว่าด้วยเรื่องลุยน้ำ

 

จะลุยน้ำหรือลุยไฟก็ตาม ถือเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีประเทศในโลกที่สามที่ต้องปฏิบัติ

หลายคนอาจชื่นชมท่านยิ่งลักษณ์ ด้วยสีหน้าแววตามุ่งมั่นจริงใจ แม้แต่คอลัมนิสต์ชื่อดัง “ใบตองแห้ง” ยังเคยยอมรับท่านเป็นคนจริงใจในการทำงานแก้ปัญหา การพูดเช่นนี้ย่อมสะท้อนไปถึงนายกอีกคนคือท่านอภิสิทธิ์

ที่นพพัฒน์จักษ์ยกเรื่อง “พับแขนเสื้อ” เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะแค่ลงพื้นที่ดูน้ำท่วม ท่านอภิสิทธิ์ยังไม่ปลดกระดุมแขนเสื้อเลย จำได้ว่า เว็บเสื้อแดงเอาภาพนี้ไปเสียดสีกล่าวหา ทำลูกศรชี้ไปที่แขนเสื้อ ทำนองว่านายกฯ ลูกคุณหนู พวกจับจด อะไรทำนองนั้น มาวันนี้ตกประป๋องมาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ลงพื้นที่ระเบิดภาคใต้ นายกฯ ลูกคุณหนูยังคงพับแขนเสื้อเหมือนเดิมเลยวะครับ

เล่นการเมืองแบบนี้แหละ ถึงได้แพ้ซ้ำซาก

Advertisements

ผู้นำกับรสนิยมทางสุนทรียะ

พฤศจิกายน 16, 2011 ใส่ความเห็น

ได้อ่านเกจิท่านวิจารณ์คุณสมบัติของผู้นำประเทศเราในขณะนี้ (จดหมายจากหัวหิน ฉบับที่ 2 โดย นิวัติ กองเพียร)

…ผมพูดถึงผู้บริหารประเทศที่มาจากกรรมการผู้จัดการบริษัททางธุรกิจ ที่ไม่มีประสบการณ์ในชีวิตนอกเหนือจากงานที่ทำอยู่เลย การพูดต่อหน้าสาธารณะบอกให้ผมรู้ว่าเธอไม่อ่านหนังสือ ท่าทางการแสดงออกบอกให้รู้ว่าเธอไม่ดูหนัง เสียงของเธอไม่น่าฟังแสดงว่าเธอไม่ฟังเพลง คนคนหนึ่งคนใดจะเข้ามาบริหารประเทศด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่น่าจะเป็นคนไหนก็ได้…

หนังสิอ-หนัง-เพลง ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขแห่งความคลางแคลงใจในภาวะความเป็นผู้นำประเทศของเกจิ สำหรับท่านแล้ว แม้จะไม่บอกกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่โดยนัยยะก็คือ คนที่ไม่อ่านหนังสือ ไม่ดูหนัง และไม่ฟังเพลง จะมาบริหารประเทศ เป็นผู้นำปวงชนให้ดีได้อย่างไร?

ดูเหมือนว่าประเด็นนี้จะเป็นสมมติฐานให้ถกเถียงในวงกาแฟ และข้างแก้วเบียร์ของปัญญาชนมานานแล้ว

และก็คงจะถกเถียงกันต่อไป เพราะยากที่จะพิสูจน์ยืนยันตามแบบฉบับทางวิทยาศาสตร์  ว่า “ตัวแปรรสนิยมทางสุนทรียะ” มันมาเกี่ยวข้องกับ “ตัวแปรการปกครองคน” ในทิศทางใด?  แล้วผู้นำที่มีรสนิยมทางสุนทรียะมันเหนือกว่า “ผู้นำตีกอล์ฟ” หรือเปล่า?

สมัยที่ยังเป็นนักศึกษารุ่นใหญ่ อาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งซึ่งเป็นเลิศทางด้านภาษาและวรรณคดี ย้ำอย่างเด็ดขาดและหนักแน่นถึงองค์ความรู้ที่เป็นพื้นฐานที่ใช้ปกครองคน นั่นคือ “มนุษยศาสตร์”  หาใช่วิชาทางด้านบริหารจัดการ รัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ไม่  เพราะมนุษย์ที่จะปกครองมนุษย์ด้วยกันย่อมต้องเข้าใจถึง “ความเป็นมนุษย์”  ความซาบซึ้งกินใจหรือความเคียดแค้นชิงชังเกิดขึ้นผ่านตัวอักษรหรือเส้นสีนั้นลุ่มลึก รวมทั้งยากอธิบายแจกแจงเป็นแผนภูมิ สถิติ หรือเส้นกราฟ  นักปกครองควรตระหนักและมีสำนึกในสิ่งละเอียดอ่อน ที่ใช้ความเป็นมนุษย์เกลือกกลั้วตัดสิน

อาจารย์ได้ย้อนไปถึงระบบการสอบคัดคนเข้ารับราชการของจีนโบราณที่เรียกว่า “สอบจอหงวน”  คนที่คุ้นเคยกับหนังจีนย่อมต้องรู้จักดี บัณฑิตหนุ่มที่จะมาสอบจอหงวนเพื่อเลื่อนสถานะเป็นขุนนาง หรือเป็น “เจ้าคนนายคน”  เขาอ่านท่องตำราประเภทไหนกัน ถ้าไม่ใช่โคลงกลอนของกวีโบราณ เพราะโจทย์ในการสอบจะเป็นเรื่องของการต่อโคลงกลอน หรือให้แต่งร้อยกรองทั้งสิ้น

นอกจากนี้ในฐานะที่ท่านเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส ยังได้กล่าวถึงนายกรัฐมนตรีคนสำคัญ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม”  ซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยฝรั่งเศสด้วย หลักสูตรโรงเรียนนายร้อยสมัยนั้นนอกจากวิชาทางการทหารแล้ว ยังต้องเรียนอ่านวรรณคดีชั้นสูงของฝรั่งเศสอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการสอนให้รู้จักปกครองคนนั่นเอง

สมมติฐานนี้จะจริงเท็จแค่ไหนย่อมถกเถียงกันได้ อย่างยากจะตัดสินว่าใครถูกใครผิด เพราะมันอิงกับการรับรู้ของแต่ละคน ตามแต่แง่มุมหรือทัศนะที่ต่างกันไป เช่นในสมัยหนึ่งเรามีนายกรัฐมนตรีที่ดรออิ้งเก่งมาก วาดพอร์ทเทรตคนได้คมกริบ แต่นักการเมืองฝ่ายค้านตอนนั้นซึ่งยังหัวดำบอกว่า “ท่านชอบสร้างภาพ” 

 

หมวดหมู่:การเมือง ป้ายกำกับ:,

อ้อนซะ…

ธันวาคม 17, 2008 ใส่ความเห็น

หลังจากรับโปรดเกล้าตำแหน่งนายกฯ ของพี่ Marx (ไม่รู้ว่ามีสำนักข่าวฝรั่งหน้าโง่จะวินิจฉัยว่ากษัตริย์ไทยอยู่เบื้องหลังบ้างไหม?) ก็ต้องมีการแถลงข่าวเปิดใจ พร้อมให้สัมภาษณ์ตามธรรมเนียม แน่นอนในคำกล่าวอันยาวเหยียด สิ้นเปลืองเนื้อเทปหลายนาที ย่อมจะต้องวลีหรือประโยคเด็ด จับใจคนฟัง จนนำมากล่าวขานเป็น “สโลแกน” ของรัฐบาล Marx No.1

จากที่อ่านในฉบับย่อ ตัวผมประทับใจสองตอน

“การยุติการเมืองที่ล้มเหลว การเมืองที่ล้มเหลวคือต้นเหตุความชัดแย้ง”

และ

“ผมว่าคนหนึ่งคนไม่สามารถแก้ไขทำให้คนรักผม เห็นด้วยหรือสนับสนุนผมได้ทุกคน แต่ยืนยันว่าผมจะฟังเสียงทุกคน ทำงานให้ทุกคน”

ทั้งสองตอนคงจะแย่งชิงกันเป็น emblem ของพี่มาร์กซ์ในเร็ววันนี้ หรืออาจจะในวันพรุ่งนี้ (18 ธันวา) บนแผงหนังสือพิมพ์เลยก็ได้

ไม่รู้ว่าในการแถลงครั้งนี้พี่แกคิดเองหรือมีคนอื่นร่างวางโครงให้ เพราะถ้าสังเกตให้ดีทั้งสองตอนที่ยกมานี้ เป็นตอนเปิดและตอนปิดท้ายของสาระความทั้งหมด เปิดตัวด้วยภาพกว้าง การเมืองระดับชาติ ปัญหาของสังคมทั้งหมด ไล่เรียงลงสู่เรื่องเล่าเกี่ยวกับภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ  แล้วจบลงด้วยเรื่องของตัวเอง ยืนยันการทำหน้าที่นายกฯ ในฐานะปัจเจกคนหนึ่ง อาจชมได้ว่า “เปิดก็คมคาย ปิดก็กินใจ” อะไรทำนองนี้

ความน่าสนใจอยู่ตรงการใช้โวหารที่ย้ำยันด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งในภาคเหนือ และกับคุณนายเนียน จากอุบลราชธานี (หรือ “ยายเนียน” ? – ผมเข้าใจว่าต้นฉบับพิมพ์ผิด, ถ้าใช่ก็ถือเป็นเรื่องปกติของสื่ออินเตอร์เน็ท) ต่างจากภาคใต้อย่างเห็นได้ชัด ที่มิได้เอ่ยหรือบ่งชี้ตัวบุคคลใด ๆ ไว้เลย  ประจักษ์แจ้งอย่างแน่นอนว่า ฯพณฯ กำลังออดอ้อนขอคะแนนเสียงจากภูมิภาคที่พรรคของตัวเอง “บอดเสียง”  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน ที่บอดอย่างหนักจนถึงกับต้องเจาะจงตัวบุคคลแจกแจงรายละเอียดยิบ (ใคร, ทำอะไร, ที่ไหน, อย่างไร) มากกว่าภาคเหนือ เพื่อยืนยันว่ามีประสบการณ์สัมผัสกับคนอีสานจริง ๆ

เข้าใจว่าในวันสองวันนี้ เด็กหนุ่มคนนั้น (ถ้าตามตัวเจอ) กับยายเนียนคงปรากฎโฉมให้สื่อมวลชน ในฐานะแรงบันดาลใจของนายกฯ หนุ่มมาร์ก (ฝ่ายข่าวภูมิภาคของแต่ละสำนักคงหาตัวกันให้จ้าละหวั่นแล้ว มาตามดูกันว่าสำนักไหนมีศักยภาพมากที่สุด)

เบื่อพระเอกหน้าเหลี่ยมแล้วหรือยัง ถ้าเบื่อ ก็ขอแนะนำละคอนชีวิตของ Young Marx กำลังเบิกโรงแล้ว.