Archive

Posts Tagged ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’

นิธิ เอียวศรีวงศ์, “มุมมองเหนือปรากฏการณ์”

พฤศจิกายน 20, 2011 ใส่ความเห็น

เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนมานั้น คงบอกอะไรแก่คนได้ไม่เหมือนกัน แต่เท่าที่ผมได้เรียนรู้มีดังนี้

1. จำนวนคนที่เข้าร่วมชุมนุมซึ่งมีไม่ต่ำกว่าแสนขึ้นไป รวมทั้งความองอาจกล้าหาญที่จะเผชิญกับภยันตรายอย่างไม่หวั่นเกรง ชี้ให้เห็นว่าคนเหล่านี้ไม่ได้รับจ้างใครมาชุมนุม อย่างน้อยไม่ใช่ผู้รับจ้างทั้งหมด และส่วนใหญ่น่าจะมาด้วยเสียงเรียกร้องบางอย่างในใจของตัวเอง
เป้าหมายของคุณทักษิณ ชินวัตร ในการปลุกปั่นให้มีการชุมนุม ไม่ใช่เป้าหมายของผู้ชุมนุม อันที่จริงนอกจากการเปิดโฟนอินให้คุณทักษิณได้พูดกับผู้ชุมนุมแล้ว แทบจะไม่มีใครพูดถึงคุณทักษิณบนเวทีกันเลย ยังไม่พูดถึงผลประโยชน์ของคุณทักษิณ เช่นการได้รับพระราชทานอภัยโทษจากคำพิพากษา ยิ่งไม่มีใครพูดถึงเลย

แน่นอนคุณทักษิณมีความสำคัญในการชุมนุมอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่คุณทักษิณเป็นแค่สัญลักษณ์ของการประท้วง ไม่ใช่ตัวคุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีผลประโยชน์และเป้าหมายเป็นของตนเอง อันเป็นสิ่งที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากรู้ว่าไม่ตรงกับของตน

ผมมีเพื่อนที่เข้าร่วมชุมนุม หรือสนับสนุนการชุมนุมหลายคน แต่ไม่มีสักคนเดียวที่อยากได้ทักษิณกลับมาเป็นนายกฯอีก

รัฐบาลก็รู้ว่า สัญลักษณ์ทักษิณนั้นแหละ ที่จะทำให้คนเป็นกลางต่างๆ ไม่สนับสนุนการชุมนุม ฉะนั้น จึงรณรงค์มาตั้งแต่ต้นว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงคือ "ม็อบรับจ้าง" ของคุณทักษิณ ตราบเท่าที่การรณรงค์เช่นนี้เป็นเพียงยุทธวิธีในการต่อสู้กับคนเสื้อแดง ก็คงไม่เป็นไร (โดยเฉพาะเมื่อเรามีแต่สื่อสันหลังยาว ไม่เข้าไปเจาะเอาความจริงออกมาเผยแพร่) แต่อันตรายอยู่ที่ว่า รัฐบาลเองก็ถูกตัวเองหลอกให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ฉะนั้น เมื่อพบว่าจำนวนผู้ชุมนุมมีเป็นแสน รัฐบาลจึงงง ไม่รู้จะจัดการอย่างไร เปิดโอกาสให้นักเลงที่สนับสนุนรัฐบาลจัดคนเสื้อน้ำเงินออกไปขัดขวางการชุมนุมด้วยวิธีต่างๆ ทั้งถูกและผิดกฎหมายร้ายแรง เท่ากับยั่วยุคนเป็นแสนให้คลั่ง และนำไปสู่การกระทำที่เกิดผลเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติ

คงจำได้ว่า ในวันแรกคุณอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เพียงแต่ยื่นหนังสือผ่านเลขาธิการอาเซียนแล้วก็ถอยกลับ และประกาศว่าไม่ประสงค์จะขัดขวางการประชุม จนได้รับคำชื่นชมจากท่านเลขาธิการเอง แต่เมื่อกลับมาใหม่นั้น มาด้วยความคลุ้มคลั่งที่คนเสื้อแดงถูกลอบทำร้าย จนในที่สุดก็พังประตูเข้าไปทำลายการประชุม

รัฐบาลจัดการประชุมนานาชาติด้วยความประมาท เพราะไปเชื่อว่า "ม็อบรับจ้าง" ไม่มีกำลังจะทำอะไรได้ แทนที่จะเตรียมกำลังไว้สกัดกั้นอย่างเต็มที่ แม้แต่โรงแรมที่ใช้จัดการประชุมเองก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าออกได้ตามสะดวก ในที่สุดก็เกิดเหตุที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น "ตัวตลก" บนเวทีโลกไปอย่างที่นายกฯ ออสเตรเลียกล่าว

ความล้มเหลวของการประชุมจึงเกิดจากความไร้สมรรถภาพในการจัดการของรัฐบาลเอง ไม่น้อยไปกว่าการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง

2. มีเสียงที่คนจำนวนหนึ่งไม่ได้ยินหรือไม่อยากฟังจากที่ชุมนุม ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญ เพราะจะทำให้เราเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังการชุมนุมได้ดีขึ้น

ก/ เสียงแรกคือการต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า "อำมาตย์" หรืออำมาตยาธิปไตย คำนี้มีความหมายได้หลายอย่าง นับตั้งแต่ถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อแทนคำว่า Bureaucratic Polity ของ Frederick Riggs แต่อำมาตยาธิปไตยในความหมายนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หรือบางคนบอกว่ายุติไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2516 อย่างไรก็ตาม คำนี้ก็ยังถูกใช้กันต่อมาในความหมายอื่นซึ่งไม่สู้จะชัดนักว่าคืออะไร แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสื่อความกันไม่ได้ อย่างน้อยก็เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงระบบการจัดสรรอำนาจที่ชนชั้นนำจำนวนน้อยมีส่วนแบ่งอำนาจสูงเกินไป คาดหวังกันว่าชนชั้นนำจะต้องแบ่งปันอำนาจลงมารวมคนที่เคยถูกกันออกไปนอกวงจำนวนมากขึ้น มากแค่ไหนเถียงกันได้ เช่นรวมเฉพาะคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปซึ่งสวมเสื้อเหลือง หรือควรรวมไปถึงคนชั้นกลางระดับล่างซึ่งสวมเสื้อแดงด้วยเป็นต้น
การเมืองบนท้องถนนของเสื้อทั้งสองสี ชี้ให้เห็นว่าการจัดสรรอำนาจที่เป็นอยู่ยังไม่ลงตัว จำเป็นต้องปรับระบบการจัดสรรอำนาจกันใหม่ และนี่คือเหตุผลความล้มเหลวขององค์กรทางการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา, องค์กรอิสระ, หรือมหาวิทยาลัย ฯลฯ ที่ไม่สามารถเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งได้ เพราะองค์กรเหล่านี้เป็นกลไกของระบบจัดสรรอำนาจแบบเดิม จึงได้แต่ถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือวางกรอบการระงับความขัดแย้งไว้ในระบบจัดสรรอำนาจเดิม

ข/ สืบเนื่องจากข้อ ก/ ชุมนุมคนเสื้อแดงต่อต้านการรัฐประหาร หรือการแทรกแซงการเมืองของกองทัพทุกรูปแบบ อันที่จริงกองทัพและการรัฐประหารเป็นกลไกที่สำคัญมากในการจัดสรรอำนาจของชนชั้นนำ แต่บทบาทนี้ของกองทัพกำลังหมดไป (ซึ่งไม่ได้แปลว่ากองทัพจะสูญเสียส่วนแบ่งอำนาจไปทั้งหมด แต่ต้องลดลงอย่างแน่นอน ก่อนที่ความเป็นปกติจะกลับคืนมาสู่การเมืองไทย)

ค/ เสียงที่สำคัญจากชุมนุมของคนเสื้อแดงอีกอย่างหนึ่งคือความเสมอภาค หรือความเท่าเทียมในฐานะมนุษย์ด้วยกัน ช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งดำรงอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานานถูกเยาะเย้ยเสียดสี และได้รับการตอบสนองอย่างพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมชุมนุม อภิสิทธิ์ต่างๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นสิ่งปรกติในสังคมไทยถูกตั้งคำถามหาความชอบธรรมอย่างหนัก

การเรียกร้องความสามัคคีของรัฐก็ดี ของฝ่ายชนชั้นนำก็ดีไร้ความหมาย ไม่ใช่เพราะผู้ชุมนุมปฏิเสธคุณค่าของความสามัคคี แต่เขาต้องการนิยามความหมายของสามัคคีใหม่ ไม่ใช่เพียงเพราะ "เป็นคนไทยด้วยกัน" แต่เพราะเป็นมนุษย์ที่เสมอกันต่างหาก

ทั้งหมดนี้ไม่ตรงกับเสียงของทักษิณที่โฟนอินเข้ามาเลย ทักษิณพูดถึงแต่ตัวเอง ไม่ใช่ตัวระบบการเมืองที่พิกลพิการในสายตาของผู้ชุมนุม ทั้งนี้ เพราะทักษิณเองก็คิดว่าตนเป็นผู้แพ้ในเกมชิงอำนาจของชนชั้นนำ จึงหันมาใช้มวลชนเป็นเครื่องมือในการชิงอำนาจคืน ถึงอย่างไรก็เป็นสนามแข่งขันของชนชั้นนำที่คนอื่นไม่เกี่ยว ทักษิณเองจึงตกขอบเพราะเข้ามาสู่การเมืองมวลชนซึ่งปฏิเสธสนามแข่งขันแบบเก่าเสียแล้ว

3. สืบเนื่องจากที่กล่าวในข้อ 2/ การเมืองไทยนั้นจำกัดอำนาจตัดสินใจให้อยู่ในมือของชนชั้นนำจำนวนน้อยตลอดมา คนกลุ่มใหม่ที่จะแทรกเข้ามาต้องกลืนตัวเองเข้าไปสังกัดชนชั้นนำให้ได้เท่านั้น จึงสามารถมีส่วนแบ่งอำนาจได้ หากมีกลุ่มใดที่พยายามจะแทรกเข้ามาถืออำนาจร่วมด้วย แล้วไม่อาจกลืนตัวเองเข้าไปในหมู่ชนชั้นนำได้ ก็จะเกิดการนองเลือดไปทุกที

บัดนี้มีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในหมู่คนชั้นกลางระดับล่าง ที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย แต่การรัฐประหารก็ไม่สามารถกีดกันคนเหล่านี้ออกไปได้ การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในครั้งนี้ก็ไม่สามารถสยบคนกลุ่มใหม่นี้ได้ ตราบเท่าที่เรายังไม่สามารถปรับระบบการจัดสรรอำนาจให้ลงตัว ก็จะมีการเคลื่อนไหวของคนสวมเสื้อสีเข้ามาแทนที่จนได้ การเมืองไทยไม่มีทางคืนสู่ปรกติภาพได้แน่ จนกว่าจะหาทางออกที่พอจะรับได้แก่คนทั้งหมด นับตั้งแต่ชนชั้นนำลงมาถึงคนชั้นกลางระดับล่าง… ที่เราเห็นเป็นเพียงจบฉากที่หนึ่งเท่านั้น

4. มาตรการสลายการชุมนุมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม (คือคนส่วนใหญ่เห็นด้วย) แต่ไม่มีคำตอบสุดท้ายทางการเมืองในโลกนี้ การชุมนุมที่ขาดการจัดองค์กรที่ดีพอสมควรเช่นที่เสื้อแดงได้จัดขึ้นคงเกิดขึ้นอีกไม่ได้แน่ แต่ด้วยการจัดองค์กรที่ดีขึ้น ด้วยสำนึกเต็มเปี่ยมว่าเวทีการต่อสู้ที่แท้จริงไม่ใช่ท้องถนน แต่คือสังคม ผู้จัดชุมนุมอาจพลิกกลับให้มาตรการสลายการชุมนุมที่งดงามนี้ดูน่าเกลียดได้ง่าย เช่นแทนที่จะถืออาวุธหรือเครื่องมือเสมือนอาวุธเข้าต่อสู้ ผู้ชุมนุมนั่งหรือนอนลงบนพื้นถนน ให้ตำรวจทหารฉุดกระชากลากถูอุ้มขึ้นรถไปคุมขัง ภาพของความรุนแรงก็จะกลายเป็นของฝ่ายผู้สลายเอง แน่นอนผู้ชุมนุมต้องไม่เผาอะไร, ไม่ใช้รถก๊าซ, และไม่ขว้างปาเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานด้วย

5. การเมืองไทยจะกลับคืนสู่สภาพปกติหลังการชุมนุมใหญ่ได้หรือไม่ ในระยะแรกนี้สิ่งที่ปรากฏชัดขึ้นมาก็คือความยุติธรรมและนิติรัฐ เพราะสมานฉันท์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ท่ามกลางการใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ ถึงเวลาที่รัฐต้องจัดให้เกิดการลงโทษผู้ละเมิดกฎหมายทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

เป้าหมายสำคัญของการดำเนินคดีอย่างเท่าเทียมกันนั้น ไม่ใช่เพื่อแลกเปลี่ยนความสะใจระหว่างสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน แต่เป้าหมายสำคัญคือการยกโทษ เพราะที่จริงแล้วการละเมิดกฎหมายของทั้งสองฝ่ายนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางความบกพร่องของระบบการเมืองมากกว่าความบกพร่องของแกนนำ แต่การยกโทษหรืออภัยโทษนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเริ่มที่ความจริงซึ่งกระบวนการทางกฎหมายที่ยุติธรรมจะเผยออกมา และการสำนึกผิดอย่างจริงใจของผู้ผิด ส่วนการยกโทษหรืออภัยโทษเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องเป็นผู้มอบแก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งผมเชื่อว่าเกิดขึ้นได้ง่าย หากความจริงและการสำนึกผิดได้เกิดขึ้นแล้ว

 

[หมายเหตุ บทความชิ้นนี้นิธิเขียนและลงพิมพ์ในมติชนฉบับ 20 เมษายน หลังเหตุการณ์เสื้อแดงยึดกรุงเทพฯ ช่วงสงกรานต์ปี 2552  จำได้ว่าตอนอ่านครั้งแรกหลังเหตุการณ์สงบใหม่ๆ รู้สึกประทับใจบางอย่าง ทำให้ต้องเวียนมาอ่านซ้ำเรื่อยๆ และยิ่งน่าอ่านมากยิ่งขึ้น หลังเสื้อแดงก้าวสู่อำนาจรัฐอีกรอบในยุคนี้]

Advertisements

วัฒนธรรมคนอย่างนิธิ

กันยายน 17, 2010 ใส่ความเห็น

เพิ่งจะได้อ่านสมศักดิ์ เจียม” วิจารณ์ “นิธิ เอียวศรีวงศ์” แรงๆ

…..

ยิ่งนิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังคงพูดและเขียนในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนี้เท่าไร ยิ่งทำให้การที่เขาไปร่วมเป็นกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นเป็นการกระทำที่ไร้ความ decency พื้นๆ ของความเป็นมนุษย์มากขึ้นตามไปด้วยเท่านั้น ปัญญาชน นักนสพ. จำนวนหนึ่ง ที่อาจจะ “ไม่สบายใจ” กับการที่นิธิไปร่วมเป็นกรรมการ พยายาม “ปลอบใจตัวเอง” หรือให้ “คำอธิบาย” ทำนองนี้  ด้วยการยกเอาการที่นิธิยังคงพูดและเขียนในลักษณะ “ไม่ขึ้นต่อรัฐบาล” หรือกระทั่ง “วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล” มาอ้าง หาได้คิดว่า ความจริง ยิ่งนิธิยังคงเขียนเชิงวิพากษ์รัฐบาลเท่าไร ยิ่งเป็นการประจานความไม่มี decency ของตัวเองมากขึ้นเพียงนั้น

…..

จะว่าไปก็ไม่ผิด แต่บางครั้งเราสามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากกว่าหนึ่งเดียว และจะว่าไปแล้วคนวิจารณ์ก็ไม่ได้พยายามที่จะทำความเข้าใจ “วัฒนธรรมคนอย่างนิธิ” สักเท่าไหร่

ผมกลับเห็นว่ามีความชอบธรรมที่นิธิสามารถชี้แจงการเข้าร่วมเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศ อย่างน้อยก็สักสองประเด็น

หนึ่ง) ตัวเขาเองสนับสนุนการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง และเป็นผู้สร้างความชอบธรรมไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมให้กับปฏิบัติการเสื้อแดง โดยย้ำอยู่เสมอว่าเป็นขบวนการประชาธิปไตยของแท้ ไม่เกี่ยวอะไรกับการมีอยู่ของทักษิณแม้แต่น้อย กล่าวได้ว่า เขาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวาทศิลป์ “ข้ามพ้นทักษิณ” ไม่สนใจในข้อเท็จจริงเลยว่าแดงที่เห็นๆ เกี่ยวโยงสัมพันธ์อย่างไรกับการเมืองของทักษิณ

ฉะนั้นจะแปลกอะไรกับการมาเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันประเทศ ให้ก้าวไปข้างหน้า ไปตามทิศทางที่เขาคิดว่าถูกต้อง เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐบาลนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับอภิสิทธิ์ หรือพูดให้ชัด นิธิ “ข้ามพ้นอภิสิทธิ์” ไปแล้ว

การมาเป็นกรรมการปฏิรูปฯ ย่อมช่วยยืนยันจุดยืนของตัวเองว่า มีเพียง “มาตรฐานเดียว” หาได้ “สองมาตรฐาน” แบบว่า “ข้ามพ้นทักษิณ” แต่ “ข้ามไม่พ้นอภิสิทธิ์” ติดยึดอยู่แต่สี่แยกคอกวัว-ราชประสงค์ขอคืนพื้นที่-กระชับพื้นที่ร่ำไป

สอง) ในฐานะที่มีส่วนสร้างความชอบธรรมและนำไปสู่ความเข้มแข้งของพวกนปช.และเสื้อแดง ถ้าในวันแรกๆ เขาวิพากษ์เสื้อแดงอย่างจริงจัง มองเห็นทักษิณอยู่ในขบวนการ ความฮึกเหิมจนนำไปสู่ความเสียหายก็มาจากความคิดความเชื่อที่ว่าพวกตัวเองเป็นฝ่ายถูก มีสถาบัน/นักวิชาการคอยประทับรับรอง นิธิก็เป็นคนหนึ่งที่มีส่วนผลักให้ชาวบ้านไปตาย

การเข้าเป็นกรรมการปฏิรูปฯ อาจเป็นความพยายามไถ่บาปให้ตัวเองก็ใคร ใครจะไปรู้