Archive

Posts Tagged ‘ม๊อบ’

ความรุนแรงที่ไม่น่าไม่เกิด

ตุลาคม 17, 2008 ใส่ความเห็น

เพื่อนผมคนหนึ่งเปิดประเด็นม๊อบ 7 ตุลา อย่างน่าสนใจ มันสงสัยว่าเมื่อฝ่ายตำรวจเปิดฉากปราบอย่างรุนแรงป่าเถื่อนก่อน ตั้งแต่เช้าตรู่ จนภาพข่าวกระจายออกจอโทรทัศน์ให้คนเห็นกันไปทั่ว แน่ชัดว่ามีคนขาขาด “ทำไมม๊อบไม่คิดจะเอาคืน” เพราะคนในม๊อบและผู้ตามมาสมทบภายหลังย่อมคุโชนไปด้วยอารมณ์โกรธ ต้องอยากแก้แค้นแทนคนเจ็บแน่นอน

ในช่วงเที่ยงซึ่งม๊อบยึดพื้นที่หน้ารัฐสภาคืนได้ ปิดล้อมไม่ให้ใครเข้าออก เขาว่าปริมาณคนขณะนั้นมากกว่าช่วงก่อนถูกสลายตอนเช้าหลายเท่า ต้องพกใจกล้าไม่กลัวตายติดตัวมาด้วยแน่นอน (เพราะตระหนักดีว่าตำรวจได้ใช้กำลังขั้นรุนแรงขนาดแขนขาขาด) ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะบุกผังรั้วสภาเขาไปจับตัว ส.ส.พลังประชาชน มาลงทัณฑ์  ขนาด จอน อึ้งภากรณ์ กับพวกแค่หยิบมือยังบุกเข้าไปถึงตัวอาคารได้ เทียบจำนวนกันไม่ได้เลยกับม๊อบพันธมิตรตอนนั้น แถมยังมีทั้งพลังกายและพลังใจ ที่ถูกเคี่ยวกรำให้ระอุร้อนพร้อมระเบิด

พวกปัญญาชนที่ชนพันธมิตรมาตลอดกล่าวหาไม่ใช่หรือ ว่าแกนนำกำลังปลูกฝั่งให้มองฝ่ายตรงข้ามเป็นปีศาจ ใครไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรถือว่าเป็นศัตรู ยั่วยุให้เข่นฆ่าไล่ล้างกันกลางถนน

โอกาสดีมาถึงแล้วนี่… ต้นไม้ที่ยืนเรียงแถวตามถนนอู่ทองใน น่าจะเป็นหลักสำหรับจับผู้แทนฯ จากพรรครัฐบาลมาแขวนคอสักคนสองคน ฉลอง 6 ตุลา ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวาน

น้องคนหนึ่งซึ่งเป็นอาสาแนวหน้าปะทะตำรวจ (คนเดียวกับคราวก่อน) เล่าว่า  ตอนม๊อบล้อมได้สำเร็จแล้ว ไอ้พวก ส.ส.พปช. บางคนยังโผล่หน้ามาด่าม๊อบ ให้นิ้วกลาง บางคนก็เดินมากดเอทีเอ็มตรงใกล้กับประตูรั้ว เบิกเงินไปแจกตำรวจ “ดูมันทำ” พอพวกนี้ออกมาที ม๊อบก็ส่งเสียงโห่ตะโกนด่าสวน

สถานการณ์ย่อมตึงเครียด และพร้อมปะทุอย่างรุนแรง หากมีเสียงสั่ง “บุก”

เขาถ่ายทอดเหตุการณ์ตอนนั้นว่า นักรบศรีวิชัยยืนแถวหน้ากระดานกั้นระหว่างม๊อบกับรั้วรัฐสภา ไม่ให้ใครเอื้อมมือไปแตะเด็ดขาด ส่วนแกนนำที่อยู่บนรถโมบายถือไมโครโฟน “วสันต์ สิทธิเขต” กำชับจริงจัง ไม่ให้ใครเข้าใกล้ ห้ามแม้แต่การปาขวดน้ำข้ามเข้าไป ถ้าใครทำขอให้การ์ดจับตัวโยนไปให้ตำรวจทันที

ดังนั้น แม้ว่าแกนนำจะด่ากราดระรานคนไปทั่ว ยั่วยุปลุกชาตินิยมงมงาย แต่ถ้าหากยังคงสภาพเป็นม๊อบ คือเป็นกลุ่มคนร่วมชุมนุมโดยมีแกนนำคอยกำกับควบคุม ก็น่าจะไว้ใจได้ในระดับหนึ่งว่าม๊อบกลุ่มนี้คงไม่ไปจับใครไล่ฆ่าสนุกมือ

และผมก็ไม่เชื่อว่าที่ม๊อบพันธมิตรทำในวันนั้นเป็นการยั่วยุให้ฝ่ายรัฐเริ่มต้นใช้ความรุนแรง ตามยุทธวิธียื่นหัวไปรับกระบองเพื่อ “ดิสเครดิต” รัฐบาล  เพราะถ้าจะทำจริง ก็น่าจะทำได้ดุเดือดกว่านี้ สู้อุส่าห์ไปนอนเฝ้าข้ามคืนแล้วกลับขัดขวางไม่สำเร็จ  น่าอาย จอน อึ้งภากรณ์ มาก  ทำไมเขาไม่ใช้ “กุญแจ/โซ่มนุษย์” ล่ามตัวเข้ากับประตูรั้ว แล้วลั่นกุญแจปิดตายปากทางเข้าไปเลย ใครจะเปิดประตูรั้วก็ต้องฉีกร่างของมนุษย์เป็น ๆ เสียก่อน เชื่อเถอะว่าถ้าประกาศหาอาสาสมัคร รับรองมีคนอาสาตายเพียบ

ผมเห็นในข่าวต่างประเทศว่าม๊อบเมืองนอกนิยมใช้ “ไม้ตาย” แบบนี้เยอะ  เขาว่าเป็น “อารยะขัดขืน” แบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็นพันธมิตรไทยทำแล้วละก็ ต้องถูกหาว่ายั่วยุเจ้าหน้าที่ หรือเอาชีวิตประชาชนเป็นตัวประกันอย่างแน่นอน

เดาเอาเล่น ๆ ว่า  แกนนำคงไม่ไว้ใจตำรวจไทยแน่นอน เลยไม่อุตริให้เสี่ยงใช้แผนทำนองนี้ มิเช่นนั้นคงเป็นเป้านิ่งรับกระสุนแก๊สน้ำตาคุณภาพต่ำเละไปทั้งตัวแล้ว

หลังจากวันนั้นมีข่าวเบื้องลึกมาเข้าหู เพราะผมเองก็สงสัยว่าเมื่อม๊อบแตกพ่ายจะแจไปแล้ว ทำไมตำรวจไม่ครองพื้นที่หน้าสภาให้เบ็ดเสร็จ แต่กลับถอนกำลังออกไปจนม๊อบระดมกำลังมายึดคืนได้อีกหน เขาว่ามีการเตรียมปราบ “ก๊อกสอง” ไว้แล้ว  และน่าจะรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า เพราะประเมินจากช่วงบ่ายถึงค่ำวันนั้น ตำรวจตั้งอกตั้งใจยิงและขว้างแก๊สน้ำตาเป็นร้อยลูก ไม่มียั้ง แต่เผอิญว่าไม่เข้าทางเลยทำได้แค่นั้น

พวกเขาคงประเมินว่าฝูงชนจะต้องบ้าคลั่ง จึงเตรียมแผนเปิดทางให้กลับมาล้อมสภาใหม่ สร้างโอกาสให้ม๊อบบุกเข้าไปประชาทัณฑ์ ส.ส. ในสภา แล้วจังหวะนั้นเอง จะได้ปราบอีกรอบแต่ครั้งนี้ต้องหนักกว่าเก่า จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายอย่างโกลาหลวุ่นวาย เปิดทางให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าเป็นทหารฝ่ายใคร ถ้าเป็นฝ่ายตัวเองก็ยึดประเทศนี้ได้สำเร็จ แต่ถ้าเป็นฝ่ายอื่นก็จะได้ใช้เป็นข้ออ้างขอลี้ภัยทันที แหล่งข่าวเล่าว่าแกนนำม๊อบขณะนั้นเคร่งเครียดทีเดียว ฝูงชนที่กำลังคลั่งแค้นนี่น่ากลัว แต่สุดท้ายก็เอาอยู่

ฝ่ายทักษิณก็ใช้คนของตัวเองเป็น “ตัวประกัน” เหมือนกัน

Advertisements

จุดยืนมีมากกว่าหนึ่ง

ตุลาคม 14, 2008 1 ความเห็น

หลัง 7 ตุลาคม ผมคุยกับน้องคนหนึ่งซึ่งเข้าร่วมพันธมิตรฯ ปิดล้อมรัฐสภา เพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายรัฐบาล มาเล่าสู่กันฟังในอิทธิฤทธิของแก๊สน้ำตา เขาบอกว่าตอนใกล้เที่ยงก่อนที่ม๊อบกลับเข้ายึดพื้นที่หน้าสภาคืนนั้น บนเวทีประกาศหาอาสาชายฉกรรจ์ 50 นาย เป็นแนวหน้าประทะตำรวจ เพื่อดัน ดัน ดัน

เขายกมือทันควัน “ผมครับ”

แต่เมื่อเตรียมตัวเข้ากลุ่มเพื่อซักซ้อมปฏิบัติการ “ไอ้น้องยังไม่มีหน้ากากกันแก๊สน้ำตาหรือ” มีคนถามเขาทันทีที่เห็นแค่พกผ้าขาวปิดปากปิดจมูกเท่านั้น

อีกสักชั่วอึดใจ อุปกรณ์เซฟตี้ต่าง ๆ ก็ทยอยมาเป็นลัง ๆ มีให้เลือกจนเกินพอ  ผมจึงพอทราบถึงความพร้อมของพันธมิตรฯ ว่าอยู่ในระดับสูงทีเดียว เป็นหลักประกันพอให้คนร่วมงานอุ่นใจว่าไม่ได้มาเพื่อแพ้ ถ้าหากการเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมรัฐสภาเป็นการยั่วยุเจ้าหน้าที่ให้เปิดฉากใช้ความรุนแรงแล้่วละก็ พวกเขาก็เตรียมตัวมาเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบาในบ้าง

เมื่อคุยถึงเจตนารมย์ที่จะยั่วยุของม๊อบ (มีคนบอกว่านี่คือยุทธวิธีของม๊อบ) ผมยกเหตุการณ์ครั้งที่ จอน อึ้งภากรณ์ กับพรรคพวก นัดหมายกันบุกยึดรัฐสภาไม่ให้ สนช. ประชุมสภาเพื่อตรากฎหมายได้อีกต่อไป ครั้งนั้นม๊อบมีเจตนาบุกรุกไปในตัวอาคาร รุกเข้าไปถึงปากประตูห้องประชุมสภา จนทำให้ สนช. ต้องยุติการประชุมโดยพลัน

สรุปว่าปฏิบัติการลุล่วงตามเป้าหมาย ต่างจากม๊อบพันธมิตรที่ทำไม่สำเร็จ

ผมสงสัยว่าทำไมข้อกล่าวหาว่าม๊อบเป็นฝ่ายยั่วยุ ถึงไม่เกิดกับครั้งจอนกับพวกบุกสภา (ขณะที่พันธมิตรฯ แค่ปิดล้อม)

น้องคนนั้นบอกอีกว่า “วันนั้นผมก็ไป”

คงเป็นเพราะครั้งคนน้อยกระมัง เลยมองว่าไม่ได้เป็นการยั่วยุ ไปแต่น้อยแบบเจียมเนื้อเจียมตัว แต่น้องเขาก็บอกว่า ก็ไม่ถือว่าน้อยนะ น่าจะเป็นหลักพันได้

ผมเชื่อว่าคนที่่ไปทั้งสองงานนี้ไม่ได้มีแค่คนเดียว น่าจะมีอีกหลายคน แต่แม้ว่ามีแค่คนนี้คนเดียว ผมก็อยากจะอธิบายการกระทำของเขา ว่าอย่างไรดีหนอ พวกบุกสภา สนช. นั้นเป็นพวกอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่พวกล้อมสภา พปช. นั้น  น่าจะสรุปว่าเป็นฝ่ายเผด็จการ เนื่องจากมาในนามพันธมิตรฯ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยกล่าวหาว่าออกบัตรเชิญให้ทหารปฏิวัติ 19 กันยา

สรุปได้ไหมว่าเขาไม่มีจุดยืน? ถูกยั่วยุปลุกปั่นล้างสมอง?

พอเปิดเว็บผู้จัดการ ดู ASTV ก็แห่ตามเขาออกมา แถมยังเสือกอาสาเป็นแนวหน้าเสียอีก ทั้งที่ก่อนหน้าเปิดเว็บประชาไทแล้วก็ร่วมขบวนกับเข้าด้วย ไม่รู้เลยหรือว่าแกนนำเขาเดินกันคนละทาง

นึกแล้วให้ขำ หัวขบวนพันธมิตรฯ ระดมผลัดเปลี่ยนขึ้นเวทีด่าทอคนอื่นที่ไม่เอาด้วยกับตัวเอง ส่วนพวกมีอุดมการณ์ยกย่องประชาธิปไตยไม่ว่านักวิชาการหรือนักกิจกรรมสังคมก็วิจารณ์พันธมิตรฯ กลับ หาว่าปลุกปั่นยั่วยุสร้างความเกลียดชัง มองทักษิณเป็นปีศาจ เห็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยเป็นศัตรู จนน่ากลัวว่าจะเกิดการไล่ฆ่ากันกลางเมือง

ผมรู้สึกว่าหัวขบวนกลายเป็น “หัวตอ” ฝ่ายหนึ่งก็เป็นตัวตลก อีกฝ่ายหนึ่งก็เหมือนคนโง่ เพราะสุดท้ายก็มีคน ๆ หนึ่งยอมเป็นกำลังให้กับทั้งสองฝ่าย โดยไม่สนใจว่าแกนนำคิดตรงกันข้ามราวฟ้ากับดิน

[เพิ่มเติม: น้องคนนี้เล่าว่าวันไปออกงานกับ จอน อึ้งภากรณ์  เห็น ใจ อึ้งภากรณ์ มาด้วย  หลังจากแกนนำรวมกันโชว์ตัวเปิดงานกันเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าวาระหารือจะบุกยึดสภา ใจ ไม่ได้ไปประชุมแกนนำด้วย แต่ขึ้นแท็กซี่กกลับทันที ทิ้งลูกศิษย์ตัวเองไว้แทน เข้าใจว่าคงจะรีบไปสอนหนังสือ]

ขอดีเบทบ้าง

กันยายน 21, 2008 ใส่ความเห็น

ในงาน ดีเบท 4 ขั้ว “บทบาทนักศึกษาในสถานการณ์วิกฤตการเมือง” ระหว่าง เยาวชน พธม., อมธ., สนนท., และ กปก. มีค้นเข้าฟังจนห้องประชุมแน่น จนผมต้องยืน แต่ด้วยความขี้เกียจ อีกทั้งหัวเข่าไม่ค่อยดี ทำให้ตัดสินใจเลือกเดินไปกินข้าว รอให้ห้องว่างก่อนค่อยกลับมา แต่ก็โอ้เอ้เอาจนเขาจะใกล้เลิก สถานีโทรทัศน์ยกกองถ่ายทอดกลับพอดี ผมเห็นหน้าห้องติดแบนเนอร์อันใหญ่ว่า “เบื่อม๊อบพันธมิตร” คิดว่าคงมีคนนำมาติดหลังจากที่งานได้เริ่มไปสักพักแล้ว เพราะมาตอนแรกไม่เห็น เนื้อหาช่วงหลักคงหาอ่านกันได้แล้ว (ใน ปชท. ) แต่ขอบันทึกเฉพาะบางประเด็นที่สะดุดใจตัวเอง

ในช่วงที่เข้าฟังเป็นขณะที่พิธีกรเปิดโอกาสให้ซักถามหรือแสดงความเห็น น้องคนหนึ่งจากพันธมิตรตัดพ้อว่าวันที่ตำรวจเอาหมายมาติดที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่เห็นใครออกมาช่วยหรือประนามรัฐบาลว่าใช้ความรุนแรงเลย มีแต่ด่าว่าพันธมิตรผิด จนผู้ร่วมฟังคนหนึ่งชื่อว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องโต้แย้ง ซึ่งพอสรุปใจความสำคัญว่า “วันนี้เลิกพูดได้แล้วว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรง”

เขาอธิบายว่าเป็นกลวิธีของม๊อบอยู่แล้วที่ต้องพยายามยั่วยุให้รัฐบาลเป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรง หากคืนที่ นปก. มาปะทะกับ พธม. คนตายใส่เสื้อสีเหลือง จะทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ทันที แต่โชคดีที่คนตายสวมเสื้อแดง ดังนั้นเมื่อรู้แล้วว่าจุดสุดท้ายต้องลงเอยเช่นนี้ แต่ผู้นำม๊อบพันธมิตรกลับยังเลือก ก็เท่ากับว่ากำลังใช้ชีวิตของมวลชนเป็นเครื่องมือไปสู่ชัยชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่้งคนนำม๊อบอย่าง พล.ต.จำลอง  ได้เคยใช้วิธี “พาคนไปตาย” แบบนี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้วเมื่อครั้ง “พฤษภา 35”

ผมเคยได้ยินข้อกล่าวหา “จำลองพาคนไปตาย” มานานแล้ว  เข้าใจว่าผู้ริเริ่มกล่าวเป็นพวกแรก ๆ ก็คือ ประชาธิปัตย์ ในระหว่างสงครามหาเสืยงเลิอกตั้งหลังจากพฤษภาทมิฬนั่นเอง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าประโยคนี้จะเป็นความจริงสักแค่ไหน ทว่ากลับมั่นใจอยู่อย่างว่า มันก็แค่เครื่องมือดิสเครดิตทางการเมือง เราอย่าไปควานหาเอาเลยว่าเป็นจริงหรือเท็จ แต่เมื่อได้ยินคุณคนนี้พูดอีกครั้ง พร้อมกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น และอาจส่อแววซ้ำรอยอดีตอีกหน อีกทั้งคนพูดก็ไม่น่าจะอยู่ข้างประชาธิปัตย์ ทำให้ต้องมาทบทวนใหม่อีกรอบ… หรือว่า “จำลองพาคนไปตาย” จริง… ประโยคบอกเล่าประโยคนี้มิใช่แค่วาทะโจมตีจากคู่แข่งขันทางการเมืองแล้วซิ คำพูดของคุณธนาธรได้ช่วยสำทับให้เชื่อได้ว่าประชาธิปัตย์พูดความจริง แม้จุดมุ่งหมายของการพูดในครั้งนั้นหวังแค่เพียงทำลายพรรคการเมืองคู่แข่งขัน แต่ความจริงถึงอย่างไรก็ต้องเป็นความจริง หาได้มีข้อยกเว้นไม่

แล้วยังช่วยให้เข้าใจได้อีกว่า ในสมัยเริ่มต้นชีวิตนักข่าวใหม่ ๆ เป็นช่วงความเบ่งบานของการก่อม๊อบ ส่วนใหญ่แล้วเป็นม๊อบของเกษตรกรจำพวกกลุ่มสมัชชาคนจน แห่ยกกันมาล้อมทำเนียบรัฐบาล วันดีคืนดีก็ปืนกำแพงบุกยึดทำเนียบก็มี แต่ด้วยคนน้อยและยังเป็นแค่คนจน (ต่างจาก “ม๊อบบรรดาศักดิ์”) ต้องเปลืองตัวเอาหัวมารับกระบอก บางครั้งก็ถูกหมากัด การพลีกายเพื่อรับความเจ็บปวดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของม๊อบตามที่คุณชื่อเหมือนส้มว่าไว้ ไม่ผิดแน่

แต่ขอขยายความว่าตรรกะคิดนี้ไม่ควรนำไปใช้พร่ำเพรื่อ เพราะมันถูกเจ้าของจำกัดว่า ให้ใช้ในขณะ “วันนี้” เท่านั้น (แต่มีแนวโน้มว่าจะใช้ใน “วันหน้า” ได้ด้วย) และอาจเจาะจงให้จำกัดขึ้นว่า ให้ใช้เฉพาะตัว พล.ต.จำลอง เท่านั้น  เพราะผมลองนำมันไปใช้อธิบาย “6 ตุลา” ก็รู้สึกว่าไม่น่าจะไปด้วยกันได้ ถ้าเราอธิบายว่าความโหดเหื้ยมที่เกิดในวันนั้น เป็นเพราะแกนนำไม่ยอมเลิกการชุมนุมประท้วงในธรรมศาสตร์ ทั้งที่ก็รู้สถานการณ์ดีอยู่แล้วว่าทางฝ่ายอำนาจจ้องจะกวาดล้างอยู่แล้ว ความผิดจึงควรตกอยู่กับผู้นำม๊อบมากกว่าจะเป็นผู้นำกำลังติดอาวุึธ ก็คงเป็นเรื่องที่ประหลาดพิลึกและเข้าใจได้ยากทีเดียว จริงอยู่ว่าในวันนั้นรัฐบาลอยู่ไม่ได้เพราะเกิดการรัฐประหาร (เอาเข้าจริงจะบอกว่าผู้ที่ก่อการปราบปรามในครั้งนั้นเป็นรัฐบาลได้่หรือไม่ ผมก็ไม่แน่ใจ) แต่ฝ่ายที่โดนปราบต้องเจ็บต้องตาย รู้สึกไหมว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะ?

หากถามหาเหตุผล ว่าทำไมใช้ไม่ได้? ก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร แต่ลองนึกเล่น ๆ แบบหาเรื่องว่า เพราะแกนนำม๊อบครั้งนั้นเป็นนักศึกษาหรือปัญญาชน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่

หมายเหตุ
1) ผมรู้สึกว่าใครสักคนที่เอาป้าย “เบื่อม๊อบพันธมิตร” ไปติดที่หน้างานนั้น ช่างเป็นคนที่มีความคิดไม่เข้าท่าเสียเลย จะแจกรูปลอกหรือใบปลิวอะไรก็ว่าไปเถิด เอากันพองาม แต่ทำถึงอย่างนี้ก็เกินไป เพราะบางคนอาจเข้าใจไปได้ว่าคนจัดงานคือพวกไม่เอา พธม.  แล้วถือโอกาสเรียกพวกเด็กจากฝ่าย พธม. มาเชือด  จริงอยู่ว่าในธรรมศาสตร์มีเสรีภาพ ใครจะทำอะไรก็ทำไป แต่พฤติกรรมมันฟ้ัองถึงตัวคนทำ กำลังประกาศว่าที่แห่งนี้เป็นของพวกกู (ผมอยากบอกพวกเด็กฝ่ายโน้นว่ากลับไปอยู่ข้างถนนดีแล้ว) ทำอะไรก็ให้เกียรติเด็กบ้าง แม้เขาจะพูดจาไม่ฉะฉานฟังแล้วโง่ ๆ เซ่อ ๆ  รู้แล้วว่าเบื่อว่าเกลียดพันธมิตร แต่ก็อย่าเอานิสัยพันธมิตรมาใช้เลย

2) วัยเด็กหรือเยาวชนเป็นวัยที่ถูกมองข้ามจริง ๆ  แค่ฟังในช่วงท้ายก็สะท้อนแล้วว่า Young PAD เป็นแค่ พธม. ย่อส่วน เป็นตัวแทนของพวกที่ยึดทำเนียบ ไม่ได้ตระหนักว่าพวกเขาคือกลุ่มวัยรุ่นที่ตัดสินใจไปอยู่ฝ่ายพันธมิตร แทนที่จะอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายต่ิอต้านเผด็จการ หรือฝ่ายไม่เอาชาตินิยม หรือเรียกรวมได้ว่าฝ่ายไม่เอาพันธมิตร (ข้อสังเกตนี้เกิดหลังฟัง อ.เดชา ตั้งสีฟ้า บอกว่า  กำลังทำวิจัยโดยใช้วิธีวิทยามานุษยวิทยาว่าด้วยเด็ก)

3) ความจริงคุณธนาธรพูดประเด็นน่าสนใจอีกเรื่อง แต่ขอเก็บไว้ก่อน กลัวจะยาวเกินจำเป็น

ประเมินการรายงานข่าวม๊อบ โดยสมัคร สุนทรเวช

มิถุนายน 27, 2008 ใส่ความเห็น

หลังม๊อบพันธมิตรซึ่งเป็นมวลชนฝักใฝ่เผด็จการเดินขบวนล้อมทำเนียบเป็นผลสำเร็จ ภายใต้การแข่งขันกันรายงานข่าวเกาะติดแทบจะ real time  ในหมู่สื่อโทรทัศน์ซึ่งมีคุณลักษณ์เฉพาะ สามารถรายงาน “สดจากสนาม” ได้เต็มกำลังกว่าสื่อแขนงอื่น พร้อมสำทับความสำเร็จของม๊อบด้วยพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์เกือบทุำกฉบับในวันรุ่งขึ้น ทำให้นายกรัฐมนตรีสมัครผู้มีวิญญาณประชาธิปไตยเพราะว่าผ่านการเลือกตั้ง มีหมอเหวงและอาจารย์จรัลการันตีคุณภาพ ได้แสดงปฏิกิริยาต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนกระแสหลักครั้งนี้ในรายการโทรทัศน์ของตัวเอง (“สนทนาประสาสมัคร”, 22 มิถุนายน 2551) ว่า

ฝ่ายตนทำแบบเดียวกันบ้าง ตั้งแก๊ง ปิดถนน  บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น คุณมาจากไหน 5 คน คุณได้รับเลือกตั้งเมื่อไหร่ มีสถานะอย่างไรทางกฎหมาย สื่อก็ประโคมข่าวว่ามีสิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ เหมือนคนทั้ง 5 มีสิทธิเท่าเทียมกับคณะรัฐมนตรี ผมรำคาญใจเพราะสื่อยกน้ำหนัก 2 ข้างเท่ากัน นี่คือความไม่เป็นธรรมทางสังคม

ความไม่พอใจที่มีต่อข่าวขบวนมวลชนพันธมิตรของสมัครมีเพียงประเด็นเท่านั้น นั่นคือ ให้้น้ำหนักข่าวฝ่ายม๊อบเผด็จการเท่าเทียมกับฝ่ายรัฐบาลเลือกตั้ง มิได้กล่าวหาสักนิดว่า สื่อมวลชนกำลังทำหน้าที่ด้วยอารมณ์ชิงชังตั้งอคติกับรัฐบาล จนถึงกับบิดเบือนความจริง ปั้นน้ำเป็นตัว หรือกุข่าวแหกตา  คนมาแค่สองพันห้าแต่ดันรายงานว่าสองหมื่นห้า แถมยังหลอกลวงว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ทั้งที่จัดตั้ง-แหล่งใต้กันทั้งม๊อบ  แต่อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้ยกระดับความไม่พอใจต่อการให้น้ำหนักข่าวแบบเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย ให้กลายเป็น “ความไม่เป็นธรรมทางสังคม” ไปเสียแล้ว  ทั้งที่ แย้งกับตำราวารสารศาสตร์ฉบับอุดมคติที่ว่า หัวใจในการรายงานข่าวอย่างเป็นกลาง ก็คือ ความพยายามนำเสนอข่าวทั้งสองข้างด้วยการให้ “น้ำหนักข่าว” แก่คู่ขัดแย้งกันอย่างเท่าเทียม อุทิศพื้่นที่ข่าวไม่ว่าจะเป็นหน้ากระดาษหรือเวลาออกอากาศให้เป็นธรรมแบบหารสอง (ให้ตายเถอะ… ผมไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสพข่าวมีโอกาสพิจารณาไตร่ตรองข้อมูลที่โต้แย้งกัน ด้วยปริมาณสาระเท่า ๆ กัน  จนไปสู่การตัดสินใจสรุปว่าฝ่ายไหนผิด-ถูกจากข้อมูลเนื้อ ๆ  มิใช่เพียงถูกโน้มน้าวด้วยฝีปากของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ยึดครองพื้นที่สื่อมากกว่าอีกฝ่าย ด้วยวิธีคิดคร่ำครึทำนองว่า คนประเภทที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความน่าเชื่อถือว่าคนประเภทที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (ขอแบ่งประเภทคนตามแบบสมัคร เพราะเข้าใจง่ายดี มีแค่สองประเภทเท่านั้น) ย่อมสมควรได้รับพื้นที่นำเสนอข้อมูลมากกว่า

แม้จริงว่า ในสำนึกของสมัครซึ่งเป็นชนชั้นนำคนหนึ่งของบ้านเมืองที่อาจคิดและพูดถูกต้อง ไม่ผิดที่จะกล่าวหาสื่อมวลชนว่ากำลังสร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคม เพราะเขาย่อมเชื่อว่า รัฐบาลคือผู้ทรงอำนาจเป็นคุณพ่อของคนทั้งประเทศ ย่อมต้องมีคุณค่าแก่การเป็นข่าวมากกว่าพวกม๊อบข้างถนน หรือพวกคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่สำหรับมวลชนผู้เดินบนถนนและยึดฟุตบาทเป็นที่นอนแล้ว นี่อาจเป็นยุคทองของการเมืองภาคประชาชนก็เป็นได้ คงไม่มีสื่อกระแสหลักยุคไหนจะที่ให้โอกาสกับการเมืองข้างถนนเท่ายุคนี้  เพราะว่าท่านสมัครผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยได้วิเคราะห์การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนด้วยความลุ่มลึกและจริงใจ และอาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อเท็จจริงที่แสนจะหนักแน่นน่าเชื่อถือ ใครจะไปคิดว่าสักวันหนึ่งข่าวม๊อบจะสำคัญในระดับเดียวกับข่าวรัฐบาล สมัครคงไม่พูดอะไรชุ่ย ๆ หรือโกหกพกลมหรอก  ไม่อย่างนั้นท่านคงไม่มีวันนี้ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และอาจมีวันหน้าในตำแหน่งองคมนตรีก็เป็นได้

อีกทั้งขณะนี้เป็นยุคหลัง คมช. พึ่งต้องตระหนักว่าการปฏิวัติที่ผ่านมามีส่วนช่วยปลดแอกวงการข่าวจากทักษิณอย่างมีนัยยะสำคัญ จนสื่อมวลชนกระแสหลักถูกกล่าวหาว่าต้องสยบยอมและรับใช้เผด็จการ คมช. เพื่อกลั่นแกล้งคนดีอย่างทักษิณ จนยังตามมาจ้องจองล้างรัฐบาลสมัครต่อในฐานะนอมินี แต่ท่านสมัครซึ่งอยู่ฟากตรงข้ามเผด็จการ คมช. กลับใช้ตัวท่านค้ำประกันการปฎิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคนบางประเภทแต่เป็นพวกเดียวกับท่านประทับตราทายาท คมช. ไว้แน่น (รวมถึงสื่อมวลชนรักประชาธิปไตยบางกลุ่มด้วย) คำพูดของสมัครซึ่งเป็นศัตรูของสื่อมวลชนกลับกลายเป็นหลักฐานชั้นเลิศ ที่มันดันวกมาย้ำยันปฏิปักษ์ของตัวเองว่า  ณ วันนี้ สื่อมวลชนกำลังเดินไปตามอุดมคติอันดีงามของวิชาชีพแล้ว แม้ไม่ใช่ทนายความแต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า หลักฐานสนับสนุนที่มาจากฝ่ายตรงข้ามย่อมมีน้ำหนักกว่าหลักฐานสนับสนุนที่มาจากฝ่ายเดียวกัน เพราะช่วยปิดประเด็นครหาว่าเป็นการชงกันเองชมกันเองได้ดีที่สุด

คำกล่าวหาของสมัครได้ช่วยกอบกู้หน้่่าตาวงการสื่อมวลชนไทย หลังจากยับเยินไม่มีชิ้นดีในยุครัฐบาลทักษิณ ใครดูข่าวม๊อบสนธิช่วงแรก ๆ ตอนนั้นคงจำกันได้ดี ว่ามันห่วยแตกเกินบรรยาย จนทำให้คนที่นั่งดูหน้าจอโทรทัศน์ทนไม่ไหวต้องรีบออกจากบ้านมาเป็นม๊อบเสียเอง ฝันร้ายผ่านพ้นไปเสียที ท้องฟ้าใหม่ของสื่อมวลชนเปิดแล้วในยุคหลัง คมช.