Archive

Posts Tagged ‘รัฐสภา’

ความรุนแรงที่ไม่น่าไม่เกิด

ตุลาคม 17, 2008 ใส่ความเห็น

เพื่อนผมคนหนึ่งเปิดประเด็นม๊อบ 7 ตุลา อย่างน่าสนใจ มันสงสัยว่าเมื่อฝ่ายตำรวจเปิดฉากปราบอย่างรุนแรงป่าเถื่อนก่อน ตั้งแต่เช้าตรู่ จนภาพข่าวกระจายออกจอโทรทัศน์ให้คนเห็นกันไปทั่ว แน่ชัดว่ามีคนขาขาด “ทำไมม๊อบไม่คิดจะเอาคืน” เพราะคนในม๊อบและผู้ตามมาสมทบภายหลังย่อมคุโชนไปด้วยอารมณ์โกรธ ต้องอยากแก้แค้นแทนคนเจ็บแน่นอน

ในช่วงเที่ยงซึ่งม๊อบยึดพื้นที่หน้ารัฐสภาคืนได้ ปิดล้อมไม่ให้ใครเข้าออก เขาว่าปริมาณคนขณะนั้นมากกว่าช่วงก่อนถูกสลายตอนเช้าหลายเท่า ต้องพกใจกล้าไม่กลัวตายติดตัวมาด้วยแน่นอน (เพราะตระหนักดีว่าตำรวจได้ใช้กำลังขั้นรุนแรงขนาดแขนขาขาด) ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะบุกผังรั้วสภาเขาไปจับตัว ส.ส.พลังประชาชน มาลงทัณฑ์  ขนาด จอน อึ้งภากรณ์ กับพวกแค่หยิบมือยังบุกเข้าไปถึงตัวอาคารได้ เทียบจำนวนกันไม่ได้เลยกับม๊อบพันธมิตรตอนนั้น แถมยังมีทั้งพลังกายและพลังใจ ที่ถูกเคี่ยวกรำให้ระอุร้อนพร้อมระเบิด

พวกปัญญาชนที่ชนพันธมิตรมาตลอดกล่าวหาไม่ใช่หรือ ว่าแกนนำกำลังปลูกฝั่งให้มองฝ่ายตรงข้ามเป็นปีศาจ ใครไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรถือว่าเป็นศัตรู ยั่วยุให้เข่นฆ่าไล่ล้างกันกลางถนน

โอกาสดีมาถึงแล้วนี่… ต้นไม้ที่ยืนเรียงแถวตามถนนอู่ทองใน น่าจะเป็นหลักสำหรับจับผู้แทนฯ จากพรรครัฐบาลมาแขวนคอสักคนสองคน ฉลอง 6 ตุลา ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวาน

น้องคนหนึ่งซึ่งเป็นอาสาแนวหน้าปะทะตำรวจ (คนเดียวกับคราวก่อน) เล่าว่า  ตอนม๊อบล้อมได้สำเร็จแล้ว ไอ้พวก ส.ส.พปช. บางคนยังโผล่หน้ามาด่าม๊อบ ให้นิ้วกลาง บางคนก็เดินมากดเอทีเอ็มตรงใกล้กับประตูรั้ว เบิกเงินไปแจกตำรวจ “ดูมันทำ” พอพวกนี้ออกมาที ม๊อบก็ส่งเสียงโห่ตะโกนด่าสวน

สถานการณ์ย่อมตึงเครียด และพร้อมปะทุอย่างรุนแรง หากมีเสียงสั่ง “บุก”

เขาถ่ายทอดเหตุการณ์ตอนนั้นว่า นักรบศรีวิชัยยืนแถวหน้ากระดานกั้นระหว่างม๊อบกับรั้วรัฐสภา ไม่ให้ใครเอื้อมมือไปแตะเด็ดขาด ส่วนแกนนำที่อยู่บนรถโมบายถือไมโครโฟน “วสันต์ สิทธิเขต” กำชับจริงจัง ไม่ให้ใครเข้าใกล้ ห้ามแม้แต่การปาขวดน้ำข้ามเข้าไป ถ้าใครทำขอให้การ์ดจับตัวโยนไปให้ตำรวจทันที

ดังนั้น แม้ว่าแกนนำจะด่ากราดระรานคนไปทั่ว ยั่วยุปลุกชาตินิยมงมงาย แต่ถ้าหากยังคงสภาพเป็นม๊อบ คือเป็นกลุ่มคนร่วมชุมนุมโดยมีแกนนำคอยกำกับควบคุม ก็น่าจะไว้ใจได้ในระดับหนึ่งว่าม๊อบกลุ่มนี้คงไม่ไปจับใครไล่ฆ่าสนุกมือ

และผมก็ไม่เชื่อว่าที่ม๊อบพันธมิตรทำในวันนั้นเป็นการยั่วยุให้ฝ่ายรัฐเริ่มต้นใช้ความรุนแรง ตามยุทธวิธียื่นหัวไปรับกระบองเพื่อ “ดิสเครดิต” รัฐบาล  เพราะถ้าจะทำจริง ก็น่าจะทำได้ดุเดือดกว่านี้ สู้อุส่าห์ไปนอนเฝ้าข้ามคืนแล้วกลับขัดขวางไม่สำเร็จ  น่าอาย จอน อึ้งภากรณ์ มาก  ทำไมเขาไม่ใช้ “กุญแจ/โซ่มนุษย์” ล่ามตัวเข้ากับประตูรั้ว แล้วลั่นกุญแจปิดตายปากทางเข้าไปเลย ใครจะเปิดประตูรั้วก็ต้องฉีกร่างของมนุษย์เป็น ๆ เสียก่อน เชื่อเถอะว่าถ้าประกาศหาอาสาสมัคร รับรองมีคนอาสาตายเพียบ

ผมเห็นในข่าวต่างประเทศว่าม๊อบเมืองนอกนิยมใช้ “ไม้ตาย” แบบนี้เยอะ  เขาว่าเป็น “อารยะขัดขืน” แบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็นพันธมิตรไทยทำแล้วละก็ ต้องถูกหาว่ายั่วยุเจ้าหน้าที่ หรือเอาชีวิตประชาชนเป็นตัวประกันอย่างแน่นอน

เดาเอาเล่น ๆ ว่า  แกนนำคงไม่ไว้ใจตำรวจไทยแน่นอน เลยไม่อุตริให้เสี่ยงใช้แผนทำนองนี้ มิเช่นนั้นคงเป็นเป้านิ่งรับกระสุนแก๊สน้ำตาคุณภาพต่ำเละไปทั้งตัวแล้ว

หลังจากวันนั้นมีข่าวเบื้องลึกมาเข้าหู เพราะผมเองก็สงสัยว่าเมื่อม๊อบแตกพ่ายจะแจไปแล้ว ทำไมตำรวจไม่ครองพื้นที่หน้าสภาให้เบ็ดเสร็จ แต่กลับถอนกำลังออกไปจนม๊อบระดมกำลังมายึดคืนได้อีกหน เขาว่ามีการเตรียมปราบ “ก๊อกสอง” ไว้แล้ว  และน่าจะรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า เพราะประเมินจากช่วงบ่ายถึงค่ำวันนั้น ตำรวจตั้งอกตั้งใจยิงและขว้างแก๊สน้ำตาเป็นร้อยลูก ไม่มียั้ง แต่เผอิญว่าไม่เข้าทางเลยทำได้แค่นั้น

พวกเขาคงประเมินว่าฝูงชนจะต้องบ้าคลั่ง จึงเตรียมแผนเปิดทางให้กลับมาล้อมสภาใหม่ สร้างโอกาสให้ม๊อบบุกเข้าไปประชาทัณฑ์ ส.ส. ในสภา แล้วจังหวะนั้นเอง จะได้ปราบอีกรอบแต่ครั้งนี้ต้องหนักกว่าเก่า จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายอย่างโกลาหลวุ่นวาย เปิดทางให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าเป็นทหารฝ่ายใคร ถ้าเป็นฝ่ายตัวเองก็ยึดประเทศนี้ได้สำเร็จ แต่ถ้าเป็นฝ่ายอื่นก็จะได้ใช้เป็นข้ออ้างขอลี้ภัยทันที แหล่งข่าวเล่าว่าแกนนำม๊อบขณะนั้นเคร่งเครียดทีเดียว ฝูงชนที่กำลังคลั่งแค้นนี่น่ากลัว แต่สุดท้ายก็เอาอยู่

ฝ่ายทักษิณก็ใช้คนของตัวเองเป็น “ตัวประกัน” เหมือนกัน

จุดยืนมีมากกว่าหนึ่ง

ตุลาคม 14, 2008 1 ความเห็น

หลัง 7 ตุลาคม ผมคุยกับน้องคนหนึ่งซึ่งเข้าร่วมพันธมิตรฯ ปิดล้อมรัฐสภา เพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายรัฐบาล มาเล่าสู่กันฟังในอิทธิฤทธิของแก๊สน้ำตา เขาบอกว่าตอนใกล้เที่ยงก่อนที่ม๊อบกลับเข้ายึดพื้นที่หน้าสภาคืนนั้น บนเวทีประกาศหาอาสาชายฉกรรจ์ 50 นาย เป็นแนวหน้าประทะตำรวจ เพื่อดัน ดัน ดัน

เขายกมือทันควัน “ผมครับ”

แต่เมื่อเตรียมตัวเข้ากลุ่มเพื่อซักซ้อมปฏิบัติการ “ไอ้น้องยังไม่มีหน้ากากกันแก๊สน้ำตาหรือ” มีคนถามเขาทันทีที่เห็นแค่พกผ้าขาวปิดปากปิดจมูกเท่านั้น

อีกสักชั่วอึดใจ อุปกรณ์เซฟตี้ต่าง ๆ ก็ทยอยมาเป็นลัง ๆ มีให้เลือกจนเกินพอ  ผมจึงพอทราบถึงความพร้อมของพันธมิตรฯ ว่าอยู่ในระดับสูงทีเดียว เป็นหลักประกันพอให้คนร่วมงานอุ่นใจว่าไม่ได้มาเพื่อแพ้ ถ้าหากการเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมรัฐสภาเป็นการยั่วยุเจ้าหน้าที่ให้เปิดฉากใช้ความรุนแรงแล้่วละก็ พวกเขาก็เตรียมตัวมาเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบาในบ้าง

เมื่อคุยถึงเจตนารมย์ที่จะยั่วยุของม๊อบ (มีคนบอกว่านี่คือยุทธวิธีของม๊อบ) ผมยกเหตุการณ์ครั้งที่ จอน อึ้งภากรณ์ กับพรรคพวก นัดหมายกันบุกยึดรัฐสภาไม่ให้ สนช. ประชุมสภาเพื่อตรากฎหมายได้อีกต่อไป ครั้งนั้นม๊อบมีเจตนาบุกรุกไปในตัวอาคาร รุกเข้าไปถึงปากประตูห้องประชุมสภา จนทำให้ สนช. ต้องยุติการประชุมโดยพลัน

สรุปว่าปฏิบัติการลุล่วงตามเป้าหมาย ต่างจากม๊อบพันธมิตรที่ทำไม่สำเร็จ

ผมสงสัยว่าทำไมข้อกล่าวหาว่าม๊อบเป็นฝ่ายยั่วยุ ถึงไม่เกิดกับครั้งจอนกับพวกบุกสภา (ขณะที่พันธมิตรฯ แค่ปิดล้อม)

น้องคนนั้นบอกอีกว่า “วันนั้นผมก็ไป”

คงเป็นเพราะครั้งคนน้อยกระมัง เลยมองว่าไม่ได้เป็นการยั่วยุ ไปแต่น้อยแบบเจียมเนื้อเจียมตัว แต่น้องเขาก็บอกว่า ก็ไม่ถือว่าน้อยนะ น่าจะเป็นหลักพันได้

ผมเชื่อว่าคนที่่ไปทั้งสองงานนี้ไม่ได้มีแค่คนเดียว น่าจะมีอีกหลายคน แต่แม้ว่ามีแค่คนนี้คนเดียว ผมก็อยากจะอธิบายการกระทำของเขา ว่าอย่างไรดีหนอ พวกบุกสภา สนช. นั้นเป็นพวกอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่พวกล้อมสภา พปช. นั้น  น่าจะสรุปว่าเป็นฝ่ายเผด็จการ เนื่องจากมาในนามพันธมิตรฯ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยกล่าวหาว่าออกบัตรเชิญให้ทหารปฏิวัติ 19 กันยา

สรุปได้ไหมว่าเขาไม่มีจุดยืน? ถูกยั่วยุปลุกปั่นล้างสมอง?

พอเปิดเว็บผู้จัดการ ดู ASTV ก็แห่ตามเขาออกมา แถมยังเสือกอาสาเป็นแนวหน้าเสียอีก ทั้งที่ก่อนหน้าเปิดเว็บประชาไทแล้วก็ร่วมขบวนกับเข้าด้วย ไม่รู้เลยหรือว่าแกนนำเขาเดินกันคนละทาง

นึกแล้วให้ขำ หัวขบวนพันธมิตรฯ ระดมผลัดเปลี่ยนขึ้นเวทีด่าทอคนอื่นที่ไม่เอาด้วยกับตัวเอง ส่วนพวกมีอุดมการณ์ยกย่องประชาธิปไตยไม่ว่านักวิชาการหรือนักกิจกรรมสังคมก็วิจารณ์พันธมิตรฯ กลับ หาว่าปลุกปั่นยั่วยุสร้างความเกลียดชัง มองทักษิณเป็นปีศาจ เห็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยเป็นศัตรู จนน่ากลัวว่าจะเกิดการไล่ฆ่ากันกลางเมือง

ผมรู้สึกว่าหัวขบวนกลายเป็น “หัวตอ” ฝ่ายหนึ่งก็เป็นตัวตลก อีกฝ่ายหนึ่งก็เหมือนคนโง่ เพราะสุดท้ายก็มีคน ๆ หนึ่งยอมเป็นกำลังให้กับทั้งสองฝ่าย โดยไม่สนใจว่าแกนนำคิดตรงกันข้ามราวฟ้ากับดิน

[เพิ่มเติม: น้องคนนี้เล่าว่าวันไปออกงานกับ จอน อึ้งภากรณ์  เห็น ใจ อึ้งภากรณ์ มาด้วย  หลังจากแกนนำรวมกันโชว์ตัวเปิดงานกันเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าวาระหารือจะบุกยึดสภา ใจ ไม่ได้ไปประชุมแกนนำด้วย แต่ขึ้นแท็กซี่กกลับทันที ทิ้งลูกศิษย์ตัวเองไว้แทน เข้าใจว่าคงจะรีบไปสอนหนังสือ]