Archive

Posts Tagged ‘รายงานข่าว’

ระเบิดแถวราชดำเนิน

ธันวาคม 8, 2011 ใส่ความเห็น

เห็นข่าวกู้ระเบิดหน้ากองสลากฯ บนถนนราชดำเนิน หลังวันเฉลิมฯ เพียงหนึ่งวัน  ทำให้ย้อนคิดถึงข่าวเก่าข่าวหนึ่ง หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ เพราะมีหนังสือพิมพ์เพียงไม่กี่ฉบับที่รายงานเรื่องนี้

…..

ตร.เครียด บึ้ม 2 จุด ซุ้มราชดำเนิน

 

โฆษกตำรวจชี้หวังป่วน สันติบาล-สมช.ล่าตัวด่วน

[บึ้มซุ้ม – สภาพความเสียหายที่บริเวณฐานของซุ้มเฉลิมพระเกียรติฉลองการครองราชย์ 60 ปี บริเวณถนนราชดำเนิน เยื้องสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง หลังถูกคนร้ายลอบวางระเบิด เมื่อเช้ามืดวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา]

วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10311

มือมืดลอบบึ้ม 2 จุด ซุ้มประตูงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี กับเสาไฟฟ้าประดับธงบนถนนราชดำเนิน แรงระเบิดทำซุ้มไม้เสียหายกระจายเกลื่อน กระจกกระทรวงเกษตรฯแตกละเอียด หน่วยเก็บกู้พบหลักฐานเศษถุงปุ๋ย นาฬิกา คาดชนิดดินดำอัดใส่โอ่งจุดชนวนโยนใส่ ผบช.น.ระดมบิ๊กนครบาลประชุมเครียด เร่งหาตัวป่วนเมือง “ชิดชัย”ชิ่ง ปิดปากเงียบหนีกลับบ้าน

คนร้ายลอบวางระเบิด 2 ลูกซ้อน ที่ซุ้มประตูงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี และเสาไฟฟ้าประดับธงบริเวณถนนราชดำเนิน จนได้รับความเสียหาย เหตุเกิดขึ้นเวลา 01.30 น. วันที่ 2 มิถุนายน พ.ต.ท.ดำรงพงษ์ เพ็ชรสุวรรณ พนักงานสอบสวน (สบ.3) สน.นางเลิ้ง รับแจ้งเกิดเสียงระเบิดบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนิน กทม. จึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชารุดไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมประสานแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระเบิด กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (บก.ตปพ.) ไปร่วมตรวจสอบพบว่าบริเวณเชิงซุ้มประตูงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ใกล้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนิน ถูกแรงระเบิดเสียหายเศษไม้กระจายเกลื่อนถนน จากการตรวจสอบพบเศษถุงปุ๋ยตกอยู่ พร้อมเศษนาฬิกา และจากการตรวจสอบของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด เบื้องต้นทราบว่าเกิดจากแรงระเบิดชนิดทีเอ็นทีไม่ทราบปริมาณ

ถัดมาเวลา 02.00 น. พ.ต.ท.ดำรงพงษ์ได้รับแจ้งเพิ่มเติมว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้นอีกที่บริเวณเสาไฟฟ้าด้านตรงข้ามศูนย์สวัสดิภาพเด็ก เยาวชน และสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศดส.บช.น.) ถนนราชดำเนินนอก แขวงวัดโสมนัสฯ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ รุดไปตรวจสอบพบบริเวณเสาไฟฟ้าที่ประดับติดตั้งธงถูกแรงระเบิดจนกระจาย เศษดินและปูนบางส่วนกระจายเข้าไปถูกระจกในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แตก ตรวจสอบคาดว่าเป็นชนิดดินดำอัดใส่โอ่ง จุดด้วยชนวนโยนใส่ จึงสรุปรายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ( บก.น.1) และ บช.น.ให้ทราบ เพื่อสืบสวนติดตามหาคนร้ายมาดำเนินคดี

ต่อมาเวลา 09.00 น. พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมรอง ผบช.น.ทุกนายร่วมประชุมที่ห้องประชุมปารุสกวัน 1 ซึ่งตั้งเป็นศูนย์รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจร ในงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี โดยนำเหตุระเบิดประชุมหารือกันอย่างเคร่งเครียด และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งจากสำนักพระราชวังห้ามเผยแพร่เรื่องดังกล่าวออกไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 17.50 น. ผู้สื่อข่าวได้ขอสัมภาษณ์ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถึงเหตุลอบวางระเบิดบริเวณฐานซุ้มเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก จำนวน 2 จุด ปรากฏว่า พล.ต.อ.ชิดชัยเพียงแต่ยิ้มและปฏิเสธให้สัมภาษณ์ บอกเพียงว่า “ไม่มีอะไร กลับบ้าน กินข้าว เดี๋ยวไปงาน” ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจหรือไม่ เพราะเป็นการวางระเบิดซุ้มเฉลิมพระเกียรติ พล.ต.อ.ชิดชัยกล่าวเหมือนเดิมว่า “เดี๋ยวกลับบ้านกินข้าวก่อน ไม่มีอะไรสัมภาษณ์แล้ว ไป…กลับบ้าน” จากนั้นก็รีบขึ้นรถออกไปทันที

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) และ โฆษก ตร.กล่าวถึงเหตุระเบิด ว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเก็บชิ้นส่วนระเบิดได้จำนวนหนึ่ง โดยเหตุระเบิดดังกล่าว ตัวระเบิดทำงานไม่สมบูรณ์ ทำให้มีชิ้นส่วน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานได้อย่างดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอพิสูจน์ โดยจากชิ้นส่วนระเบิดที่พบจำนวนหนึ่งเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ใช้นาฬิกาปลุกจุดชนวนระเบิด อย่างไรก็ตามเหตุระเบิดครั้งนี้จะต้องนำหลักฐานไปเปรียบเทียบกับเหตุระเบิดในหลายครั้งที่ผ่านมา ว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหรือไม่อย่างไร

โฆษก ตร.กล่าวว่า เชื่อว่าคนร้ายต้องการก่อกวนและสร้างสถานการณ์ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการป้องกันเหตุในลักษณะนี้ทำได้ยากมาก จึงต้องขอร้องประชาชนให้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีงานพิธีสำคัญ ขณะนี้ทั้งตำรวจสันติบาล และสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ทำการสืบสวนหาข่าวอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันไว้

วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10311 หน้า 1

…..

 

เรื่องนี้เกิดก่อนยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549  ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองอันตึงเครียดในเวลานั้น จำไม่ได้เหมือนกันว่าตำรวจปิดคดีนี้ได้หรือไม่ แต่ก็ถือเป็นคดีระเบิดกลางกรุงเทพฯ อีกหนึ่งคดี  ซึ่งเชื่อกันว่าตัวละครเบื้องหลังน่าจะหน้าเดิมๆ

ประเมินการรายงานข่าวม๊อบ โดยสมัคร สุนทรเวช

มิถุนายน 27, 2008 ใส่ความเห็น

หลังม๊อบพันธมิตรซึ่งเป็นมวลชนฝักใฝ่เผด็จการเดินขบวนล้อมทำเนียบเป็นผลสำเร็จ ภายใต้การแข่งขันกันรายงานข่าวเกาะติดแทบจะ real time  ในหมู่สื่อโทรทัศน์ซึ่งมีคุณลักษณ์เฉพาะ สามารถรายงาน “สดจากสนาม” ได้เต็มกำลังกว่าสื่อแขนงอื่น พร้อมสำทับความสำเร็จของม๊อบด้วยพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์เกือบทุำกฉบับในวันรุ่งขึ้น ทำให้นายกรัฐมนตรีสมัครผู้มีวิญญาณประชาธิปไตยเพราะว่าผ่านการเลือกตั้ง มีหมอเหวงและอาจารย์จรัลการันตีคุณภาพ ได้แสดงปฏิกิริยาต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนกระแสหลักครั้งนี้ในรายการโทรทัศน์ของตัวเอง (“สนทนาประสาสมัคร”, 22 มิถุนายน 2551) ว่า

ฝ่ายตนทำแบบเดียวกันบ้าง ตั้งแก๊ง ปิดถนน  บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น คุณมาจากไหน 5 คน คุณได้รับเลือกตั้งเมื่อไหร่ มีสถานะอย่างไรทางกฎหมาย สื่อก็ประโคมข่าวว่ามีสิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ เหมือนคนทั้ง 5 มีสิทธิเท่าเทียมกับคณะรัฐมนตรี ผมรำคาญใจเพราะสื่อยกน้ำหนัก 2 ข้างเท่ากัน นี่คือความไม่เป็นธรรมทางสังคม

ความไม่พอใจที่มีต่อข่าวขบวนมวลชนพันธมิตรของสมัครมีเพียงประเด็นเท่านั้น นั่นคือ ให้้น้ำหนักข่าวฝ่ายม๊อบเผด็จการเท่าเทียมกับฝ่ายรัฐบาลเลือกตั้ง มิได้กล่าวหาสักนิดว่า สื่อมวลชนกำลังทำหน้าที่ด้วยอารมณ์ชิงชังตั้งอคติกับรัฐบาล จนถึงกับบิดเบือนความจริง ปั้นน้ำเป็นตัว หรือกุข่าวแหกตา  คนมาแค่สองพันห้าแต่ดันรายงานว่าสองหมื่นห้า แถมยังหลอกลวงว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ทั้งที่จัดตั้ง-แหล่งใต้กันทั้งม๊อบ  แต่อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้ยกระดับความไม่พอใจต่อการให้น้ำหนักข่าวแบบเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย ให้กลายเป็น “ความไม่เป็นธรรมทางสังคม” ไปเสียแล้ว  ทั้งที่ แย้งกับตำราวารสารศาสตร์ฉบับอุดมคติที่ว่า หัวใจในการรายงานข่าวอย่างเป็นกลาง ก็คือ ความพยายามนำเสนอข่าวทั้งสองข้างด้วยการให้ “น้ำหนักข่าว” แก่คู่ขัดแย้งกันอย่างเท่าเทียม อุทิศพื้่นที่ข่าวไม่ว่าจะเป็นหน้ากระดาษหรือเวลาออกอากาศให้เป็นธรรมแบบหารสอง (ให้ตายเถอะ… ผมไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสพข่าวมีโอกาสพิจารณาไตร่ตรองข้อมูลที่โต้แย้งกัน ด้วยปริมาณสาระเท่า ๆ กัน  จนไปสู่การตัดสินใจสรุปว่าฝ่ายไหนผิด-ถูกจากข้อมูลเนื้อ ๆ  มิใช่เพียงถูกโน้มน้าวด้วยฝีปากของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ยึดครองพื้นที่สื่อมากกว่าอีกฝ่าย ด้วยวิธีคิดคร่ำครึทำนองว่า คนประเภทที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความน่าเชื่อถือว่าคนประเภทที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (ขอแบ่งประเภทคนตามแบบสมัคร เพราะเข้าใจง่ายดี มีแค่สองประเภทเท่านั้น) ย่อมสมควรได้รับพื้นที่นำเสนอข้อมูลมากกว่า

แม้จริงว่า ในสำนึกของสมัครซึ่งเป็นชนชั้นนำคนหนึ่งของบ้านเมืองที่อาจคิดและพูดถูกต้อง ไม่ผิดที่จะกล่าวหาสื่อมวลชนว่ากำลังสร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคม เพราะเขาย่อมเชื่อว่า รัฐบาลคือผู้ทรงอำนาจเป็นคุณพ่อของคนทั้งประเทศ ย่อมต้องมีคุณค่าแก่การเป็นข่าวมากกว่าพวกม๊อบข้างถนน หรือพวกคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่สำหรับมวลชนผู้เดินบนถนนและยึดฟุตบาทเป็นที่นอนแล้ว นี่อาจเป็นยุคทองของการเมืองภาคประชาชนก็เป็นได้ คงไม่มีสื่อกระแสหลักยุคไหนจะที่ให้โอกาสกับการเมืองข้างถนนเท่ายุคนี้  เพราะว่าท่านสมัครผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยได้วิเคราะห์การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนด้วยความลุ่มลึกและจริงใจ และอาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อเท็จจริงที่แสนจะหนักแน่นน่าเชื่อถือ ใครจะไปคิดว่าสักวันหนึ่งข่าวม๊อบจะสำคัญในระดับเดียวกับข่าวรัฐบาล สมัครคงไม่พูดอะไรชุ่ย ๆ หรือโกหกพกลมหรอก  ไม่อย่างนั้นท่านคงไม่มีวันนี้ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และอาจมีวันหน้าในตำแหน่งองคมนตรีก็เป็นได้

อีกทั้งขณะนี้เป็นยุคหลัง คมช. พึ่งต้องตระหนักว่าการปฏิวัติที่ผ่านมามีส่วนช่วยปลดแอกวงการข่าวจากทักษิณอย่างมีนัยยะสำคัญ จนสื่อมวลชนกระแสหลักถูกกล่าวหาว่าต้องสยบยอมและรับใช้เผด็จการ คมช. เพื่อกลั่นแกล้งคนดีอย่างทักษิณ จนยังตามมาจ้องจองล้างรัฐบาลสมัครต่อในฐานะนอมินี แต่ท่านสมัครซึ่งอยู่ฟากตรงข้ามเผด็จการ คมช. กลับใช้ตัวท่านค้ำประกันการปฎิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคนบางประเภทแต่เป็นพวกเดียวกับท่านประทับตราทายาท คมช. ไว้แน่น (รวมถึงสื่อมวลชนรักประชาธิปไตยบางกลุ่มด้วย) คำพูดของสมัครซึ่งเป็นศัตรูของสื่อมวลชนกลับกลายเป็นหลักฐานชั้นเลิศ ที่มันดันวกมาย้ำยันปฏิปักษ์ของตัวเองว่า  ณ วันนี้ สื่อมวลชนกำลังเดินไปตามอุดมคติอันดีงามของวิชาชีพแล้ว แม้ไม่ใช่ทนายความแต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า หลักฐานสนับสนุนที่มาจากฝ่ายตรงข้ามย่อมมีน้ำหนักกว่าหลักฐานสนับสนุนที่มาจากฝ่ายเดียวกัน เพราะช่วยปิดประเด็นครหาว่าเป็นการชงกันเองชมกันเองได้ดีที่สุด

คำกล่าวหาของสมัครได้ช่วยกอบกู้หน้่่าตาวงการสื่อมวลชนไทย หลังจากยับเยินไม่มีชิ้นดีในยุครัฐบาลทักษิณ ใครดูข่าวม๊อบสนธิช่วงแรก ๆ ตอนนั้นคงจำกันได้ดี ว่ามันห่วยแตกเกินบรรยาย จนทำให้คนที่นั่งดูหน้าจอโทรทัศน์ทนไม่ไหวต้องรีบออกจากบ้านมาเป็นม๊อบเสียเอง ฝันร้ายผ่านพ้นไปเสียที ท้องฟ้าใหม่ของสื่อมวลชนเปิดแล้วในยุคหลัง คมช.