Archive

Posts Tagged ‘วารสารศาสตร์’

เขียนดี ข่าวก็ดี

ธันวาคม 2, 2011 ใส่ความเห็น

ข่าวใหญ่ระดับโลกในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องการเดินทางเยือนประเทศพม่าของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ, ฮิลารี่ คลินตัน  (สังเกตว่าผมไม่ใช้ “รัฐมนตรีหญิง” อิอิ)  ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่อยู่คนละขั้วการเมืองอย่างเป็นทางการ และยังเป็นการเปิดตัวประเทศที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร (ถ้าเมืองไทยคงต้องบอกว่า “อำมาตย์” ) ต่อประชาคมโลกอย่างน่าทึ่ง

หลายคนคงคันปากอยากไปกระตุกขากางเกงของนางคลินตัน พร้อมตะโกนว่า “เฮ้ย… ทั่นเป็นประเทศผู้นำทางประชาธิปไตยเชียวนะ จะมาจับมือกับรัฐบาลของประเทศเผด็จการทหารเหรอ เกรงใจเพื่อนบ้านอย่างพี่ไทยบ้างเหอะ”

เมื่อเห็นข่าววันนี้แล้ว ต้องชวนให้นึกถึงข่าวเก่าสัก 10 กว่าวันมาแล้ว  เป็นข่าวต่างประเทศจากสำนักข่าวเอเอฟพี อ่านแล้วชอบมาก

 

Myanmar welcomes ‘lucky’ white elephants

… … …

"The welcoming ceremony for two white elephants will be held this evening at Uppasasanti Pagoda," the official told AFP, adding that Vice President Sai Mauk Kham would attend.

"We have altogether seven white elephants in Myanmar so far: four in Naypyidaw and three in Yangon."

Sunday’s ceremony comes three days after the long-isolated country won approval to chair Southeast Asia’s regional bloc in 2014, as a reward for its recent series of reformist gestures.

On Friday, US President Barack Obama said he would send Hillary Clinton to Myanmar next month, the first visit by a US secretary of state in 50 years.

UN leader Ban Ki-moon has also announced a visit as soon as possible to propel reforms.

… … …

 

ถ้าใครอ่านแค่พาดหัว ไม่สนใจในเนื้อหา ก็จะพลาดสาระสำคัญไปเลย เพราะคนเขียนข่าวเริ่มด้วยเรื่องการได้ครอบครองช้างเผือกสองเชือกของรัฐบาลพม่า อันเป็นสิ่งมงคลสำหรับชนชั้นปกครอง ตามคติความเชื่อของอาณาจักรต่างๆ ในแหลมทอง  แต่แล้วคนเขียนกลับเปลี่ยนสลับตัดภาพให้กลายเป็นข่าวจากประเทศสหรัฐฯ (ลองคิดว่าข่าวนี้เป็นข่าวทีวีสิ) ประธานาธิบดีโอบาม่ามอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางเยือนพม่า เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี  ขณะที่เลขาธิการสหประชาชาติก็พร้อมเช่นเดียวกัน

เริ่มต้นด้วยข่าว “ช้างแก้ว” จบลงด้วยข่าว “เพื่อนแก้ว”  หรือการเปิดตัวสานสัมพันธ์ของประเทศมหาอำนาจและองค์กรโลกถือเป็น “มิ่งมงคล” แก่ประเทศที่โดนโดดเดี่ยวมายาวนาน สามารถนำความจริงสองเรื่องมาเชื่อมโยงเข้าหากันได้อย่างกลมกลืนทีเดียว (อ่านแล้วรู้สึกว่า “โปร” พม่าไหมนะ?)

ด้วยเหตุนี้เอง การเขียนข่าวจึงไม่ต่างจากงานเขียนอื่นๆ  ผู้เขียนสามารถใส่สิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” ลงไปได้  มี creative writing ได้เช่นกัน

แต่อย่าลืมว่าตัวอย่างที่ยกมานี้ เป็นข่าวของฝรั่งเขานะ ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้านักข่าวคนไทยเป็นคนเขียนข่าวนี้ และเขียนเป็นภาษาไทย เขาจะถูกด่าไหม นึกถึงพวกปัญญาชนที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์กระแส “โปรเจ้า” ในสื่อกระแสหลักแล้ว  จินตนาการลำบากจริงๆ

แต่หวังว่าคงไม่มีใครเอาไปเปรียบกับข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวสี ประจำวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนนะ

Advertisements

ประเมินการรายงานข่าวม๊อบ โดยสมัคร สุนทรเวช

มิถุนายน 27, 2008 ใส่ความเห็น

หลังม๊อบพันธมิตรซึ่งเป็นมวลชนฝักใฝ่เผด็จการเดินขบวนล้อมทำเนียบเป็นผลสำเร็จ ภายใต้การแข่งขันกันรายงานข่าวเกาะติดแทบจะ real time  ในหมู่สื่อโทรทัศน์ซึ่งมีคุณลักษณ์เฉพาะ สามารถรายงาน “สดจากสนาม” ได้เต็มกำลังกว่าสื่อแขนงอื่น พร้อมสำทับความสำเร็จของม๊อบด้วยพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์เกือบทุำกฉบับในวันรุ่งขึ้น ทำให้นายกรัฐมนตรีสมัครผู้มีวิญญาณประชาธิปไตยเพราะว่าผ่านการเลือกตั้ง มีหมอเหวงและอาจารย์จรัลการันตีคุณภาพ ได้แสดงปฏิกิริยาต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนกระแสหลักครั้งนี้ในรายการโทรทัศน์ของตัวเอง (“สนทนาประสาสมัคร”, 22 มิถุนายน 2551) ว่า

ฝ่ายตนทำแบบเดียวกันบ้าง ตั้งแก๊ง ปิดถนน  บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น คุณมาจากไหน 5 คน คุณได้รับเลือกตั้งเมื่อไหร่ มีสถานะอย่างไรทางกฎหมาย สื่อก็ประโคมข่าวว่ามีสิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ เหมือนคนทั้ง 5 มีสิทธิเท่าเทียมกับคณะรัฐมนตรี ผมรำคาญใจเพราะสื่อยกน้ำหนัก 2 ข้างเท่ากัน นี่คือความไม่เป็นธรรมทางสังคม

ความไม่พอใจที่มีต่อข่าวขบวนมวลชนพันธมิตรของสมัครมีเพียงประเด็นเท่านั้น นั่นคือ ให้้น้ำหนักข่าวฝ่ายม๊อบเผด็จการเท่าเทียมกับฝ่ายรัฐบาลเลือกตั้ง มิได้กล่าวหาสักนิดว่า สื่อมวลชนกำลังทำหน้าที่ด้วยอารมณ์ชิงชังตั้งอคติกับรัฐบาล จนถึงกับบิดเบือนความจริง ปั้นน้ำเป็นตัว หรือกุข่าวแหกตา  คนมาแค่สองพันห้าแต่ดันรายงานว่าสองหมื่นห้า แถมยังหลอกลวงว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ทั้งที่จัดตั้ง-แหล่งใต้กันทั้งม๊อบ  แต่อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้ยกระดับความไม่พอใจต่อการให้น้ำหนักข่าวแบบเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย ให้กลายเป็น “ความไม่เป็นธรรมทางสังคม” ไปเสียแล้ว  ทั้งที่ แย้งกับตำราวารสารศาสตร์ฉบับอุดมคติที่ว่า หัวใจในการรายงานข่าวอย่างเป็นกลาง ก็คือ ความพยายามนำเสนอข่าวทั้งสองข้างด้วยการให้ “น้ำหนักข่าว” แก่คู่ขัดแย้งกันอย่างเท่าเทียม อุทิศพื้่นที่ข่าวไม่ว่าจะเป็นหน้ากระดาษหรือเวลาออกอากาศให้เป็นธรรมแบบหารสอง (ให้ตายเถอะ… ผมไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสพข่าวมีโอกาสพิจารณาไตร่ตรองข้อมูลที่โต้แย้งกัน ด้วยปริมาณสาระเท่า ๆ กัน  จนไปสู่การตัดสินใจสรุปว่าฝ่ายไหนผิด-ถูกจากข้อมูลเนื้อ ๆ  มิใช่เพียงถูกโน้มน้าวด้วยฝีปากของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ยึดครองพื้นที่สื่อมากกว่าอีกฝ่าย ด้วยวิธีคิดคร่ำครึทำนองว่า คนประเภทที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความน่าเชื่อถือว่าคนประเภทที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (ขอแบ่งประเภทคนตามแบบสมัคร เพราะเข้าใจง่ายดี มีแค่สองประเภทเท่านั้น) ย่อมสมควรได้รับพื้นที่นำเสนอข้อมูลมากกว่า

แม้จริงว่า ในสำนึกของสมัครซึ่งเป็นชนชั้นนำคนหนึ่งของบ้านเมืองที่อาจคิดและพูดถูกต้อง ไม่ผิดที่จะกล่าวหาสื่อมวลชนว่ากำลังสร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคม เพราะเขาย่อมเชื่อว่า รัฐบาลคือผู้ทรงอำนาจเป็นคุณพ่อของคนทั้งประเทศ ย่อมต้องมีคุณค่าแก่การเป็นข่าวมากกว่าพวกม๊อบข้างถนน หรือพวกคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่สำหรับมวลชนผู้เดินบนถนนและยึดฟุตบาทเป็นที่นอนแล้ว นี่อาจเป็นยุคทองของการเมืองภาคประชาชนก็เป็นได้ คงไม่มีสื่อกระแสหลักยุคไหนจะที่ให้โอกาสกับการเมืองข้างถนนเท่ายุคนี้  เพราะว่าท่านสมัครผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยได้วิเคราะห์การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนด้วยความลุ่มลึกและจริงใจ และอาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อเท็จจริงที่แสนจะหนักแน่นน่าเชื่อถือ ใครจะไปคิดว่าสักวันหนึ่งข่าวม๊อบจะสำคัญในระดับเดียวกับข่าวรัฐบาล สมัครคงไม่พูดอะไรชุ่ย ๆ หรือโกหกพกลมหรอก  ไม่อย่างนั้นท่านคงไม่มีวันนี้ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และอาจมีวันหน้าในตำแหน่งองคมนตรีก็เป็นได้

อีกทั้งขณะนี้เป็นยุคหลัง คมช. พึ่งต้องตระหนักว่าการปฏิวัติที่ผ่านมามีส่วนช่วยปลดแอกวงการข่าวจากทักษิณอย่างมีนัยยะสำคัญ จนสื่อมวลชนกระแสหลักถูกกล่าวหาว่าต้องสยบยอมและรับใช้เผด็จการ คมช. เพื่อกลั่นแกล้งคนดีอย่างทักษิณ จนยังตามมาจ้องจองล้างรัฐบาลสมัครต่อในฐานะนอมินี แต่ท่านสมัครซึ่งอยู่ฟากตรงข้ามเผด็จการ คมช. กลับใช้ตัวท่านค้ำประกันการปฎิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคนบางประเภทแต่เป็นพวกเดียวกับท่านประทับตราทายาท คมช. ไว้แน่น (รวมถึงสื่อมวลชนรักประชาธิปไตยบางกลุ่มด้วย) คำพูดของสมัครซึ่งเป็นศัตรูของสื่อมวลชนกลับกลายเป็นหลักฐานชั้นเลิศ ที่มันดันวกมาย้ำยันปฏิปักษ์ของตัวเองว่า  ณ วันนี้ สื่อมวลชนกำลังเดินไปตามอุดมคติอันดีงามของวิชาชีพแล้ว แม้ไม่ใช่ทนายความแต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า หลักฐานสนับสนุนที่มาจากฝ่ายตรงข้ามย่อมมีน้ำหนักกว่าหลักฐานสนับสนุนที่มาจากฝ่ายเดียวกัน เพราะช่วยปิดประเด็นครหาว่าเป็นการชงกันเองชมกันเองได้ดีที่สุด

คำกล่าวหาของสมัครได้ช่วยกอบกู้หน้่่าตาวงการสื่อมวลชนไทย หลังจากยับเยินไม่มีชิ้นดีในยุครัฐบาลทักษิณ ใครดูข่าวม๊อบสนธิช่วงแรก ๆ ตอนนั้นคงจำกันได้ดี ว่ามันห่วยแตกเกินบรรยาย จนทำให้คนที่นั่งดูหน้าจอโทรทัศน์ทนไม่ไหวต้องรีบออกจากบ้านมาเป็นม๊อบเสียเอง ฝันร้ายผ่านพ้นไปเสียที ท้องฟ้าใหม่ของสื่อมวลชนเปิดแล้วในยุคหลัง คมช.