Archive

Posts Tagged ‘สื่อมวลชน’

บางเรื่องน่าคิดจากข่าวธรณีพิบัติญี่ปุ่น

เมษายน 18, 2011 ใส่ความเห็น

ตั้งใจจะเขียนมานานแล้ว ตั้งแต่หลังเกิดสึนามิสักสองสัปดาห์ แต่ก็ชักช้าออกลีลาอยู่นานเป็นเดือน ได้เวลาเริ่มเสียที ณ บัดนี้

อ่านเพิ่มเติม…

Advertisements

หน้าที่ของสื่อใหม่?

สิงหาคม 20, 2010 ใส่ความเห็น

1.เรื่องจับคนขายซีดี เห็นมีแต่ประนามตำรวจ การนำเสนอทางสื่อมวลชนหลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึงศาลยุติธรรมเลย
2.แม้ตำรวจจะสำคัญในฐานะต้นทางกระบวนการยุติธรรม แต่ปลายทางกระบวนการที่ศาล ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ใช่ว่าต้นทางอย่างไร ปลายทางก็ไปตามนั้น
3.ปัญหามีอยู่ว่ากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ พยายามจะอ้าง “มาตรฐานเดียว” ไม่มีการเลือกปฏิบัติ นี่แหละปัญหา เพราะคนนั้นแตกต่างและไม่เท่าเทียมกัน
4.ย้ำว่าคนขายซีดีต้องเข้าคุก ก็เพราะคำพิพากษา แต่เราเห็นแค่ตำรวจกับอัยการร้อนเป็นไฟกับเรื่องนี้ พยายามจะทบทวนการกระทำอันเกินกว่าเหตุของตนเอง
5.สื่อมวลชนหลักหลีกเลี่ยงไม่แตะต้องศาลกรณีจับคนขายซีดี เป็นขนบ/ข้อจำกัดอันหนึ่งของสื่อมวลชนไทย แต่สำหรับโซเชียลมีเดียนั้นน่าคิดให้ไกล?

คนกลับสื่อ สื่อกลับคน

สิงหาคม 6, 2010 ใส่ความเห็น

ตามเท่าที่ผมพอจะจับความได้ แนวคิดเกี่ยวความสัมพันธ์ระหว่างสื่อสารมวลชน (mass media) กับคนมีสองทาง ซึ่งเรามักจะได้ยินในการพูด/เขียนปนกันไป บางครั้งคนๆ เดียวสามารถพูด/เขียนทั้งสองแนวคิดนี้ในงานชิ้นเดียวกัน อาจเป็นเพราะเชื่อกันว่ามันสอดรับและอยู่ร่วมกันได้ แต่หากลองไตร่ตรองให้ลึกแล้ว เป็นเรื่องที่อยู่ตรงข้ามกัน จนถึงขั้นอยู่ร่วมกันไม่ได้ทีเดียว

อย่างแรก) คุ้นกันดี “สื่อต้องนำเสนอข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย เพื่อให้ผู้รับหรือประชาชนเป็นผู้วินิจฉัย ว่าฝ่ายใดถูกผิด” อย่างที่สอง) ก็คุ้นกันดีอีก “สื่อมีพลังอำนาจ สามารถครอบงำชี้นำผู้รับหรือประชาชนได้” เมื่อลองนำมาวางเทียบกันใกล้ๆ เช่นนี้แล้ว หลายคนคงเอะใจบ้าง

อ่านเพิ่มเติม…

สื่อมวลชนไม่ใช่พ่อ

กรกฎาคม 23, 2009 ใส่ความเห็น

DSC00023

วันแรกที่เห็น a day bulletin ฉบับ 48 (19-25 มิถุนายน) ดูผ่าน ๆ เห็นเขาโปรยตัวเบ้อเริ่ม “ผมกลับมาแล้ว”

ก็เล่นเอาเราตกอกตกใจ “ฮาวคัม” ไอ้พี่โอ๊ค “มึงมาได้ไงว่ะ”  จนต้องพลิกเข้าไปอ่านเนื้อข้างในนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่าเขาใจผิด

ไม่น่าเชื่อว่าเราจะจำใบหน้าของอดีตขวัญใจนักเรียนชายเมื่อสัก 20 กว่าปีก่อนไม่ได้ เซียนสนุกเกอร์คนดัง “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” หายไปจากความทรงจำของคนไทยหลายคน แต่วันนี้เขากลับมาอีกครั้ง คว้าแชมป์เอเชียอีกหน

บทสัมภาษณ์ของต๋องนี้ มีบางตอนที่น่าสนใจ และสมควรแนะนำให้ปัญญาชนผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตย ที่หลงเชื่อในความยิ่งใหญ่ของสื่อมวลชนสยามได้อ่าน เพื่อให้ทราบว่ายังมีคนอื่นในสังคมนี้ ที่ปฎิเสธไม่อยากเป็นข่าว ไม่อยากให้นักข่าวรายงานถึงตื้นลึกหนาบาง แสดงให้เห็นความมีตัวตนของเขา

ไม่กระเหี้ยนกระหือรือแบบปัญญาชนมาตรฐานสูงบางท่านที่เดือดร้อนแทนพวกแดง ที่ไม่ได้เป็นข่าวเชิงคุณภาพสักที (โปรดอ่านได้จาก “สองคนยลตามช่อง ต้องย่องตามชน”)

กลับมาคราวนี้ไม่ค่อยเห็นออกสื่อเลยนะคะ

เพื่อนก็ด่าทุกคน ถามว่าทำไมไม่โฆษณาตัวเองอีกครั้ง เราเงียบไปนานแล้ว เพราะไม่ว่าจะกี่รายการติดต่อมา ผมก็ไม่ไป ทั้งที่ก็รู้จักกันทั้งนั้น ใคร ๆ ก็บอกว่าทำไมไม่คว้าโอกาส ทำไมไม่ออกสื่อ จะได้กลับมาดัง

แล้วทำไม

เพราะนี่แหละคือสิ่งที่ผมต้องการจริง ๆ  มันคือความเงียบไง ผมเห็นดาราบางคนต้องออกสื่อโปรโมตตลอด แต่ผมไม่คิดว่าผมเป็นดาราไง บางคนก็ออกสื่อเยอะไป ไม่รู้นะ เมืองไทยก็อยู่ด้วยดารานะ ผมก็เข้าใจ (หัวเราะ) คือคนอื่นเขาคิดว่าผมหยิ่งกัน แต่จริง ๆ แล้วผมแค่อยากอยู่เงียบ ๆ

ผมอ่านแล้วก็ชอบใจ เพราะเหม็นเบื่อพวกนักเคลื่อนไหวทางสังคมยุคนี้จริง ๆ  จะทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสหรือคนชายขอบทีไร เอะอะก็มักนึกถึงแต่สื่อมวลชน ว่าจะให้สื่อมวลชนเป็นเพื่อนเป็นพวก ทำอย่างไรจะให้งานของตัวเองทุกเคสเป็นข่าว เพราะทุกปัญหาที่เป็นข่าวก็จะได้รับการช่วยเหลือและแก้ไขเยียวยา

หากจะลากเข้าหาเรื่องเสื้อแดง ก็พูดให้ง่าย ๆ ทำนองว่า ความพ่ายแพ้เมื่อสงกรานต์ไม่ได้มาจากตัวเอง (ที่สู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้) แต่เป็นเพราะสื่อมวลชนไทยไม่เข้าข้าง

ความสำเร็จยุคนี้ เขาชี้วัดกันที่การเป็นข่าว มากกว่าการทำงานไปเสียแล้ว

สองคนยลตามช่อง ต้องย่องตามชม

มิถุนายน 27, 2009 ใส่ความเห็น

บทบาทของสื่อมวลชนในระหว่างวิกฤตช่วงสงกรานต์ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากปัญญาชน และแน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นไปในทางลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักวิชาการสายปกปักษ์ประชาธิปไตยและเชื่อใจในชาวบ้าน ตัวแทนของกระแสนี้เห็นได้ชัดจากบทความชิ้นหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เป็นบทความทางวิชาการของนักวิชาการท่านหนึ่ง, สมชาย ปรีชาศิลปกุล ในชื่อ “สื่อสร้างมวลชน” ทางหนังสือพิมพ์มติชนฉบับ 27 เมษายน 2552 ได้โจมตีการทำงานของสื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์อย่างตรงไปตรงมา ปรากฎข้อความ “โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่ประโคมว่าตนเองเป็นสื่อสาธารณะ” แทรกอยู่ตอนหนึ่งด้วย  ก็ไม่แน่ชัดนักว่าเป็นข้อกล่าวหาเจาะจงไปถึงสถานีไทยพีบีเอสหรือไม่

ใจความสำคัญนั้นหนีไม่พ้นคำกล่าวสื่อมวลชนกระแสหลัก โทษฐานเลือกข้างหรือเลือกจุดยืนทางการเมือง ไร้ความเป็นกลาง ไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้กับฝ่ายเสื้อแดง เนื่องด้วยอคติทางชนชั้น สื่อมวลชนไทยเห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนชั้นล่างที่ไร้ปัญญา ถูกแกนนำหลอกลวงมาชุมนุม ปราศจากความคิดอ่านที่เป็นของตัวเอง ซึ่งเรียกว่า “อัตวินิจฉัย”  ด้วยความหลงผิดเช่นนี้ ทำให้สื่อมวลชนไม่ยอมนำเสนอสภาพความเป็นมนุษย์ของพวกเขา มุ่งแต่ตอกย้ำภาพของผู้นิยมความรุนแรง ต่างอย่างสิ้นเชิงกับม๊อบชาวเมืองเสื้อเหลือง แล้วสรุปลงท้ายว่า สื่อมวลชนไทยหาได้มีความเป็นมืออาชีพเหมือนเช่นสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดประเด็นว่าด้วยคนตายจากการถูกปราบ

อาจมีข้ออ้างว่าความเอียงของสื่อมวลชนเป็นผลมาจากการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วย สถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม พึงสังเกตว่าปรากฏการณ์การเอียงข้างแบบกระเท่เร่นี้ปรากฏมาก่อนการประกาศใช้ กฎหมายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงการซ่อนจุดยืนทางการเมืองของตนเองไว้หลังอำนาจรัฐที่ตนเองมีความยินยอมพร้อมใจด้วย

หรือกระทั่งมีการใช้อำนาจรัฐคุกคามสื่อมวลชนในการเสนอข้อมูลข่าวสาร ควรหรือไม่ที่สื่อมวลชนจะยอมอย่างหงอย ๆ  ต่ออำนาจรัฐในท่ามกลางสถานการณ์ที่ยิ่งแหลมคม สื่อมวลชนก็ยิ่งทวีความสำคัญในการที่จะทำให้ข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ปรากฏต่อสาธารณะมากที่สุด

เมื่อผมอ่านจบแล้ว ก็ให้นึกย้อนไปถึงครั้งภัยพิบัติสึนามิ (ไม่ทราบเหมือนกันว่าคิดไปไกลได้อย่างไร) ครั้งกระนั้นข่าวในโทรทัศน์ปรากฎแต่ภาครัฐภายใต้ทักษิณ ชินวัตรเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้แสดงบทบาทช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้ประสบภัย ทั้งที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์โดยแท้ กลับไม่ปรากฎคนของพรรคนี้ในข่าวเลย จนกลายเป็นประเด็นนำไปกล่าวต่อ ๆ กัน  หรือนำไปโพสต์ในเว็บบอร์ดอย่างสนุกสนาน ด่าพรรคประชาธิปัตย์กันเพลิน ทว่าข้อเท็จจริงนั้น  ส.ส. ภาคใต้ของพรรคการเมืองฝ่ายค้านมีบทบาทไม่น้อยไปกว่าภาครัฐเลย บางคนถึงกับปิดโรงแรมของตัวเองเพื่อเปิดเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่หาเป็นข่าวในเมืองไทยไม่ กลับไปหราอยู่กลางจอซีเอ็นเอ็น

แล้วถัดมาก็หวลคิดถึงวาระก่อนหน้ากำเนิดพันธมิตรประชาชนฯ ในวันที่สนธิ ลิ้มทองกุลประกาศนำมวลชนกลางลานพระบรมรูปทรงม้า ผมเจอพี่คนหนึ่งซึ่งคิดเหมือนกันเลย เขาว่าตั้งใจจะไม่มาแล้ว เพราะไม่ชอบขี้หน้าสนธิ ขอติดตามสถานการณ์อยู่ที่บ้านดีกว่า แต่ข่าวทางโทรทัศน์นั้นห่วยสิ้นดี แทบจะไม่รับรู้เรื่องราวของฝ่ายม๊อบเลย ทำให้ต้องออกมาดูด้วยตาตัวเอง

บทความชิ้นนี้ ชี้นำให้เกิดข้อกังขาว่าสื่อมวลชนไทยย้อนกลับไปเป็นเช่นดังว่าแล้วหรือ? ผมเชื่อว่าไม่ใช่ อ้างอิงได้ด้วยความรู้สึกส่วนตัว (ผมคงเป็นกลางหรือไร้ความรู้สึกไม่ได้) ผมกลับคิดว่าวิกฤตครั้งนี้ สื่อมวลชนไทยเกร็ง กลัว หรือปริวิตก จนอาจถึงขั้นวิตกจริตก็ว่าได้ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ พี่นักข่าวคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตกับผม ถึงรายงานทางโทรทัศน์ในคืนวันที่ 8-9 เมษายน  มีแต่ข่าวสารของเสื้อแดงยึดครองแทบจะเบ็ดเสร็จ แข่งกับละครภาคค่ำได้อย่างสูสี ฝ่ายรัฐแทบจะตกขอบหายไปเลย ถือว่าผิดธรรมชาติของสถานีโทรทัศน์อย่างยิ่ง

อ่านเพิ่มเติม…

ประเมินการรายงานข่าวม๊อบ โดยสมัคร สุนทรเวช

มิถุนายน 27, 2008 ใส่ความเห็น

หลังม๊อบพันธมิตรซึ่งเป็นมวลชนฝักใฝ่เผด็จการเดินขบวนล้อมทำเนียบเป็นผลสำเร็จ ภายใต้การแข่งขันกันรายงานข่าวเกาะติดแทบจะ real time  ในหมู่สื่อโทรทัศน์ซึ่งมีคุณลักษณ์เฉพาะ สามารถรายงาน “สดจากสนาม” ได้เต็มกำลังกว่าสื่อแขนงอื่น พร้อมสำทับความสำเร็จของม๊อบด้วยพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์เกือบทุำกฉบับในวันรุ่งขึ้น ทำให้นายกรัฐมนตรีสมัครผู้มีวิญญาณประชาธิปไตยเพราะว่าผ่านการเลือกตั้ง มีหมอเหวงและอาจารย์จรัลการันตีคุณภาพ ได้แสดงปฏิกิริยาต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนกระแสหลักครั้งนี้ในรายการโทรทัศน์ของตัวเอง (“สนทนาประสาสมัคร”, 22 มิถุนายน 2551) ว่า

ฝ่ายตนทำแบบเดียวกันบ้าง ตั้งแก๊ง ปิดถนน  บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น คุณมาจากไหน 5 คน คุณได้รับเลือกตั้งเมื่อไหร่ มีสถานะอย่างไรทางกฎหมาย สื่อก็ประโคมข่าวว่ามีสิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ เหมือนคนทั้ง 5 มีสิทธิเท่าเทียมกับคณะรัฐมนตรี ผมรำคาญใจเพราะสื่อยกน้ำหนัก 2 ข้างเท่ากัน นี่คือความไม่เป็นธรรมทางสังคม

ความไม่พอใจที่มีต่อข่าวขบวนมวลชนพันธมิตรของสมัครมีเพียงประเด็นเท่านั้น นั่นคือ ให้้น้ำหนักข่าวฝ่ายม๊อบเผด็จการเท่าเทียมกับฝ่ายรัฐบาลเลือกตั้ง มิได้กล่าวหาสักนิดว่า สื่อมวลชนกำลังทำหน้าที่ด้วยอารมณ์ชิงชังตั้งอคติกับรัฐบาล จนถึงกับบิดเบือนความจริง ปั้นน้ำเป็นตัว หรือกุข่าวแหกตา  คนมาแค่สองพันห้าแต่ดันรายงานว่าสองหมื่นห้า แถมยังหลอกลวงว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ทั้งที่จัดตั้ง-แหล่งใต้กันทั้งม๊อบ  แต่อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้ยกระดับความไม่พอใจต่อการให้น้ำหนักข่าวแบบเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย ให้กลายเป็น “ความไม่เป็นธรรมทางสังคม” ไปเสียแล้ว  ทั้งที่ แย้งกับตำราวารสารศาสตร์ฉบับอุดมคติที่ว่า หัวใจในการรายงานข่าวอย่างเป็นกลาง ก็คือ ความพยายามนำเสนอข่าวทั้งสองข้างด้วยการให้ “น้ำหนักข่าว” แก่คู่ขัดแย้งกันอย่างเท่าเทียม อุทิศพื้่นที่ข่าวไม่ว่าจะเป็นหน้ากระดาษหรือเวลาออกอากาศให้เป็นธรรมแบบหารสอง (ให้ตายเถอะ… ผมไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสพข่าวมีโอกาสพิจารณาไตร่ตรองข้อมูลที่โต้แย้งกัน ด้วยปริมาณสาระเท่า ๆ กัน  จนไปสู่การตัดสินใจสรุปว่าฝ่ายไหนผิด-ถูกจากข้อมูลเนื้อ ๆ  มิใช่เพียงถูกโน้มน้าวด้วยฝีปากของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ยึดครองพื้นที่สื่อมากกว่าอีกฝ่าย ด้วยวิธีคิดคร่ำครึทำนองว่า คนประเภทที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความน่าเชื่อถือว่าคนประเภทที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (ขอแบ่งประเภทคนตามแบบสมัคร เพราะเข้าใจง่ายดี มีแค่สองประเภทเท่านั้น) ย่อมสมควรได้รับพื้นที่นำเสนอข้อมูลมากกว่า

แม้จริงว่า ในสำนึกของสมัครซึ่งเป็นชนชั้นนำคนหนึ่งของบ้านเมืองที่อาจคิดและพูดถูกต้อง ไม่ผิดที่จะกล่าวหาสื่อมวลชนว่ากำลังสร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคม เพราะเขาย่อมเชื่อว่า รัฐบาลคือผู้ทรงอำนาจเป็นคุณพ่อของคนทั้งประเทศ ย่อมต้องมีคุณค่าแก่การเป็นข่าวมากกว่าพวกม๊อบข้างถนน หรือพวกคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่สำหรับมวลชนผู้เดินบนถนนและยึดฟุตบาทเป็นที่นอนแล้ว นี่อาจเป็นยุคทองของการเมืองภาคประชาชนก็เป็นได้ คงไม่มีสื่อกระแสหลักยุคไหนจะที่ให้โอกาสกับการเมืองข้างถนนเท่ายุคนี้  เพราะว่าท่านสมัครผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยได้วิเคราะห์การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนด้วยความลุ่มลึกและจริงใจ และอาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อเท็จจริงที่แสนจะหนักแน่นน่าเชื่อถือ ใครจะไปคิดว่าสักวันหนึ่งข่าวม๊อบจะสำคัญในระดับเดียวกับข่าวรัฐบาล สมัครคงไม่พูดอะไรชุ่ย ๆ หรือโกหกพกลมหรอก  ไม่อย่างนั้นท่านคงไม่มีวันนี้ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และอาจมีวันหน้าในตำแหน่งองคมนตรีก็เป็นได้

อีกทั้งขณะนี้เป็นยุคหลัง คมช. พึ่งต้องตระหนักว่าการปฏิวัติที่ผ่านมามีส่วนช่วยปลดแอกวงการข่าวจากทักษิณอย่างมีนัยยะสำคัญ จนสื่อมวลชนกระแสหลักถูกกล่าวหาว่าต้องสยบยอมและรับใช้เผด็จการ คมช. เพื่อกลั่นแกล้งคนดีอย่างทักษิณ จนยังตามมาจ้องจองล้างรัฐบาลสมัครต่อในฐานะนอมินี แต่ท่านสมัครซึ่งอยู่ฟากตรงข้ามเผด็จการ คมช. กลับใช้ตัวท่านค้ำประกันการปฎิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคนบางประเภทแต่เป็นพวกเดียวกับท่านประทับตราทายาท คมช. ไว้แน่น (รวมถึงสื่อมวลชนรักประชาธิปไตยบางกลุ่มด้วย) คำพูดของสมัครซึ่งเป็นศัตรูของสื่อมวลชนกลับกลายเป็นหลักฐานชั้นเลิศ ที่มันดันวกมาย้ำยันปฏิปักษ์ของตัวเองว่า  ณ วันนี้ สื่อมวลชนกำลังเดินไปตามอุดมคติอันดีงามของวิชาชีพแล้ว แม้ไม่ใช่ทนายความแต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า หลักฐานสนับสนุนที่มาจากฝ่ายตรงข้ามย่อมมีน้ำหนักกว่าหลักฐานสนับสนุนที่มาจากฝ่ายเดียวกัน เพราะช่วยปิดประเด็นครหาว่าเป็นการชงกันเองชมกันเองได้ดีที่สุด

คำกล่าวหาของสมัครได้ช่วยกอบกู้หน้่่าตาวงการสื่อมวลชนไทย หลังจากยับเยินไม่มีชิ้นดีในยุครัฐบาลทักษิณ ใครดูข่าวม๊อบสนธิช่วงแรก ๆ ตอนนั้นคงจำกันได้ดี ว่ามันห่วยแตกเกินบรรยาย จนทำให้คนที่นั่งดูหน้าจอโทรทัศน์ทนไม่ไหวต้องรีบออกจากบ้านมาเป็นม๊อบเสียเอง ฝันร้ายผ่านพ้นไปเสียที ท้องฟ้าใหม่ของสื่อมวลชนเปิดแล้วในยุคหลัง คมช.