Archive

Posts Tagged ‘เสวนา’

ขอดีเบทบ้าง

กันยายน 21, 2008 ใส่ความเห็น

ในงาน ดีเบท 4 ขั้ว “บทบาทนักศึกษาในสถานการณ์วิกฤตการเมือง” ระหว่าง เยาวชน พธม., อมธ., สนนท., และ กปก. มีค้นเข้าฟังจนห้องประชุมแน่น จนผมต้องยืน แต่ด้วยความขี้เกียจ อีกทั้งหัวเข่าไม่ค่อยดี ทำให้ตัดสินใจเลือกเดินไปกินข้าว รอให้ห้องว่างก่อนค่อยกลับมา แต่ก็โอ้เอ้เอาจนเขาจะใกล้เลิก สถานีโทรทัศน์ยกกองถ่ายทอดกลับพอดี ผมเห็นหน้าห้องติดแบนเนอร์อันใหญ่ว่า “เบื่อม๊อบพันธมิตร” คิดว่าคงมีคนนำมาติดหลังจากที่งานได้เริ่มไปสักพักแล้ว เพราะมาตอนแรกไม่เห็น เนื้อหาช่วงหลักคงหาอ่านกันได้แล้ว (ใน ปชท. ) แต่ขอบันทึกเฉพาะบางประเด็นที่สะดุดใจตัวเอง

ในช่วงที่เข้าฟังเป็นขณะที่พิธีกรเปิดโอกาสให้ซักถามหรือแสดงความเห็น น้องคนหนึ่งจากพันธมิตรตัดพ้อว่าวันที่ตำรวจเอาหมายมาติดที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่เห็นใครออกมาช่วยหรือประนามรัฐบาลว่าใช้ความรุนแรงเลย มีแต่ด่าว่าพันธมิตรผิด จนผู้ร่วมฟังคนหนึ่งชื่อว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องโต้แย้ง ซึ่งพอสรุปใจความสำคัญว่า “วันนี้เลิกพูดได้แล้วว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรง”

เขาอธิบายว่าเป็นกลวิธีของม๊อบอยู่แล้วที่ต้องพยายามยั่วยุให้รัฐบาลเป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรง หากคืนที่ นปก. มาปะทะกับ พธม. คนตายใส่เสื้อสีเหลือง จะทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ทันที แต่โชคดีที่คนตายสวมเสื้อแดง ดังนั้นเมื่อรู้แล้วว่าจุดสุดท้ายต้องลงเอยเช่นนี้ แต่ผู้นำม๊อบพันธมิตรกลับยังเลือก ก็เท่ากับว่ากำลังใช้ชีวิตของมวลชนเป็นเครื่องมือไปสู่ชัยชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่้งคนนำม๊อบอย่าง พล.ต.จำลอง  ได้เคยใช้วิธี “พาคนไปตาย” แบบนี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้วเมื่อครั้ง “พฤษภา 35”

ผมเคยได้ยินข้อกล่าวหา “จำลองพาคนไปตาย” มานานแล้ว  เข้าใจว่าผู้ริเริ่มกล่าวเป็นพวกแรก ๆ ก็คือ ประชาธิปัตย์ ในระหว่างสงครามหาเสืยงเลิอกตั้งหลังจากพฤษภาทมิฬนั่นเอง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าประโยคนี้จะเป็นความจริงสักแค่ไหน ทว่ากลับมั่นใจอยู่อย่างว่า มันก็แค่เครื่องมือดิสเครดิตทางการเมือง เราอย่าไปควานหาเอาเลยว่าเป็นจริงหรือเท็จ แต่เมื่อได้ยินคุณคนนี้พูดอีกครั้ง พร้อมกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น และอาจส่อแววซ้ำรอยอดีตอีกหน อีกทั้งคนพูดก็ไม่น่าจะอยู่ข้างประชาธิปัตย์ ทำให้ต้องมาทบทวนใหม่อีกรอบ… หรือว่า “จำลองพาคนไปตาย” จริง… ประโยคบอกเล่าประโยคนี้มิใช่แค่วาทะโจมตีจากคู่แข่งขันทางการเมืองแล้วซิ คำพูดของคุณธนาธรได้ช่วยสำทับให้เชื่อได้ว่าประชาธิปัตย์พูดความจริง แม้จุดมุ่งหมายของการพูดในครั้งนั้นหวังแค่เพียงทำลายพรรคการเมืองคู่แข่งขัน แต่ความจริงถึงอย่างไรก็ต้องเป็นความจริง หาได้มีข้อยกเว้นไม่

แล้วยังช่วยให้เข้าใจได้อีกว่า ในสมัยเริ่มต้นชีวิตนักข่าวใหม่ ๆ เป็นช่วงความเบ่งบานของการก่อม๊อบ ส่วนใหญ่แล้วเป็นม๊อบของเกษตรกรจำพวกกลุ่มสมัชชาคนจน แห่ยกกันมาล้อมทำเนียบรัฐบาล วันดีคืนดีก็ปืนกำแพงบุกยึดทำเนียบก็มี แต่ด้วยคนน้อยและยังเป็นแค่คนจน (ต่างจาก “ม๊อบบรรดาศักดิ์”) ต้องเปลืองตัวเอาหัวมารับกระบอก บางครั้งก็ถูกหมากัด การพลีกายเพื่อรับความเจ็บปวดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของม๊อบตามที่คุณชื่อเหมือนส้มว่าไว้ ไม่ผิดแน่

แต่ขอขยายความว่าตรรกะคิดนี้ไม่ควรนำไปใช้พร่ำเพรื่อ เพราะมันถูกเจ้าของจำกัดว่า ให้ใช้ในขณะ “วันนี้” เท่านั้น (แต่มีแนวโน้มว่าจะใช้ใน “วันหน้า” ได้ด้วย) และอาจเจาะจงให้จำกัดขึ้นว่า ให้ใช้เฉพาะตัว พล.ต.จำลอง เท่านั้น  เพราะผมลองนำมันไปใช้อธิบาย “6 ตุลา” ก็รู้สึกว่าไม่น่าจะไปด้วยกันได้ ถ้าเราอธิบายว่าความโหดเหื้ยมที่เกิดในวันนั้น เป็นเพราะแกนนำไม่ยอมเลิกการชุมนุมประท้วงในธรรมศาสตร์ ทั้งที่ก็รู้สถานการณ์ดีอยู่แล้วว่าทางฝ่ายอำนาจจ้องจะกวาดล้างอยู่แล้ว ความผิดจึงควรตกอยู่กับผู้นำม๊อบมากกว่าจะเป็นผู้นำกำลังติดอาวุึธ ก็คงเป็นเรื่องที่ประหลาดพิลึกและเข้าใจได้ยากทีเดียว จริงอยู่ว่าในวันนั้นรัฐบาลอยู่ไม่ได้เพราะเกิดการรัฐประหาร (เอาเข้าจริงจะบอกว่าผู้ที่ก่อการปราบปรามในครั้งนั้นเป็นรัฐบาลได้่หรือไม่ ผมก็ไม่แน่ใจ) แต่ฝ่ายที่โดนปราบต้องเจ็บต้องตาย รู้สึกไหมว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะ?

หากถามหาเหตุผล ว่าทำไมใช้ไม่ได้? ก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร แต่ลองนึกเล่น ๆ แบบหาเรื่องว่า เพราะแกนนำม๊อบครั้งนั้นเป็นนักศึกษาหรือปัญญาชน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่

หมายเหตุ
1) ผมรู้สึกว่าใครสักคนที่เอาป้าย “เบื่อม๊อบพันธมิตร” ไปติดที่หน้างานนั้น ช่างเป็นคนที่มีความคิดไม่เข้าท่าเสียเลย จะแจกรูปลอกหรือใบปลิวอะไรก็ว่าไปเถิด เอากันพองาม แต่ทำถึงอย่างนี้ก็เกินไป เพราะบางคนอาจเข้าใจไปได้ว่าคนจัดงานคือพวกไม่เอา พธม.  แล้วถือโอกาสเรียกพวกเด็กจากฝ่าย พธม. มาเชือด  จริงอยู่ว่าในธรรมศาสตร์มีเสรีภาพ ใครจะทำอะไรก็ทำไป แต่พฤติกรรมมันฟ้ัองถึงตัวคนทำ กำลังประกาศว่าที่แห่งนี้เป็นของพวกกู (ผมอยากบอกพวกเด็กฝ่ายโน้นว่ากลับไปอยู่ข้างถนนดีแล้ว) ทำอะไรก็ให้เกียรติเด็กบ้าง แม้เขาจะพูดจาไม่ฉะฉานฟังแล้วโง่ ๆ เซ่อ ๆ  รู้แล้วว่าเบื่อว่าเกลียดพันธมิตร แต่ก็อย่าเอานิสัยพันธมิตรมาใช้เลย

2) วัยเด็กหรือเยาวชนเป็นวัยที่ถูกมองข้ามจริง ๆ  แค่ฟังในช่วงท้ายก็สะท้อนแล้วว่า Young PAD เป็นแค่ พธม. ย่อส่วน เป็นตัวแทนของพวกที่ยึดทำเนียบ ไม่ได้ตระหนักว่าพวกเขาคือกลุ่มวัยรุ่นที่ตัดสินใจไปอยู่ฝ่ายพันธมิตร แทนที่จะอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายต่ิอต้านเผด็จการ หรือฝ่ายไม่เอาชาตินิยม หรือเรียกรวมได้ว่าฝ่ายไม่เอาพันธมิตร (ข้อสังเกตนี้เกิดหลังฟัง อ.เดชา ตั้งสีฟ้า บอกว่า  กำลังทำวิจัยโดยใช้วิธีวิทยามานุษยวิทยาว่าด้วยเด็ก)

3) ความจริงคุณธนาธรพูดประเด็นน่าสนใจอีกเรื่อง แต่ขอเก็บไว้ก่อน กลัวจะยาวเกินจำเป็น

Advertisements