Archive

Posts Tagged ‘ใจ อึ้งภากรณ์’

วัฒนธรรมวิจารณ์กับข้อหาหมิ่น: ข้อสังเกตคร่าว ๆ

มกราคม 24, 2009 ใส่ความเห็น

DSC00025

ผมเชื่อว่าคนไทยมีเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ คนไทยที่ว่านี้ก็คือคนสามัญชนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องมีสถานภาพอื่นใดเช่น “นักวิชาการ” มาขยายความเป็นคนไทยของเขา  แต่ต้องเข้าใจว่าเสรีภาพนี้มีรูปแบบและจำกัด นั่นก็คือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะในหมู่คนที่เห็นหน้าคร่าตากัน หรือ “ปากต่อปาก” เท่านั้น  ไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะอาหาร ร้านกาแฟ ก๊วนน้ำชา หรือแม้แต่ห้องเรียน เนื่องจากเป็นที่ที่มีความเป็นส่วนตัวนั่นเอง อาจพอเรียกว่าเป็น “เสรีภาพตามธรรมชาติ” ได้กระมัง (ผมก็ไม่รู้หรอกว่าคำนี้ความหมายมากแค่ไหน แต่ขอใช้ไปพลางก่อน) และก็เชื่อว่าไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทย ในประเทศอื่นที่ยังมีระบอบกษัตริย์ก็มีเสรีภาพเช่นว่านี้

ส่วนว่าจะมีมานานสักแค่ไหนนั้น ผมก็ไม่ทราบ แต่เชื่อว่ามีมาหลายรัชกาลเป็นแน่ ไม่ว่าจะเป็นสามัญชนหรือชนชั้นสูงต่างก็ใช้เสรีภาพนี้ในที่ทางเฉพาะ ผมเคยอ่านบันทึกของ ม.จ.พูนพิศสมัย ดิศกุล ของสำนักพิมพ์มติชน ก็เห็นท่านเขียนวิจารณ์ในหลวงรัชกาลที่ 7 แต่แน่นอนว่าเมื่อนำมาตีพิมพ์ย่อมต้องถูกเซ็นเซอร์ในบางประโยค

แต่ผมเริ่มสังเกตเห็นว่า คดีหมิ่นทั้งหลายที่กำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและกลายเป็นประเด็นข่าว เนื้อหาของคำหมิ่นนั้นหาได้อยู่บนการสื่อสารแบบ “ปากต่อปาก” (อาจจะมีบ้างเป็นส่วนน้อย ซึ่งเวลานี้ยังนึกไม่ออก) แต่มันดำเนินผ่าน “ตัวแปร” หนึ่ง  ซึ่งทำหน้าที่เป็นพาหะนำพาตัวสาร/คำหมิ่นไปถึงผู้เสพรับ เราเรียกสิ่งนี้ว่า “สื่อ” หรือ media  หลายกรณีหมิ่นที่เป็นคดีความได้ทำผ่านสื่อเป็นสำคัญ ไม่ว่า หนังสือพิมพ์, ภาพวิดีโอ, อินเตอร์เน็ท หรือหนังสือเล่ม ไม่ว่าเจ้าตัวหรือเจ้าของคำหมิ่นนั้นจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม อาทิ ถือป้ายเขียนข้อความแล้วมีช่างภาพบันทึกรูป หรือคำพูดที่กล่าวลอย ๆ แต่ถูกคนบันทึกเสียง เป็นต้น  เมื่อที่ฟังหรืออ่านจากข่าว แทบจะไม่มีคดีความที่เกิดจากการซุบซิบนินทาว่าร้ายแบบ “ปากต่อปาก” เลย

ตัวอย่างคดีของ ใจ อึ้งภากรณ์ นั้นน่าสนใจ  ผมทราบมาว่า เวลาแกสอนหนังสือในห้องเรียนก็วิพากษ์วิจารณ์เป็นฉาก ๆ เรียงที่ละรัชกาลมาเลย ซึ่งผมเชื่อว่านักศึกษาสมัยนี้ฉลาดสามารถแยกออกระหว่าง “วิเคราะห์เชิงวิชาการ” กับ “หลอกด่า” ได้  มีคนเล่าว่าเด็กบางคนแอบใช้โทรศัพท์มือถือหรือเครื่องเล่นเอ็มพีสามบันทึกเก็บไว้เป็นคลิปเสียง แล้วเป็นที่รู้กันว่าเด็กคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นั้น “ลูกท่านหลานเธอ” (ลูกทักษิณยังเรียนคณะนี้เลย) ก็นำไปเปิดให้พ่อแม่ญาติพี่น้องฟัง จนผู้ใหญ่พวกนี้ร้องเรียนมายังคณะให้จัดการกับนายคนนี้

แต่ในวันแถลงข่าวก่อนมอบตัว เขาไม่ได้พูดถึงการสอนหนังสือด้วยปากเปล่ากับนักศึกษาแบบ “ปากต่อปาก” เลย  เจาะจงลงไปเลยว่ามาจากหนังสือเล่มที่เขาเขียน แสดงว่าข้อหาหมิ่นสถาบันฯ จะต้องอ้างอิงกับตัววัตถุซึ่งใช้เป็น “สื่อ” นั้นเอง  ถ้าไม่มี “สื่อ” ก็ไม่น่าจะเกิดหมิ่นสถาบันฯ ผมอ้างคำแถลงของเขาก็เพราะว่าเป็นมุมมองจากผู้ต้องหานั่นเอง

ข้อสังเกตของผมก็คือ ดูเหมือนประเด็นหมิ่นประมาทที่เกิดขึ้นผ่าน “สื่อ” นั้น  จะเป็นเพียงส่วนน้อยนิด น้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับการวิพากษ์วิจารณ์อันเป็น “เสรีภาพตามธรรมชาติ”  ผมไม่เชื่อว่าจะมี “อาณาจักรแห่งความกลัว” มาบั่นทอนเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์แบบ “ปากต่อปาก” ไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะอาหาร ร้านกาแฟ ก๊วนน้ำชา หรือแม้แต้ห้องเรียน

คนบางคนพยายามลากเสรีภาพส่วนนี้เขามาในปริมณฑล “สื่อ”  อาจด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา เช่นว่า ต้องการแสดงตนเป็นผู้นำทางความคิด เป็นพวกหัวก้าวหน้าไม่ด้อยพัฒนา เป็นต้น  รวมทั้งตามที่ใจอ้าง ก็คือเขียนเป็นหนังสือในฐานะที่เป็นงานทางวิชาการ (ไม่ขอนับรวมพวกทำด้วยเจตนาหมิ่นหรือล้มล้าง) แต่สิ่งที่อ้างว่าเป็น “เสรีภาพทางวิชาการ” หรือ “บรรยากาศทางปัญญา” ที่อ้างอิงบน “สื่อ” ที่แสนจะเป็นส่วนน้อยนี้ กลับกำลัง “พองลม” แบ่งบานขนานใหญ่ จนราวกับว่าการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ ต้องกระทำผ่าน “สื่อ” หรือวัฒนธรรมแบบลายลักษณ์อักษรเท่านั้น นอกนั้นถือว่าเป็นแค่การซุบซิบตามประสา “ปากตลาดแบบผู้หญิง”

ส่งผลให้วัฒนธรรมการวิจารณ์ของสามัญชนที่ไม่มียศวิชาการนำหน้า ไม่ได้เป็นปัญญาชนผู้นำความคิดสาธารณะ ต้องพลอยฟ้าพลายฝนไปกับความตื่นตระหนกของพวกที่อาศัย “สื่อ” เป็นเครื่องมือสำหรับวิจารณ์ด้วย

จุดยืนมีมากกว่าหนึ่ง

ตุลาคม 14, 2008 1 ความเห็น

หลัง 7 ตุลาคม ผมคุยกับน้องคนหนึ่งซึ่งเข้าร่วมพันธมิตรฯ ปิดล้อมรัฐสภา เพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายรัฐบาล มาเล่าสู่กันฟังในอิทธิฤทธิของแก๊สน้ำตา เขาบอกว่าตอนใกล้เที่ยงก่อนที่ม๊อบกลับเข้ายึดพื้นที่หน้าสภาคืนนั้น บนเวทีประกาศหาอาสาชายฉกรรจ์ 50 นาย เป็นแนวหน้าประทะตำรวจ เพื่อดัน ดัน ดัน

เขายกมือทันควัน “ผมครับ”

แต่เมื่อเตรียมตัวเข้ากลุ่มเพื่อซักซ้อมปฏิบัติการ “ไอ้น้องยังไม่มีหน้ากากกันแก๊สน้ำตาหรือ” มีคนถามเขาทันทีที่เห็นแค่พกผ้าขาวปิดปากปิดจมูกเท่านั้น

อีกสักชั่วอึดใจ อุปกรณ์เซฟตี้ต่าง ๆ ก็ทยอยมาเป็นลัง ๆ มีให้เลือกจนเกินพอ  ผมจึงพอทราบถึงความพร้อมของพันธมิตรฯ ว่าอยู่ในระดับสูงทีเดียว เป็นหลักประกันพอให้คนร่วมงานอุ่นใจว่าไม่ได้มาเพื่อแพ้ ถ้าหากการเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมรัฐสภาเป็นการยั่วยุเจ้าหน้าที่ให้เปิดฉากใช้ความรุนแรงแล้่วละก็ พวกเขาก็เตรียมตัวมาเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบาในบ้าง

เมื่อคุยถึงเจตนารมย์ที่จะยั่วยุของม๊อบ (มีคนบอกว่านี่คือยุทธวิธีของม๊อบ) ผมยกเหตุการณ์ครั้งที่ จอน อึ้งภากรณ์ กับพรรคพวก นัดหมายกันบุกยึดรัฐสภาไม่ให้ สนช. ประชุมสภาเพื่อตรากฎหมายได้อีกต่อไป ครั้งนั้นม๊อบมีเจตนาบุกรุกไปในตัวอาคาร รุกเข้าไปถึงปากประตูห้องประชุมสภา จนทำให้ สนช. ต้องยุติการประชุมโดยพลัน

สรุปว่าปฏิบัติการลุล่วงตามเป้าหมาย ต่างจากม๊อบพันธมิตรที่ทำไม่สำเร็จ

ผมสงสัยว่าทำไมข้อกล่าวหาว่าม๊อบเป็นฝ่ายยั่วยุ ถึงไม่เกิดกับครั้งจอนกับพวกบุกสภา (ขณะที่พันธมิตรฯ แค่ปิดล้อม)

น้องคนนั้นบอกอีกว่า “วันนั้นผมก็ไป”

คงเป็นเพราะครั้งคนน้อยกระมัง เลยมองว่าไม่ได้เป็นการยั่วยุ ไปแต่น้อยแบบเจียมเนื้อเจียมตัว แต่น้องเขาก็บอกว่า ก็ไม่ถือว่าน้อยนะ น่าจะเป็นหลักพันได้

ผมเชื่อว่าคนที่่ไปทั้งสองงานนี้ไม่ได้มีแค่คนเดียว น่าจะมีอีกหลายคน แต่แม้ว่ามีแค่คนนี้คนเดียว ผมก็อยากจะอธิบายการกระทำของเขา ว่าอย่างไรดีหนอ พวกบุกสภา สนช. นั้นเป็นพวกอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่พวกล้อมสภา พปช. นั้น  น่าจะสรุปว่าเป็นฝ่ายเผด็จการ เนื่องจากมาในนามพันธมิตรฯ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยกล่าวหาว่าออกบัตรเชิญให้ทหารปฏิวัติ 19 กันยา

สรุปได้ไหมว่าเขาไม่มีจุดยืน? ถูกยั่วยุปลุกปั่นล้างสมอง?

พอเปิดเว็บผู้จัดการ ดู ASTV ก็แห่ตามเขาออกมา แถมยังเสือกอาสาเป็นแนวหน้าเสียอีก ทั้งที่ก่อนหน้าเปิดเว็บประชาไทแล้วก็ร่วมขบวนกับเข้าด้วย ไม่รู้เลยหรือว่าแกนนำเขาเดินกันคนละทาง

นึกแล้วให้ขำ หัวขบวนพันธมิตรฯ ระดมผลัดเปลี่ยนขึ้นเวทีด่าทอคนอื่นที่ไม่เอาด้วยกับตัวเอง ส่วนพวกมีอุดมการณ์ยกย่องประชาธิปไตยไม่ว่านักวิชาการหรือนักกิจกรรมสังคมก็วิจารณ์พันธมิตรฯ กลับ หาว่าปลุกปั่นยั่วยุสร้างความเกลียดชัง มองทักษิณเป็นปีศาจ เห็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยเป็นศัตรู จนน่ากลัวว่าจะเกิดการไล่ฆ่ากันกลางเมือง

ผมรู้สึกว่าหัวขบวนกลายเป็น “หัวตอ” ฝ่ายหนึ่งก็เป็นตัวตลก อีกฝ่ายหนึ่งก็เหมือนคนโง่ เพราะสุดท้ายก็มีคน ๆ หนึ่งยอมเป็นกำลังให้กับทั้งสองฝ่าย โดยไม่สนใจว่าแกนนำคิดตรงกันข้ามราวฟ้ากับดิน

[เพิ่มเติม: น้องคนนี้เล่าว่าวันไปออกงานกับ จอน อึ้งภากรณ์  เห็น ใจ อึ้งภากรณ์ มาด้วย  หลังจากแกนนำรวมกันโชว์ตัวเปิดงานกันเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าวาระหารือจะบุกยึดสภา ใจ ไม่ได้ไปประชุมแกนนำด้วย แต่ขึ้นแท็กซี่กกลับทันที ทิ้งลูกศิษย์ตัวเองไว้แทน เข้าใจว่าคงจะรีบไปสอนหนังสือ]